ทันทีที่จี๋ฮ่าวตัดสินใจแน่วแน่ แววตาของนางเองก็แปรเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม กลายเป็แววตาที่เย้ยหยันโลกล้าอย่างสุดกู่ กอปด้วยบารมีเหนือล้ำ ราวกับเทพมารมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า
มือขวาของนาง พลันยกขึ้นมาพร้อมกับปรากฏกระบี่ยาวประมาณเมตรครึ่ง ตัวกระบี่มีลักษณะขาวใสและเปล่งประกายเย็นเยียบไปทั่วบริเวณ แม้แต่อากาศและไอหมอกก็จับตัวกลายเป็ละอองหิมะ
จี๋ฮ่าวตวัดกระบี่ร่ายรำขึ้นเป็ตัวอักษรโบราณบางอย่าง ที่ไม่อาจเห็นได้อย่างชัดเจน สายตาของนางจ้องมองไปยังสามจิตมารและร่างเงามารตรงหน้าอย่างสงบ
ทันทีที่จิตมารทั้งสามได้เห็นตัวกระบี่และการตวัดมือเมื่อสักครู่แล้ว พวกมันทั้งหมดต่างก็เปลี่ยนสีหน้าไปด้วยความหวาดหวั่น ราวกับว่ารู้จักวิชานี้เป็อย่างดี
-----------------------------------------
ทางด้านนอกห้วงสำนึกของจี๋ฮ่าว ที่บริเวณสุสานหลวง ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกแต่เดิมเป็สีขาว ได้กลายเป็สีโลหิตไปทั่วบริเวณ พร้อมทั้งเมฆฝนดำมืดมิด ปล่อยสายฟ้า สุ่มผ่าลงมาทั่วบริเวณจนไม่มีใครเข้าย่างกรายเข้าไปใกล้เลย และที่แปลกไปกว่านั่นคือดวงตามารที่เดิมมีแต่ดวงเดียว ตอนนี้ได้ปรากฏขึ้นเป็ 3 ดวง พร้อมกับแผ่รัศมีแห่งความมืดออกมาปกคลุม จนใครก็ตามที่คิดลองัั จะต้องถูกความโศกเศร้ากัดกิน จนบางคนก็ถึงกับเป็บ้าเสียสติ ส่วนบางคนก็ตรอมใจตายไปทั้งอย่างนั้น
นับั้แ่บริเวณแห่งนี้เกิดเื่ขึ้น เวลาก็ผ่านมาแล้วเกือบ 7 ชั่วโมง ทำให้กองกำลังของวังหลวงที่นำมาโดยเฟิงอู๋ฮั่นและกุยกงกงก็ได้ทำการปิดล้อมบริเวณดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งมีผู้ฝึกยุทธจำนวนมากและรวมไปถึงกลุ่มนักผจญภัยจากหลากหลายพรรค ต่างก็เดินทางมาดูด้วยความสนใจอย่างหนาแน่น
กุยกงกงที่เฝ้าดูอยู่ก็มีสีหน้าที่หนักอึ้ง ยืนนิ่งเงียบไม่พูดจากับใคร เอาแต่นับนิ้วทำท่าตรวจดวงชะตา วนซ้ำไปซ้ำมาด้วยความกระวนกระวาย
เฟิงอู๋ฮั่นที่เห็นกุยกงกงเป็เช่นนั้นอยู่นาน จึงอดถามด้วยความประหลาดใจไม่ได้ว่า
“ท่านกุยกงกง หรือว่านี่คือปรากฏการด่านเคราะห์จิตมารในตำนาน?”
“หากเป็แค่ด่านเคราะห์จริง ๆ ก็คงดี” ประโยคที่กุยกงกงตอบ กลายเป็ตอกย้ำว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า คงไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาสามัญอย่างที่คิดเสียแล้ว เฟิงอู๋ฮั่นจึงถามกลับไปด้วยความอยากรู้ว่า
“แล้วที่ท่านตรวจดวงชะตา ได้ความว่าเช่นไรบ้าง?”
กุยกงกงหน้านิ่วคิ้วขมวด พลางส่ายหน้าขึ้นคราหนึ่งและตอบกลับไป
“คนผู้นี้นับว่ามีบารมีและตบะแก่กล้านัก เกรงว่าคงจะไม่ใช่มนุษย์หรือปุถุชนทั่วไป จากความคิดของข้า เป็ไปได้มากว่าอาจจะเป็เทพมารหรือเทพอสูรบางตน กำลังผ่านด่านเคราะห์อยู่ คงมีเพียงแค่ต้องใช้ศาสตร์ทำนายในตำนานเท่านั้น ถึงจะสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง”
ทันทีที่จบประโยค ทั้งคู่ก็ััได้ถึงตัวตนของบุคคลทั้งสามที่เดินเข้ามาหาจากทางด้านหลัง
กุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นรีบหันหน้ากลับไปมอง ปรากฏเป็บุรุษรูปงามผู้หนึ่งกับสตรีที่มีสิริโฉมงดงามเกินจะเปรียบถึงสองนาง และบุรุษผู้นั้นก็กล่าวกับพวกเขาว่า
“เมื่อครู่พวกท่านใช่ถามถึงศาสตร์ทำนายโบราณใช่หรือไม่?”
“เ้าเป็ใคร?” เฟิงอู๋ฮั่นรีบหันหน้ากลับไปถามและจ้องมองสำรวจทั้งสามด้วยความระมัดระวัง
บุรุษหนุ่มผู้มาใหม่ไม่ได้ตอบเขา ทว่ากลับเงยหน้าขึ้นมองตามารทั้งสาม ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะหันหน้าไปหาสตรีชุดขาวพลางกล่าวว่า
“ฉินซิน ตอนนี้พลังข้ายังไม่ฟื้นคืน เ้าลองทำนายดูได้หรือไม่?”
“ได้” นางเพียงพยักหน้าตอบสั้น ๆ ยืนหลับตาตั้งสมาธิ
เฟิงอู๋ฮั่นและกุยกงกงที่ยืนมองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก รอให้พวกเขาได้ทดลองทำตามใจต่อไป
ทันทีที่สตรีที่ชื่อฉินซินลืมตาตื่น ดวงตาของนางก็เปลี่ยนไปเป็เนตรสีขาวลายก้นหอย ทำให้เฟิงอู๋ฮั่นที่ได้เห็นก็พิศวงเป็อย่างมาก แต่ทว่าด้านกุยกงกงนั้น เบิกตากว้างจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า
“เนตรเทพทำนาย!?!” กุยกงกงที่กำลังจ้องมองก็รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าถ้าหากตนเองถูกจ้องมองด้วยดวงตาคู่นั้นเข้า ก็เหมือนกับโดนล้วงความลับทุกอย่างในชีวิตไปจนหมดสิ้นอย่างไรอย่างนั้น
“หรือว่านี่คือศาสตร์ทำนายในตำนานจริง ๆ” กุยกงกงพึมพัมกับตนเองอย่างเหม่อลอย
ทางด้านฉินซินที่กำลังเพ่งดวงตาจ้องมองเบื้องหน้าได้ไม่นาน ทุกคนก็สังเกตุได้ว่าทั่วร่างของนางพลันมีเหงื่อใหลออกมาไม่หยุด เนื้อตัวสั่นเท่าเล็กน้อย ก่อนที่สายตาของนางจะเปลี่ยนกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง ด้วยสภาพที่เหนื่อยหอบ
บุรุษหนุ่มรีบเข้ามาพยุงและถามนางด้วยความเป็ห่วงว่า “เ้าเป็อะไรหรือเปล่า?”
หญิงสาวส่ายหน้าตอบ “ไม่ ไม่เป็ไร ข้าเพียงใช้พลังไปมากก็เท่านั้น”
ฉินซินพักหายใจอยู่ชั่วคราว จึงหันหน้ามากล่าวถามกับกุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นว่า
“พวกท่านเคยได้ยินคัมภีร์ที่ชื่อนิรวาณหรือไม่?”
ทันทีที่ชื่อนี้หลุดออกมา สติของทั้งคู่พลันกระเจิงไปในทันที ทำให้ทั้งสามคนที่มองดูอยู่ ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาจะต้องรู้จักอย่างแน่นอน
หลังจากที่ทั้งคู่ได้สติกลับคืนมาแล้ว เฟิงอู๋ฮั่นก็รีบถามนางกลับไปด้วยสีหน้าตื่นใว่า
“เ้ารู้จักมันด้วย?”
“ไม่” ซินฉินส่ายหน้าตอบและพูดกลับไปว่า “พวกท่านมีอะไรจะบอกก็รีบบอกเสียเถอะ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้”
กุยกงกงหันไปมองหน้าเฟิงอู๋ฮั่นคราหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าให้นางฟังว่า
“คัมภีร์นิรวาณ เดิมเป็เพียงสมบัติในตำนานที่เล่าลือต่อ ๆ กันมา ว่ากันว่ามันคือเคล็ดวิชาที่สามารถทำให้ผู้ฝึกปรือมีพลังมหาศาล สามารถปกครองโลกได้ทั้งใบ แต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน ในยุคที่อาณาจักรของเรายังมีองค์จักรพรรดิ์ปกครอง องค์จักรพรรดิ์เป็ผู้ที่มีพลังในระดับผู้ยิ่งใหญ่ เป็ระนาบพลังในตำนาน ก่อนจะก้าวเข้าข้ามเพื่อเป็เซียนอย่างแท้จริง องค์จักรพรรดิ์ในแต่ละอาณาจักรได้รวมตัวกันและบุกไปยังทวีปมืด เพราะได้ข่าวว่ามีคนได้พบเห็นคัมภีร์ดังกล่าวอยู่ที่นั่น แต่สุดท้ายก็ไม่มีคนใดรอดกลับมา หลังจากนั้นทุกคนจึงไม่กล้าเข้าไปเยือนอีกเลย แม้จะมีความกล้าแค่ไหนก็ตาม”
ซินฉินได้ยินเช่นนั้นก็หันไปพยักหน้า กล่าวกับบุรุษรูปงามที่มาด้วยกันว่า
“ไม่ผิดแน่...แต่”
ในจังหวะที่ซินฉินกำลังอ้ำอึ้ง บุรุษหนุ่มก็ถามขึ้นว่า “แต่อะไร?”
“ข้าเห็น...เขาผู้นั้นกำลังคัมภีร์นั่น อีกทั้ง…..ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่มนุษย์ ข้าไม่อาจทำนายดวงชะตาของเขาได้เลย”
บุรุษหนุ่มที่ได้ฟังเช่นนั้นก็คิ้วขมวด พลางกัดริมฝีปากขบคิด
“วางใจเถอะ เมื่อครู่ข้าได้ผูกด้าย์กับเขาแล้ว จะหาเมื่อไหร่ก็ไม่ยาก เขาไม่มีทางรู้ตัวแน่นอน เพราะดูจากพลังแล้ว เขายังไม่ถึงกับขั้นเซียนแท้จริงด้วยซ้ำ”
ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะตอบไปว่า “อย่างไรก็อย่าได้ประมาท ผู้ที่มีวาสนาเช่นนี้ อย่างไรก็ไม่น่าจะธรรมดา”
“อืม” นางพยักหน้ารับคำ
ก่อนที่ทั้งสามจะทำท่าพากันจากไป กุยกงกงก็หันยกมือคารวะกล่าวทักทันทีว่า
“ท่านทั้งสาม ไม่ทราบว่ามีนามว่าอะไร โปรดบอกเราด้วยเถิด”
เมื่อกุยกงกงเห็นว่าทั้งสามจ้องมองตนเองด้วยท่าทีเมินเฉย จึงเปลี่ยนท่าทีเป็นอบน้อมยิ่งขึ้นและรีบกล่าวเสริมไปทันทีว่า
“ผู้น้อยได้ฟังพวกท่านคุยกันแล้ว คาดว่าคงมิใช่บุคคลธรรมดา อีกทั้งยังศาสตร์ทำนายในตำนานไว้อีก ที่จริงผู้น้อยอยากจะขอร้องพวกท่านบางอย่างเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์ในตอนนี้ไม่ปกตินัก อยากจะเชิญพวกท่าน….”
ไม่ทันที่กุยกงกงจะกล่าวจบ บุรุษหนุ่มก็รีบพูดตัดบททันทีว่า
“ข้าไม่มีเวลามายุ่งเื่ของพวกเ้านักหรอกนะ แต่เ้าก็วางใจเถอะ หากเกิดเื่ร้ายแรงจริง พวกเราก็คงไม่นิ่งเฉยเช่นกัน” กล่าวจบ ทั้งสามก็พากันทะยานตัวหายจากไปในทันที
กุยกงกงเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับไปกล่าวกับเฟิงอู๋ฮั่นว่า
“พวกเราคงต้องรีบเข้าเฝ้ากราบทูลฮ่องเต้แล้ว เื่คราวนี้เป็ไปได้ว่าจะใหญ่กว่าที่คิด ส่วนที่นี้ก็ให้ปิดล้อม ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาด”
เฟิงอู๋ฮั่นได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะรีบออกคำสั่งทหารจัดการเื่ราวและกันพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวไม่ให้ใครย่างกรายเข้ามาอีก
--------------------
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5 ชั่วโมง ที่นี่ก็กลายเป็เวลาค่ำมืด แต่ท้องฟ้ายังคงคำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณไม่หยุด ซ้ำยังรุนแรงกว่าเก่าก่อนอย่างเทียบไม่ติด
หมอกโลหิตค่อย ๆ หดกลับคืนสู่ใจกลางบริเวณสุสานหลวงลงทุกขณะ แต่เหล่าทหารยามก็ยังคงทำตามคำสั่ง ไม่ให้ผู้ใดรุกล้ำเข้าใกล้ อีกทั้งไม่มีทหารคนใดกล้าเข้าไปสำรวจด้านใน ทำเพียงแค่ตั้งกองกำลังปิดทางเข้าออกอย่างหนาแน่น
ด้วยบรรยากาศดังกล่าว เริ่มมีฝนตกลงมาประปราย อากาศเองก็เริ่มหนาวเย็นมากขึ้นเช่นกัน จนกระทั่งมีทหารผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างติดตลกว่า
“วันนี้อากาศหนาวเป็พิเศษนะ”
นั่นจึงทำให้ทุกคนสังเกตุเห็นได้ว่าบรรยากาศโดยรอบหนาวเย็นผิดธรรมชาติจริง ๆ เพราะถ้าหากสังเกตุดูดี ๆ จะพบว่าหยาดน้ำที่ตกค้างอยู่บนต้นไม้และใบหญ้า ล้วนแต่กลายเป็น้ำค้างแข็งไปเสียแล้ว
ที่บริเวณใจกลางหมอกโลหิต ปรากฏร่างของจี๋ฮ่าวที่นั่งหลับตานิ่งอยู่นาน ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อมกับหมอกโลหิตทั้งหมดกำลังถูกสูบเข้าสู่จมูกและปากของนางอย่างบ้าคลั่ง จนเกิดเป็เสียงสายลมหวีดหวิวไม่หยุด
ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็กระจ่างใสกว่าเก่าก่อนมากนัก พร้อมทั้งรัศมีพลังรอบกายของนาง ถูกล้อมรอบไปด้วยไอทมิฬเข้มข้น นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก