บทที่ 12: สายตาที่เปลี่ยนไป
ความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วทั้งป่า มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของเหล่าทหารรับจ้างเท่านั้นที่ดังอยู่ ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างของเย่เฉินที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างซากหมีเกราะโลหิต ราวกับว่าสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปนั้นเป็เพียงเื่ธรรมดาสามัญ
สือเฟิงเป็คนแรกที่ได้สติกลับคืนมา เขาเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาหาเย่เฉิน แววตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยความตกตะลึงและความเคารพยำเกรงอย่างปิดไม่มิด เขาไม่ได้เดินเข้ามาในฐานะหัวหน้ากลุ่ม แต่ในฐานะผู้น้อยที่กำลังเข้าหาผู้แข็งแกร่ง
"สะ...สหาย" สือเฟิงเอ่ยเรียก น้ำเสียงของเขาแหบพร่าไปเล็กน้อย "ข้า...กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ...เป็หนี้ชีวิตท่าน"
ต้าหู่และเหล่าทหารรับจ้างคนอื่นๆ ก็ได้สติเช่นกัน พวกเขารีบวิ่งเข้ามาดูเพื่อนที่าเ็ ก่อนที่ต้าหู่จะเดินหน้าแดงก่ำเข้ามาหาเย่เฉินและโค้งคำนับลงเก้าสิบองศา "สหาย! ข้า...ข้าต้าหู่...ต้องขออภัยในความโง่เขลาและไร้มารยาทของข้าเมื่อวานนี้! โปรดลงโทษข้าด้วย!"
ทัศนคติของเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมืออย่างสิ้นเชิง ในโลกของทหารรับจ้าง ความแข็งแกร่งคือสิ่งที่ได้รับการเคารพสูงสุด และพลังที่เย่เฉินแสดงออกมาเมื่อครู่นั้น มันเกินกว่าขอบเขตความเข้าใจของพวกเขาไปแล้ว
เย่เฉินเพียงแค่ส่ายศีรษะเบาๆ "ข้าไม่ได้ใส่ใจ"
ในขณะนั้นเอง หลินเวยเวยก็เดินเข้ามาจากทางด้านหลัง นางมองสำรวจซากของหมีเกราะโลหิต ก่อนจะหันมามองเย่เฉินด้วยดวงตาที่เปล่งประกายแห่งความอยากรู้อยากเห็นอย่างเข้มข้น
"ท่าน...เป็ผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาหรือเ้าคะ?" นางเอ่ยถามอย่างสุภาพ "ข้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณ แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นกับตาตนเอง พลังกายภาพที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้...น่าเหลือเชื่อจริงๆ"
เย่เฉินหันไปมองนางเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย "ก็แค่มีแรงเยอะหน่อย"
คำตอบที่แสนจะธรรมดานั้นกลับยิ่งทำให้เขาดูลึกลับยิ่งขึ้นในสายตาของหลินเวยเวย นางรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่ "แรงเยอะหน่อย" อย่างแน่นอน แต่นางก็เป็คนฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้ต่อ
สือเฟิงกระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความเงียบ "เอาล่ะ เื่ซากของหมีเกราะโลหิตตัวนี้...ตามกฎแล้ว ผู้ที่สังหารมันได้ย่อมมีสิทธิ์ในทุกชิ้นส่วนของมันแต่เพียงผู้เดียว" เขากล่าวพลางมองมาที่เย่เฉิน "สหาย...ทั้งหมดนี่เป็ของท่าน"
ซากของสัตว์อสูรระดับสองขั้นปลายนั้นมีมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็เกราะโลหิต, กรงเล็บ, หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "แก่นอสูร" ที่อยู่ภายใน หากนำไปขายที่เมืองหินดำ อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้หลายสิบเหรียญทอง
ทว่า เย่เฉินกลับส่ายหน้าอีกครั้ง "ข้าไม่้าซากของมัน"
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนใอีกรอบ นี่คือสมบัติที่อยู่ตรงหน้า แต่เขากลับไม่้า?
เย่เฉินเดินเข้าไปใกล้ซากหมี เขาย่อตัวลงและวางมือบนหน้าอกของมัน อ้างว่า "ข้าขอตรวจสอบบางอย่าง"
ในวินาทีที่มือของเขาัักับซากหมี เตาหลอมแห่งความโกลาหลในมิติภายในใจของเขาก็เริ่มทำงานอย่างเงียบเชียบ มันไม่ได้ดูดกลืนซากทั้งร่าง แต่กลับส่งพลังดูดกลืนที่มองไม่เห็นสายหนึ่งพุ่งตรงไปยัง "แก่นอสูร" และ "แก่นโลหิต" ซึ่งเป็แหล่งพลังงานที่ล้ำค่าที่สุดที่ซ่อนอยู่ภายใน!
วูบ!
พลังงานอันบริสุทธิ์และเข้มข้นถูกดูดเข้าไปในมิติของเขาในชั่วพริบตา โดยที่ไม่มีใครภายนอกสังเกตเห็นแม้แต่น้อย
เย่เฉินลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เรียบร้อยแล้ว พวกท่านจัดการที่เหลือเถอะ ถือเป็ค่ารักษาพยาบาลให้ผู้าเ็"
การกระทำนี้ทำให้เหล่าทหารรับจ้างซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล พวกเขามองเย่เฉินราวกับมองเทพเ้าที่มาโปรด ไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ แต่ยังมอบสมบัติมหาศาลให้โดยไม่หวังผลตอบแทน!
หลังจากนั้น เหล่าทหารรับจ้างก็ช่วยกันชำแหละซากหมีอย่างคล่องแคล่วว่องไว บรรยากาศของความตึงเครียดได้หายไปจนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความคึกคักและความเคารพยำเกรงที่มีต่อสมาชิกใหม่ของกลุ่ม
ขบวนคาราวานเริ่มออกเดินทางต่ออีกครั้ง
แต่ครั้งนี้...ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว
ตำแหน่งการยืนของเย่เฉินถูกจัดให้อยู่ใกล้กับรถม้าของหลินเวยเวยมากที่สุด กลายเป็ผู้คุ้มกันคนสำคัญโดยปริยาย เหล่าทหารรับจ้างคอยเปิดทางให้เขาอยู่เสมอ แม้แต่ต้าหู่ก็ยังคอยเอาน้ำและอาหารที่ดีที่สุดมาส่งให้ด้วยตนเอง
เย่เฉินยังคงเงียบขรึมเช่นเดิม แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธความปรารถนาดีเ่าั้
เขารู้ดีว่าพลังที่เขาแสดงออกไปได้เปลี่ยนสถานะของเขาจาก "ผู้เข้าร่วม" กลายเป็ "เสาหลัก" ของกลุ่มในทันที
หลินเวยเวยที่อยู่ในรถม้า แอบมองแผ่นหลังที่ดูเงียบขรึมแต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงดุจขุนเขานั้นเป็ครั้งคราว ในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้...
ชายผู้ลึกลับคนนี้...แท้จริงแล้วเป็ใครกันแน่?