สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 63 ลางสังหรณ์ที่แปลกประหลาด

    หลังจากสลัดตัวหลุดจากวงล้อมของศิษย์สำนักเฟิงหยวนแล้วขึ้นมาอยู่บนเรือเหาะได้ หลี่ซวนก็ขอตัวไปนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่เงียบ ๆ ที่ข้างเรือทันที โดยมีอวี่ฟ่านและจางเหว่ยต่างก็มานั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ข้าง ๆ ด้วยเช่นกัน


    อีกหกวัน พวกเขาก็จะเดินทางกลับถึงสำนักพร้อมกับข่าวดีของสำนัก


    ชายหนุ่มในตอนนี้กำลังเร่งดูดซับพลังฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเตรียมตัวสำหรับการกลับไป เขาตั้งใจจะปิดด่านบำเพ็ญเพียรเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม และใช้หินวิญญาณจำนวนมหาศาลที่ได้มา ขยายห้วงลมปราณของตนให้ใหญ่ขึ้น


    ‘หินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อนนี้น่าจะเพียงพอให้ข้าขยายห้วงลมปราณไปถึงเก้าสิบจั้งได้’ เขาคิดในใจ


    แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด แต่จากที่คาดเดา อย่างน้อยภายในหนึ่งเดือนที่กลับไป เขาจะพยายามทำให้ห้วงลมปราณของตนขยายใหญ่ขึ้นไปถึงแปดสิบจั้งให้ได้เสียก่อน ส่วนหลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที


    และแล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปราวกับพริบตา... หกวันต่อมา เรือเหาะทั้งเจ็ดลำที่ล่องลอยอยู่บนน่านฟ้า ก็มองเห็นยอดเขาของสำนักเฟิงหยวนอยู่ไม่ไกล


    ก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสได้ส่งข่าวผ่านหยกสื่อสารกระจายสารไปทั่วสำนักแล้ว ถึงแม้ในครั้งนี้สำนักจะไม่มีตัวแทนระดับฐานวิญญาณหรือระดับแก่นวิญญาณติดหนึ่งในสิบเลย ทว่ากลับมีเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งเกิดขึ้น นั่นคือ 'หลี่ซวน' สามารถคว้าอันดับหนึ่งร่วมกับสตรีอัจฉริยะแห่งสำนักหยุนซานมาครองได้ ข่าวนี้ทำให้ทุกคนในสำนักปลาบปลื้มใจ และต่างมารอคอยต้อนรับการกลับมาของพวกเขาอย่างเนืองแน่น


    เมื่อเรือเหาะทั้งเจ็ดลำค่อย ๆ ร่อนลงจอดบนลานกว้าง เสียงเฮแสดงความดีใจก็ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ศิษย์ทุกคนต่างภาคภูมิใจที่สำนักของตนมีผู้คว้าอันดับหนึ่งมาได้


    และเมื่อผู้อาวุโสทั้งหมดก้าวเท้าลงจากเรือ ศิษย์นับหลายพันคนที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้น ต่างก็ประสานมือทำความเคารพโดยพร้อมเพรียงกันทันที


    "ขอต้อนรับท่านรองเจ้าสำนักกลับมา! ขอต้อนรับผู้อาวุโสทุกท่านกลับมา! ขอต้อนรับสหายร่วมสำนักทุกท่านกลับมา!"


    เสียงกล่าวต้อนรับดังกังวานเป็นจังหวะสามครั้งก่อนจะเงียบลง รองเจ้าสำนัก เสิ่นอู๋จี๋ เพียงสะบัดมือเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความกดดันดังก้องไปทั่วสำนัก


    "ครั้งนี้พวกเราโชคดีนักที่มีศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มคนหนึ่ง คว้าอันดับหนึ่งในการประลองมาได้ แม้จะเป็นอันดับร่วมกับสำนักหยุนซาน แต่ผลงานของศิษย์ผู้นี้ก็นับว่ายอดเยี่ยม ข้าหวังว่าศิษย์ทุกคนจะพยายามเพื่อสำนักต่อไป... เอาล่ะ แยกย้ายกันไปตามสบายเถิด"


    "ขอรับ!" ศิษย์ทุกคนประสานทำความเคารพพร้อมเสียงขานรับดังกึกก้อง


    จากนั้นเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ที่ไปประลองก็ทยอยแยกย้ายกันไปตามทางของตน ทว่ากลับยังมีศิษย์อีกกลุ่มใหญ่ที่ยังคงรอดูหน้าของหลี่ซวน และพากันส่งเสียงเรียกชื่อเขาอยู่


    ในขณะเดียวกัน หลี่ซวนที่ตกเป็นเป้าสายตา กลับกำลังแอบซ่อนตัวนั่งย่อเข่าอยู่ข้าง ๆ เรือเหาะเพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวาย


    อวี่ฟ่านที่เห็นสภาพนั้นก็หัวเราะคิกคัก "เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมแสดงตัวออกไปหน่อยล่ะ ฮิ ๆ"


    หลี่ซวนขมวดคิ้ว "คนเหล่านี้ตะโกนเรียกชื่อข้าจนข้าทำตัวไม่ถูกไปหมดแล้ว ข้าลงแข่งเพราะอยากได้รางวัลเท่านั้น ไม่ได้ต้องการอะไรแบบนี้เสียหน่อย"


    "เจ้านี่น้า..." อวี่ฟ่านทำเสียงจุ๊ ๆ ในลำคอ "เหตุใดนิสัยจึงคล้ายคลึงกับข้านักนะ ฮ่า ๆ ๆ"


    "ท่านไม่ต้องพูดเลย ท่านคิดเองเออเองไปทั้งนั้น... พี่อวี่ ท่านมีวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้หรือไม่?" หลี่ซวนหันไปถาม


    "อืมมม... ข้าว่าเจ้าแค่แสดงตัวนิดหน่อยแล้วเจ้าก็หายตัวไปเลย ถือว่าเป็นการเปิดตัวแบบสุดยอดและลึกลับดี เป็นไงล่ะ?" อวี่ฟ่านเสนอไอเดีย


    หลี่ซวนเมื่อได้ยินดังนั้นก็คิดตามว่า ‘ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน หากข้าหายไปดื้อ ๆ ก็คงจะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง’ เขาจึงพยักหน้าเห็นด้วย


    "อืม เช่นนั้นก็แยกย้ายกันตรงนี้เถิด ไว้อีกหนึ่งเดือนพวกเราค่อยมาเจอกัน" หลี่ซวนเอ่ยลา


    "อืม รักษาตัวด้วยล่ะ" อวี่ฟ่านกล่าว


    จางเหว่ยก็กล่าวสำทับด้วยเช่นกัน "เจ้าก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะหลี่ซวน"


    หลี่ซวนพยักหน้ารับ ก่อนที่ทั้งสามจะก้าวเดินออกมาจากหลังเรือเหาะ


    "นั่นไง! ศิษย์พี่หลี่ซวน!"


    "ไหน ๆ! จริงด้วย... ศิษย์พี่หลี่ผู้คว้าอันดับหนึ่ง และลบคำสาปในรอบร้อยปีของสำนักพวกเรา!"


    "ศิษย์พี่หลี่! ข้ามีนามว่าเถิง... ศิษย์พี่มองมาทางนี้หน่อยสิเจ้าคะ!"


    เสียงโห่ร้องและตะโกนเรียกชื่อดังระงมมาจากเบื้องล่าง หลี่ซวนหันไปมองรอบ ๆ ก่อนจะประสานมือพร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัด


    "ทุกท่าน! พอดีข้ามีธุระด่วนต้องไปจัดการ ข้าขอตัวก่อน ไว้วันหน้าค่อยพบกันใหม่ในสำนัก"


    กล่าวจบ เขาก็รีบเร่งใช้วิชา 'คล้อยตามสายลม' ด้วยความเร็วสูงสุด ร่างของเขาเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคนในพริบตา ความรวดเร็วนั้นไม่อาจมีศิษย์คนใดในที่นั้นมองตามได้ทัน จนเหลือทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างเปล่าและสายลมที่พัดผ่านจุดที่เขาเคยยืนอยู่เท่านั้น ส่วนจางเหว่ยก็ได้อวี่ฟ่านช่วยให้พาหายไปเงียบๆเช่นกัน


    บรรดาศิษย์ที่กำลังมองหลี่ซวนอยู่ ต่างก็เบิกตาค้างตกตะลึงไปตาม ๆ กันกับความเร็วนั้น ก่อนที่จะถูกผู้อาวุโสของตนต้อนให้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ปล่อยทิ้งไว้เพียงภาพเงาของชายหนุ่มที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำ


    ...


    ไม่นานนัก หลี่ซวนก็มาโผล่ที่ข้างทางเดินยอดเขาแล้วมุ่งหน้าสู่เรือนโอสถ เขาเดินทอดน่องไปช้า ๆ จนกระทั่งมาถึงเรือนขนาดไม่ใหญ่มากหลังหนึ่ง เขาเดินไปที่หน้าประตูพร้อมที่จะเคาะประตูเรียก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะทำ เสียงของชายชราก็ดังลอดออกมาก่อน


    "เจ้ากลับมาแล้วสินะ"


    หลี่ซวนได้ยินเสียงอันคุ้นเคยก็พยักหน้ารับ พร้อมกับเปิดประตูเข้าไปแล้วประสานมือ "หลี่ซวนกลับมาแล้วขอรับผู้อาวุโสกู้"


    ภายในห้องนั้น มีเพียงชายชราในชุดสีน้ำเงินนั่งอ่านตำราอยู่ เขาคือ 'กู้เจี้ยนหมิง' ผู้ควบคุมดูแลเรือนโอสถที่หลี่ซวนคอยช่วยงานอยู่เสมอ และยังเป็นผู้ที่คอยชี้แนะสั่งสอนเขาเกี่ยวกับการปรุงโอสถรวมถึงสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย จนหลี่ซวนแทบจะเคารพนับถืออีกฝ่ายไม่ต่างจากอาจารย์ของตนเลยก็ว่าได้


    "กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ... แต่ดูเหมือนเจ้าจะมาช้าไปสักนิดนะ แม่หนูหลิงเพิ่งจะออกไปทำภารกิจของสำนักเมื่อไม่นานนี้เอง" กู้เจี้ยนหมิงเอ่ยขึ้น


    คนที่กู้เจี้ยนหมิงกล่าวถึงคือ 'หลิงซี' ซึ่งเป็นศิษย์ของเขา ในช่วงที่หลี่ซวนมาช่วยงานที่นี่ ทั้งสองมักจะได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนทักษะเกี่ยวกับโอสถกันอยู่หลายครา จนนางเคารพนับถือหลี่ซวนไม่ต่างจากพี่ชายแท้ๆ และหลี่ซวนเองก็เห็นหลิงซีเป็นดั่งน้องสาวของตนเช่นกัน


    หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


    "ตามปกติแค่ให้เดินออกจากสำนักไปใกล้ ๆ นางยังไม่อยากจะออกไปเลยนี่ขอรับ? แต่ทำไมครานี้นางถึงยอมออกไปล่ะ... แล้วภารกิจนั้นมันอันตรายหรือเปล่าขอรับ?"


    "ไม่อันตรายมากหรอก มีผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณไปกันด้วยตั้งสองคน เจ้าหนูนั่นอยากไปเปิดหูเปิดตาโลกภายนอกเล็ก ๆ น้อย ๆ แถมก็แค่ไปขอแลกเปลี่ยนสมุนไพรกับสำนักอื่นเท่านั้นน่ะ แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่เดือนถึงจะกลับ เพราะต้องเดินทางไปเยือนหลายสำนักน่ะ"


    "หรือว่ามีเรื่องเร่งด่วนอันใดเกิดขึ้นงั้นหรือขอรับ? เหตุใดสำนักถึงต้องไปขอแลกสมุนไพรมากมายจากสำนักอื่นด้วย" หลี่ซวนถามด้วยความงุนงง


    "อืมม... ก็มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นจริง ๆ นั่นแหละ" กู้เจี้ยนหมิงลูบเคราเบา ๆ "เจ้ารู้สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการจัดงานประลองพันธมิตรเมฆางั้นหรือไม่?"


    แม้หลี่ซวนจะเคยได้ยินมาบ้างว่าผู้อาวุโสของสำนักตนจะได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการประลอง แต่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดลึกซึ้งนัก จึงตอบกลับไปตามตรง


    "ตัวข้ารู้เพียงผิวเผินเท่านั้นขอรับ"


    "ฮะ ๆ ๆ เจ้าหนู นี่เจ้าอุตส่าห์ดั้นด้นไปลงแข่ง โดยที่ไม่รู้อะไรเลยเนี่ยนะ? สมกับเป็นเจ้าจริง ๆ!" ชายชราหัวเราะร่วนพร้อมกับวางตำราในมือของตนไว้บนโต๊ะ"งั้นข้าก็จะขออธิบายให้เจ้าฟังตรงนี้เลยก็แล้วกัน"


    หลี่ซวนแอบเบะปากเหมือนที่หลิงซีชอบทำเล็กน้อย ก่อนจะตั้งใจฟัง


    "สาเหตุหลักที่ต้องมีการจัดการแข่งขันขึ้นในทุก ๆ ยี่สิบปี นั่นก็เพราะว่า... จุดศูนย์กลางของกลุ่มพันธมิตรเมฆาของเรา ก็คือ 'หุบเขาร้อยอสูร'" กู้เจี้ยนหมิงเริ่มอธิบาย "และสาเหตุที่มันถูกขนานนามว่าร้อยอสูร นั่นก็เพราะภายในหุบเขาลึกนั้น มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งระดับสูงอาศัยอยู่นับร้อยถึงหลายร้อยตัว! และหากนับรวมพวกสัตว์อสูรระดับหนึ่งกับระดับสองเข้าไปด้วยล่ะก็ จำนวนของมันอาจมีมากนับพันนับหมื่นตัวเลยก็ว่าได้"


    ชายชราเว้นจังหวะครู่หนึ่ง "ดังนั้น พวกเขาจึงต้องจัดการประลองขึ้น เพื่อเฟ้นหาอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในทุก ๆ ยี่สิบปีของแต่ละสำนัก แล้วนำผลการประลองมาหาสิทธิ์ในการส่งคนเข้าไปล่าสัตว์อสูรเพื่อนำ 'แก่นอสูร' ของพวกมันออกมา แต่ละสำนักที่ได้สิทธิ์ สามารถส่งคนเข้าไปได้เพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น โดยจะต้องมีผู้อาวุโสระดับแก่นวิญญาณเป็นผู้นำสองคน ส่วนที่เหลือก็คละศิษย์ระดับรองลงมากันไป... ส่วนสำนักที่ได้อันดับท้าย ๆ ก็จะถูกลดจำนวนคนที่จะส่งเข้าไปตามลำดับ ทำให้การล่าอสูรมีความยากเพิ่มขึ้น"


    "แล้วสาเหตุที่พวกเขาจำกัดจำนวนคนเข้า ก็เพราะว่า... หากขืนส่งผู้บำเพ็ญระดับแก่นวิญญาณเข้าไปพร้อมกันทีเดียวนับหลายสิบคนล่ะก็..." พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของกู้เจี้ยนหมิงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจัง


    "ด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณอันมหาศาลของคนระดับแก่นวิญญาณที่รวมตัวกัน แม้พวกเขาจะพยายามปกปิดมันมากเพียงใด ก็ไม่อาจซ่อนเร้นได้มิด... และกลิ่นอายเหล่านั้น มันจะไปปลุกให้สัตว์อสูรระดับสูงนับร้อยตัวที่อยู่ในหุบเขาลึกตื่นจากการหลับใหล! หากพวกมันคลุ้มคลั่งและรวมตัวกันเมื่อใดล่ะก็... แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 'ตัดวิญญาณ' ก็ยังไม่กล้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง"


    "เหตุใดถึงได้น่ากลัวเพียงนั้น! แล้วหากมันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน พวกเราจะทำเช่นไรกันหรือขอรับ?" หลี่ซวนถามด้วยความตกตะลึง


    "อืมม..." กู้เจี้ยนหมิงลูบเคราครุ่นคิด "ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้หรอก ก็คงทำได้แค่หนีให้สุดชีวิตเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนนั้นอยากเข้าไปมากก็เพราะว่ากันว่า ภายในหุบเขานั้นไม่ได้มีแค่สัตว์อสูรให้สังหารเพื่อล่าแก่นอสูรเพียงอย่างเดียว ทว่ายังมีสมบัติและของวิเศษอีกมากมายที่ตกทอดมาจากผู้บำเพ็ญในยุคโบราณ ที่เคยเข้าไปแสวงหาโชคแล้วต้องจบชีวิตลงในนั้น... ซ้ำยังมีข่าวลือว่า อาจจะมีสิ่งลี้ลับซุกซ่อนอยู่อีกด้วย เคยมีผู้อาวุโสท่านหนึ่งในอดีต ได้รับโชควาสนาครั้งใหญ่ในหุบเขานั้น จนสามารถทะลวงขีดจำกัดก้าวขึ้นเป็นผู้บำเพ็ญระดับวิญญาณแรกก่อตั้งได้ และในวันนี้เขาท่านนั้นก็เข้าสู่ระดับตัดวิญญาณได้สืบทอดอำนาจดูแลพันธมิตรเมฆาในรุ่นต่อมาเลยทีเดียว"


    "พอมีข่าวลือเรื่องเช่นนี้หลุดรอดออกไป ทั้งเจ็ดสำนักก็ต่างอยากจะพากันยกโขยงเข้าไปกอบโกย แต่เมื่อผู้อาวุโสระดับตัดวิญญาณทั้งสองท่านทราบเรื่อง จึงต้องตั้งกฎระเบียบจำกัดคนเข้าอย่างที่ข้าเล่าให้ฟัง"


    ชายชราถอนหายใจ "แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีพวกไม่กลัวตายลักลอบแอบเข้าไปอยู่เนือง ๆ เพราะอาณาเขตมันกว้างใหญ่เกินกว่าจะดูแลได้ทั่วถึง... แต่คิดหรือว่า การเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในสถานที่อันตรายเช่นนั้น โดยที่ไม่มีแผนที่เส้นทางปลอดภัยและข้อมูลการล่าจากผู้อาวุโสของสำนักในพันธมิตรเมฆา พวกเขาจะมีชีวิตรอดกลับมาได้? คำตอบคือ... แทบไม่มีใครรอดกลับมาได้เลยน่ะสิ เว้นเสียแต่บุคคลนั้นคือผู้ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีวาสนาและดวงแข็งจริง ๆ" กู้เจี้ยนหมิงส่ายหน้าอย่างระอา


    ส่วนเรื่องที่แม่หนูหลิง ไปทำภารกิจนอกสำนักก็เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงเช่นกัน


    หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันยืดยาว หลี่ซวนก็ครุ่นคิดตามและสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที


    ‘เช่นนี้นี่เอง... ข้าพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าเหตุใดเหล่าผู้อาวุโสถึงได้ดีใจกันจนเนื้อเต้นเมื่อข้าคว้าอันดับหนึ่งมาได้ เพราะทรัพยากรอย่างแก่นอสูรและวาสนาต่าง ๆ ในหุบเขานั้น คงมีมากมายมหาศาลมิใช่น้อย’ เขาคิดในใจอย่างตื่นเต้น


    "แล้วหุบเขาร้อยอสูรจะเปิดให้คนเข้าไปเมื่อไหร่หรือขอรับ?" หลี่ซวนเอ่ยถาม


    "ฮะ ๆ ๆ มันก็เปิดต้อนรับคนตายอยู่ทุกเวลานั่นแหละเจ้าหนู เพียงแต่ไม่มีใครกล้าบ้าบิ่นเดินเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าก็เท่านั้น... แต่สำหรับพันธมิตรเมฆา พวกเขาจะเริ่มจัดส่งคนเข้าไปหลังจากจบการประลองไปแล้วเป็นเวลา 'สองปี' เพื่อให้แต่ละสำนักมีเวลาเตรียมตัวและรวบรวมทรัพยากรน่ะ... เจ้าเองก็อาจจะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวแทนที่ต้องเข้าไปในนั้นด้วยก็ได้นะ เตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่น ๆ หน่อยก็ดี"


    "ขอบพระคุณมากขอรับผู้อาวุโสกู้ ที่ให้คำชี้แนะ" เขาค้อมตัวลงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม


    "ฮะ ๆ ๆ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายเดือนแล้ว เจ้าก็ยังมากพิธีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ" กู้เจี้ยนหมิงหัวเราะ "แล้วนี่เจ้าจะไปไหนต่อล่ะ? หรือจะกลับมาทำงานที่เรือนโอสถต่อเลยงั้นหรือ?"


    "หลี่ซวนตั้งใจว่าจะไปเช่าถ้ำบำเพ็ญเพียรเพื่อปิดด่านสักหนึ่งเดือนน่ะขอรับ หากข้าออกจากด่านแล้วมีโอกาส ข้าจะกลับมาช่วยงานที่นี่อย่างแน่นอน"


    "อืม ได้ยินเช่นนั้นข้าก็เบาใจ" ชายชราพยักหน้ายิ้มรับ "เจ้าก็ไปตามทางของเจ้าเถิด"


    "ขอรับ... ผู้อาวุโสดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะขอรับ อ้อ! แล้วก็อย่าแอบปล่อยให้เจ้านกนั่นกินผลไม้เยอะอีกล่ะ ระวังหลิงซีจะกลับมาบ่นท่านอีก หากนางกลับมาแล้วเห็นว่าผลไม้ในสวนสมุนไพรแหว่งหายไปหมด นางคงต้องโกรธท่านมากแน่ ๆ" หลี่ซวนเอ่ยหยอกล้อทิ้งท้าย


    "ฮะ ๆ ๆ แม่หนูหลิงคงไม่กลับมาบ่นข้าเร็ว ๆ นี้หรอก ส่วนเจ้านกนั่นข้าจะพยายามทำตามคำแนะนำของเจ้าก็แล้วกัน" กู้เจี้ยนหมิงมองบนก่อนพูดออกมา


    "ฝากบอกหลิงซีด้วยนะขอรับ ว่าให้นางดูแลตัวเองด้วย"


    เมื่อกู้เจี้ยนหมิงได้ยินประโยคทิ้งท้ายนั้น ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภายในใจของชายชรารู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ คล้ายกับว่า... ประโยคนี้ อย่างกับว่าเขากับหลิงซีจะได้พบหลี่ซวนเป็นครั้งสุดท้าย และอาจจะไม่ได้มีโอกาสกลับมาพบหน้ากันอีกแล้ว...


    หลี่ซวนประสานมืออำลาอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป


    เมื่อแผ่นหลังของชายหนุ่มกลืนหายลับไปจากสายตา ภายในห้องก็เหลือเพียงชายชราที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาของเขาเหม่อลอยคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดเมื่อครู่กับลางสังหรณ์แปลก ๆ ที่หนักอึ้งอยู่ในใจ...


    "เจ้าเก็บเอาคำพูดนี้... ไปบอกนางด้วยตัวเองเถิด เจ้าหนูหลี่"


    เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของกู้เจี้ยนหมิง ดังก้องอยู่ในความเงียบงัน...

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน