ก่อนหน้านี้ตอนที่สงครามพึ่งเริ่มขึ้น อีกฟากของชายฝั่งอาณาจักรอาฟที่เป็นอาณาเขตของเมอร์ได้มีการลักลอบขึ้นฝั่งจากหน่วยข่าวกรองของริน
“พวกแกลอบเข้าไปในเมืองของมันให้ได้ หลังจากนั้นให้เฝ้าเก็บข้อมูลก่อนค่อยก่อกวนเมืองของมัน” มนุษย์เงือกที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์สามารถเดินและหายใจบนบกได้ปกติโดยไม่ต้องการน้ำ หัวหน้าของพวกเขาชี้นิ้วสั่งการก่อนที่จะแยกย้ายกันไป
ไม่ชอบอากาศด้านบนเลยจริง ๆ ร้อนก็ร้อน หนักก็หนัก แถมยังไปไหนมาไหนได้ช้าอีก
“คุณบาร์โด !” หลังจากที่แยกกันไปไม่ถึงสิบนาทีพวกเขาก็พากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาเสียก่อน
“อะไรอีกวะ?” บาร์โดขมวดคิ้วถาม
“คนของเราโดนกำจัดไปครึ่งหนึ่งแล้วครับและเจ้านั่นก็กำลังตามมาด้วย” มนุษย์เงือกคนนั้นชี้เข้าไปยังป่าลึกที่ดูเงียบสงบด้วยท่าทางตื่นตระหนกจนบาร์โดเอียงคอสงสัย
“ไม่เห็นมีอะไรเลย...” พูดไม่ทันขาดคำมนุษย์เงือกที่กำลังวิ่งหนีมาก็โดนสะบั้นคอต่อหน้าต่อตา
ไม่นานนักก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากป่า ใบมีดวายุร่ายรำวนรอบตัวหญิงสาวนางนั้นราวกับมีชีวิต พอเธอโบกมือไปข้างหน้ามันก็พุ่งทะลวงร่างของมนุษย์เงือกได้อย่างง่ายดาย พอเธอหุบมือกลับมามันก็กลายเป็นโล่ป้องกันที่สามารถปัดเวทมนตร์อันอ่อนแอของพวกเขาได้
พวกมันรู้แผนของเราอยู่แล้วเหรอ แบบนี้ชักท่าไม่ดีแล้วเราคงต้องถอยก่อน
บาร์โดอาศัยจังหวะที่เธอคนนั้นกำลังยุ่งอยู่กับมนุษย์เงือกคนอื่นหนีกลับไปที่ชายฝั่ง
“การคาดการของกิไม่เคยพลาดเลยจริง ๆ” หญิงสาวคนนั้นใช้ใบมีดวายุพุ่งจู่โจมจากด้านหลังแต่บาร์โดก็ไหวตัวใช้โล่มานาป้องกันได้ทัน
“ความสามารถระดับนี้คงจะเป็นหัวหน้าหน่วยของพวกมันสินะ” บาร์โดล้มเลิกความคิดที่จะหนีเพราะรู้สึกได้ว่ายิ่งหันหลังให้จะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม
“พูดอะไรไม่เห็นเข้าใจเลย” ซีโร่ใช้เวทมนตร์ล่วงรู้มองดูการเคลื่อนไหวของบาร์โดแล้วใช้ใบมีดวายุต้อนเขาให้จนมุม
อะไรกันวะเนี่ย เวทมนตร์พวกนี้มันเหมือนรู้การเคลื่อนไหวของเราตลอดเลย บาร์โดพยายามหลบและป้องกันเท่าที่จะทำได้เพราะตัวเขาไม่ได้เก่งเรื่องการต่อสู้เหมือนคนอื่น
บาร์โดหลบไปตามต้นไม้ใหญ่และใช้เวทมนตร์ปลอมตัวเป็นแมลงเกาะอยู่บนต้นไม้พร้อม ๆ กับสร้างร่างโคลนวิ่งหนีต่อไปเพื่อล่อซีโร่
ให้ตายสิกว่าจะหาจังหวะใช้เวทมนตร์ได้เล่นเอาเกือบตายเลย บาร์โดเหลือบมองผ่านซอกกิ่งไม้จึงเห็นซีโร่วิ่งผ่านไปพอดี
แค่สุดทางเดินข้างหน้าก็จะหนีลงทะเลได้แล้ว เราต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้ท่านรินทราบโดยด่วน เขาเปลี่ยนร่างเป็นลิงและปีนป่ายไปตามต้นไม้แสดงให้เหมือนที่สุด
“เจอตัวแล้ว” เสียงที่เสมือนตัวแทนแห่งความสิ้นหวังกล่าวอยู่ด้านหลัง ก่อนที่บาร์โดจะได้ตอบโต้เขาก็โดนแทงทะลุหัวใจเสียแล้ว
“ได้…ยังไงกัน?” บาร์โดสิ้นลมนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น
“เหอะ จะตายแล้วยังจะพูดมากอีก” พอมาคิด ๆ ดูแล้วไอ้ความสามารถล่วงรู้มันก็โกงเกินไปหรือเปล่า ถ้าไม่ได้สู้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าแบบไม่ติดฝุ่นก็มีโอกาสชนะแทบจะทุกคนเลย ถ้าสงครามจบเราลองท้าสู้กับกิด้วยดีไหมนะ
ซีโร่ตัดหัวพวกมนุษย์เงือกเพื่อให้แน่ใจว่าตายและเป็นการนับจำนวนไปในตัว
สิบหกคนเหรอ แต่ก็คงไม่แปลกเพราะการที่จะลักลอบเข้าไปที่ไหนสักที่ก็ควรจะใช้คนที่เชี่ยวชาญและจำนวนคนน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกตเกินไป เขาเป็นหนึ่งในแม่ทัพหรือจะบอกว่าเป็นหัวหน้าดีนะแต่ช่างมันก็แล้วกัน ซีโร่ยกหัวของบาร์โดขึ้นมาดูใบหน้าที่แท้จริงซึ่งเป็นมนุษย์เงือกที่มีดวงตารอบทิศทาง
ถ้าคืนร่างแล้วสวนกลับก็อาจจะสูสีกว่านี้ก็ได้
เธอถอนหายใจสมเพชในการตัดสินใจของบาร์โดดก่อนจะเก็บหัวของพวกมันกลับไปรายงานซึฮากิ
กลับมาที่ปัจจุบันที่ยังมีการปะทะกันข้างใต้เรือเกรย์เอลโฟเรีย จากวิธีการแบ่งคนมาตอดเรือทีละเล็กน้อยกลายเป็นวิธีการสู้รบในน้ำแบบเต็มกำลัง
“เรียกหัวหน้าหน่วยเคน” ซึฮากิเรียกผ่านวิทยุสื่อสารนานหลายนาทีแต่เพราะเขาเอาแต่อาละวาดในน้ำทำให้เครื่องมือสื่อสารใช้ไม่ได้ผล
“เรียกหัวหน้าหน่วยฟราน”
“ฟรานพร้อมรับคำสั่ง !” คลอดเวลาเธอกอดวิทยุสื่อสารไว้เพื่อรอคอยคำสั่งอะไรก็ได้เพื่อให้ตนเองมีประโยชน์กับซึฮากิ และแล้วเวลานั้นก็มาถึง
“ช่วยลงไปตามเคนขึ้นมาทีสิ”
“ได้ ๆ” ฟรานตอบกลับทันควันท่าทางดี๊ด๊าเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
“ฟราน...” ซึฮากิทักเสียก่อนจะวางวิทยุ
“ว่า?”
“ฉันเชื่อว่าเธอทำได้”
คำกล่าวสั้น ๆ ที่ฟรานได้ยินแล้วเก็บมันมาคิดในหัวไม่หยุดแม้แต่ตอนที่ดำน้ำลงไปก็ยังคิดไม่หยุด เธอใช้เวทมนตร์วารีแบบเดียวกับที่คานะใช้เพื่อสร้างพื้นที่ช่องว่างเสมือนเรือดำน้ำขนาดพอดีตัว
กิจังเชื่อในตัวเราด้วย ถ้างั้นแค่นี้เราก็ต้องทำได้อยู่แล้ว เธอพยายามขยายพื้นที่ช่องว่างมากขึ้นจนเหมือนบ้านหลังเล็ก ๆ สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้ปกติจนเธอดำลงไปถึงระดับความลึกที่พวกเคนสู้กันอยู่
ฟรานใช้เวทมนตร์ปฐพีสร้างเป็นรูปร่างมือขนาดใหญ่เพื่อส่งสัญญาณให้เห็นแต่ไกล
“โธ่ ต้องถอยแล้วเหรอ” พอเคนเห็นสัญญาณเขาก็สั่งให้ลูกน้องกลับขึ้นบนเป็นเวลาเดียวกับที่ฝั่งกองกำลังของรินถาโถมเข้ามาเพิ่ม
พอเห็นว่าคนของเคนถอยอีกฝั่งก็เลยได้ใจคิดว่าการบุกครั้งนี้ได้ผลจึงพากันไล่ต้อนพวกเคนไปจนถึงชายฝั่ง แต่ที่นั่นกลับมีกำลังเสริมติดอาวุธรอปะทะอยู่ซึ่งการลั่นไกยิงขู่ทำให้พวกนั้นถอยห่างจากชายฝั่ง
“ทั้งหมดขึ้นจากน้ำแล้วใช่ไหม?” ซึฮากิถาม
“เคนรายงาน หน่วยสนับสนุนแนวหน้ากลับมาหมดแล้ว”
“ฟรานรายงาน หน่วยแนวหน้าอยู่บนเรือทุกคนแล้ว”
“ในเมื่อทุกคนขึ้นจากน้ำแล้วต่อไปจะเป็นหน้าที่ของแคทเทอรีน” ซึฮากิรายงานไปยังแคทเทอรีนเพื่อให้หย่อนเรือพร้อมกับตัวเธอลงน้ำ
“สามกิโลเมตรอย่างที่วางแผนไว้สินะ” เธอรวบรวมมานาจำนวนมากไว้ที่เท้า จากนั้นก็ใช้พิภพสะซังคะสะพรั่งพร้อมกับกระทืบเท้าลงน้ำแช่แข็งทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวไกลเกือบไปถึงชายฝั่ง
“สวยงามจริง ๆ” เธอยืนกอดอกอยู่บนพื้นน้ำแข็งดูท่าทางภูมิใจกับผลงานของตนเองเป็นอย่างมากก่อนจะหันไปเห็นเรือเกรย์เอลโฟเรียที่ไม่เป็นอะไรเลย
“หน่วยแนวหน้าทั้งหมดลงมาจากเรือได้เลย” ซึฮากิออกคำสั่งผ่านวิทยุสื่อสาร
หน่วยของฟรานและแคทเทอรีนไต่เชือกลงมา แต่ฟรานอยากลองเวทมนตร์วายุแบบที่ซึฮากิทำบ้างจึงกระโดดลงมาทั้งอย่างนั้นแล้วใช้พลังวายุสร้างคลื่นลมประคองตนเองลงพื้น
“สำเร็จ ! วันนี้ทำได้ตั้งสองอย่างแน่ะ” ฟรานร้องลั่นดีใจทำให้คนอื่นที่ได้เห็นท่าทางร่าเริงเหมือนเด็กแล้วยิ้มตามไปด้วย
“ขณะที่พวกมันกำลังสับสนกับพลังน้ำแข็งเราก็จะเริ่มแผนสร้างป้อมปราการกันต่อ หลังจากนี้ให้ทุกหน่วยโฟกัสไปที่การคุ้มกันแคทเทอรีนระหว่างที่เธอรวบรวมมานา”
“รับทราบ” ทุก ๆ หน่วยตอบรับและเคลื่อนที่เปลี่ยนจุดยุทธศาสตร์เข้าไปใกล้ทะเลมากยิ่งขึ้น
“ขอถามอีกครั้ง เธอมั่นใจใช่ไหมว่าควบคุมพลังของตัวเองได้แม่นยำแล้ว” ซึฮากิวิทยุถามแคทเทอรีนก่อนที่พวกเขาจะเคลื่อนพลต่อ
“เหอะ จงดูรูปปั้นมังกรที่ฉันสร้างไว้สิ รูปปั้นอันสง่างามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหัวเรือ รูปปั้นที่ไม่มีใครสามารถสร้างได้ถ้าควบคุมความละเอียดของมานาไม่ดีพอ แค่นั้นก็พิสูจน์ได้แล้วไม่ใช่หรือว่าฉันเป็นคนที่มีพรสวรรค์” เธอพูดโอ้อวดสรรพคุณตนเองด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างดีใจจนหุบไม่ลง
“นั่นสินะ ถ้างั้น...เริ่มแผนสร้างป้อมปราการได้”
แคทเทอรีนคือกุญแจสำคัญในแผนครั้งนี้ โดยการใช้พิภพสะซังคะสะพรั่งสร้างพื้นที่น้ำแข็งขนาดใหญ่รวมทั้งสร้างความตื่นตระหนกให้พวกมนุษย์เงือกไปด้วย เมื่อมีพื้นที่เดินเหินได้แคทเทอรีนก็จะเดินนำหน้าทุกคนเพื่อสร้างทางเดินจากผิวน้ำทะเล
“ตรงไปเรื่อย ๆ จนกว่าฉันจะสั่งให้หยุด”
ขณะที่พวกซึฮากิกำลังสร้างเส้นทางน้ำแข็ง ทางฝั่งของกองกำลังของรินก็ได้มีการประชุมกันอีกครั้ง
“คนของเรากว่าหนึ่งหมื่นคนโดนเวทมนตร์แปลก ๆ แช่แข็งไปแล้ว” เบคมนุษย์เงือกสูงวัยทำหน้าบึ้งตึงกล่าว
“มันคือเวทมนตร์น้ำแข็งนั่นแหละแต่รัศมีและความเร็วของมันอยู่เหนือกว่าคนของเราขนาดนั้นเลยเหรอ?” เอนอนผู้มีรูปร่างแบนราบขมวดคิ้วหงุดหงิดที่เหมือนแพ้สงครามไปแล้วส่วนหนึ่ง
“ไม่รู้สิ คนที่รอดมาได้ก็เห็นแค่น้ำแข็งที่เหมือนกับอาณาเขตของบลูทำให้ไม่รู้เรื่องว่าอีกฝ่ายร่ายเวทมนตร์จากตรงไหนหรือมีจำนวนคนเท่าไรกันแน่” มายันมนุษย์เงือกสาวผู้มีร่างกายส่องสว่างกล่าวต่อ
“นั่นสิแถมเจ้าบาร์โดก็ไม่โผล่หัวมาสักที” มนุษย์เงือกสาวร่างยักษ์กระดิกนิ้วคิดหนัก
การประชุมหาวิธีการรับยังคงดำเนินต่อไปแต่ทันใดนั้นก็มีมนุษย์เงือกเข้ามารายงานความเป็นไปของกองทัพศัตรู
“พวกเขากำลังสร้างทางน้ำแข็งอยู่ครับและมันกำลังจะปิดปากทางเข้าอาณาเขตของเคนแล้ว”
“ทางน้ำแข็งเนี่ยนะ?” เบคเหลือบมองมนุษย์เงือกสาวร่างยักษ์ก่อนจะกล่าวต่อ
“โมเสส ฉันฝากเธอนำกองกำลังไปทำลายแผนของมันซะ”
“ฉันเหรอ? ก็ได้ ๆ” มนุษย์เงือกสาวร่างยักษ์ว่ายออกไปแนวหน้าพร้อมกับกองกำลังห้าพันคน
พอพวกเขาว่ายไปถึงก็เห็นกำแพงน้ำแข็งที่กำลังสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว มนุษย์เงือกสาวร่างยักษ์ใช้มานาเสริมร่างกายและพุ่งชนกำแพงน้ำแข็งพังทันที
“พวกมันจะสร้างกำแพงน้ำแข็งไปทำไมในเมื่อเราก็พังมันได้ทุกเมื่อ”
ขณะที่กำลังสนุกกับการทำลายน้ำแข็งเธอก็ไม่รู้สึกตัวเลยว่ามีบางสิ่งกำลังจ้องมองมาไม่ละสายตา เมื่อเธอหยุดเป็นเป้านิ่งก็มีกระสุนปืนยิงลงมาไม่หยุดแม้มันจะสร้างบาดแผลให้เธอได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
“เวทมนตร์แปลก ๆ อีกแล้วเหรอ? แต่เจ็บแค่นี้คงฆ่าฉันไม่ได้หรอกเว้ย” เธอพุ่งตรงไปหาที่มาของกระสุนปืนซึ่งอยู่เหนือผิวน้ำบนกำแพงน้ำแข็ง
โมเสสพุ่งขึ้นเหนือน้ำพร้อมกับชกหมัดยักษ์ใส่กลุ่มคนที่ยืนอยู่บนกำแพงน้ำแข็งตรงนั้น
“รูปแบบตั้งรับ” ฟรานออกคำสั่งจากนั้นพลแม่นปืนก็ถอยออกไปปล่อยให้เหล่านักสู้ยืนแนวหน้ารับแรงปะทะแทน
“โห่ ! มีคนรับแรงหมัดของฉันได้ด้วยเหรอ” โมเสสบิดตัวเหวี่ยงหมัดอัดไปที่กลุ่มคนที่ยืนตั้งรับและครั้งนี้มันก็ทำให้บาเรียของพวกเขาพังทลายได้สำเร็จ
“พวกชาวแผ่นดินมันจะสักแค่ไหนกันเชียววะ !” เธอใช้มือเจาะลงไปในขอบกำแพงน้ำแข็งเพื่อยึดตัวเองไว้ไม่ให้ร่วงลงน้ำ จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างกวาดผู้คนที่อยู่บนกำแพงน้ำแข็งทิ้งราวกับเป็นแค่ตัวหมากบนกระดาน
แต่พอได้สังเกตดี ๆ พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่บาดเจ็บเลยสักนิดเดียวและยังอาศัยจังหวะที่โมเสสกวาดมือเป็นการเคลื่อนพลหนีไปในตัวด้วย
“โมเสสหนึ่งในแม่ทัพของจ้าวทะเลริน” ฟรานยังเป็นคนเดียวที่ยืนหยัดอยู่ต่อหน้ามนุษย์เงือกขนาดยักษ์ที่แค่กำมือเดียวก็สามารถบดขยี้ฟรานได้สบาย ๆ แล้ว
“ตายแล้วรู้จักฉันด้วยหรือเนี่ย สงสัยฉันจะดังน่าดูเลยนะ” เธอตะเกียกตะกายขึ้นมาบนกำแพงน้ำแข็งเพื่อเผชิญหน้ากับหญิงสาวแปลกหน้านางนั้น
“ลงดาบรูปแบบที่สอง...” ฟรานก้าวเท้าขึ้นมาหนึ่งก้าวแล้วย่อเข่าลงเพื่อเพิ่มแรงดีดตัว
“จะใช้เวทมนตร์ที่พวกแกภูมิใจนักหนาสินะ ยังช้าเกินไปนะเว้ย !” โมเสสเพ่งรวมมานาไว้ที่หมัดขวาและชกลงมาที่ฟรานเต็มแรง
“[สับสน]” เพียงชั่วพริบตาฟรานก็สามารถหลบหมัดนั้นมาแอบอยู่จุดบอดข้าง ๆ ตัวได้ทันที
ดาบเทพทมิฬส่งออร่าดำมืดออกมาทุกครั้งที่เหวี่ยงมัน การเคลื่อนไหวที่สลับไปมาสร้างความสับสนจนอีกฝั่งจับทางไม่ได้ จากนั้นก็เพิ่มการเหวี่ยงดาบเข้ากับการเคลื่อนไหวเหล่านั้นเพื่อเชือดเฉือนร่างอันใหญ่โตของโมเสสจนกลายเป็นแผลเหวอะเต็มตัว
“ลงดาบรูปแบบที่สี่ฉบับปรับปรุง...”
“อา ! ไม่มีทางซะหรอก” โมเสสเหวี่ยงแขนตามการเคลื่อนไหวของฟรานแต่ก็ยังช้าเกินไปจนทำพื้นที่ยืนอยู่พังทลายแทน
“[โหมกระหน่ำ]”
เสริมกำลังปกคลุมทั่วร่างแต่มันกลับเต็มไปด้วยออร่าอันดำมืดเสมือนกับดาบเทพทมิฬ การเคลื่อนไหวที่ก่อนหน้านี้ว่าเร็วแล้วแต่ตอนนี้มันกลับทิ้งโมเสสไม่ติดฝุ่นและการฟาดฟันของเธอก็ทำให้ทะเลแหวกออกเป็นช่องว่างชั่วขณะ
ท่าจะไม่ดีแล้ว เราต้องรีบสร้างเกราะป้องกันด่วน ๆ หลังจากโดนดาบฟันไปหลายแผลในที่สุดเธอก็ตัดสินใจว่ายน้ำหนีไม่เหมือนคำพูดที่คุยโม้โอ้อวดไว้ก่อนหน้านี้
แต่นั่นก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี โมเสสว่ายน้ำไปได้ไม่กี่วินาทีก็มีคมดาบสีดำฟันครีบและแขนทิ้งอย่างรวดเร็วกลายเป็นแค่ปลาที่อยู่ในอวนเท่านั้น
ไม่ ๆ ฉันยังไม่อยากตาย
ฟรานเก็บดาบเทพทมิฬและใช้ดาบอีกเล่มแทน เสี้ยววินาทีที่ดาบเล่มนั้นได้สังหารและลิ้มรสชาติเหยื่ออันโอชะมันก็ได้สั่งสมพลังงานไว้เหมือนสัตว์ที่กินเยอะ ๆ ก่อนจะจำศีล
ยังไม่ชินเลยแฮะที่ต้องคอยเปลี่ยนดาบตอนจะฆ่าอะไรสักอย่าง ฟรานกลับขึ้นไปที่กำแพงน้ำแข็งแล้วมองดูดาบเทพประทานที่สง่างามเหมือนดาบของกษัตริย์แต่กลับหิวโหยอยากเติมเต็มความต้องการตลอดเวลา
“ฟรานรายงาน ตอนนี้เราได้กำจัดโมเสสหนึ่งในแม่ทัพของรินแล้ว”
“ดีมาก ตอนนี้พวกมันยังไม่ได้ส่งกองกำลังเสริมเข้ามาแต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเธอกลับไปประจำตำแหน่งพร้อมรบอีกครั้ง”
“รับทราบ”
พอข่าวเรื่องการตายของโมเสสไปถึงหูของแม่ทัพคนอื่น ๆ ก็พากันโกรธจนอยากจะออกมาแก้แค้นเดี๋ยวนั้นเลย
“ทุกคนใจเย็น ๆ ไว้” เบคที่เป็นผู้อาวุโสของกลุ่มพยายามจะเกลี้ยกล่อมลดอารมณ์เดือดของพวกเขา
“จะให้เย็นได้อย่างไรในเมื่อโมเสสโดนพวกมันฆ่าไปแล้ว” เอนอนตะเบ็งเสียงกล่าว
“อือ ! ถึงโมเสสจะเป็นคนที่ขี้หงุดหงิดไปบ้างแต่พวกเราก็เป็นสหายกันมาช้านานแล้วนะคะ” ร่างของมายันส่องสว่างจ้าเพราะอารมณ์โกรธของตัวเอง
“ฉันเองก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนพวกเธอนั่นแหละแต่จะให้ไปบุกสุ่มสี่สุ่มห้าก็คงมีโชคชะตาไม่ต่างกับโมเสสแน่ ๆ”
“แล้วเราต้องทำอย่างไรล่ะ? บาร์โดก็หายตัวไปไร้การตอบกลับและยังมาเสียโมเสสไปอีก ถึงเราจะยังเหลือกองกำลังอีกหลายหมื่นคนแต่ถ้าขาดแม่ทัพก็อาจจะเละเทะไปเลยก็ได้” เอนอนกล่าว
“อืม...ดูเหมือนพวกมันพยายามจะกั้นเส้นทางเข้าไปในอ่าวซึ่งเป็นอาณาเขตของเคน แต่ปากทางเข้าก็ไม่ได้เล็ก ๆ ยังไงพวกมันก็เฝ้าดูได้ไม่หมดหรอก”
“ก็คือจะใช้แผนตอดเรืออีกครั้งเหรอ?” มายันถาม
“ใช่ เราจะยื้อสงครามต่อไปรอให้ท่านรินกลับมาก่อน”
“เอาก็เอา ฉันหวังว่าการตายของโมเสสจะไม่เสียเปล่านะ” เอนอนกลับไปประจำตำแหน่งที่กองกำลังของตนเองจากนั้นก็ใช้แผนตอดเรือเหมือนอย่างที่ทำก่อนหน้านี้
หลังจากที่แคทเทอรีนสร้างพื้นน้ำแข็งปิดทางเข้าอ่าวได้สำเร็จ หน่วยสนับสนุนก็เริ่มย้ายจุดตั้งรับเข้ามาใกล้ซึ่งอาศัยการใช้เวทมนตร์ปฐพีต่อเติมหน้าผาใกล้ ๆ เพื่อสร้างเป็นป้อมปราการไว้ให้พวกคานะใช้
“หน่วยสนับสนุนระยะไกลเข้าประจำที่แล้ว” คานะรายงานไปหาซึฮากิซึ่งตัวเขาก็กำลังเคลื่อนย้ายจุดยุทธศาสตร์ของตนเองด้วยเหมือนกัน
ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ยกเว้นที่จ้าวทะเลรินหายหัวไปแล้ว ออร่ามานาที่ตรวจจับได้เหลือแค่สามคนที่อยู่ในเลเวลเจ็ดและแปด ส่วนอีกสองร้อยคนก็อยู่ในเลเวลหกซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยที่แม่ทัพส่งมาอีกที
ซึฮากิใช้เวทมนตร์วายุลอยตัวขึ้นเหนือท้องทะเลและส่งแฟรงค์ให้ออกไปสำรวจไกล ๆ แทน
“มีศัตรูหนึ่งกองกำลังไปทางจุดที่หนึ่งในอีกสามสิบวินาที” ซึฮากิวิทยุรายงานให้คนที่ประจำจุดนั้นทราบทำให้สามารถรับมือได้ทัน
เปลี่ยนไปใช้แผนส่งทีละน้อย ๆ มาเหมือนเดิมสินะ แต่ถ้าไม่ไวพอเราก็จะสังเกตเห็นและตั้งรับได้ทันอยู่แล้ว
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจนฟ้ามืดพวกมนุษย์เงือกก็ยังใช้แผนเดิมไม่มีเปลี่ยน เมื่อตกดึกหน่วยแพทย์สนามที่ยังไม่มีงานก็จะนำอาหารไปส่งให้ทุก ๆ หน่วยเพื่อเติมพลังงาน
พวกมันยังไม่ยอมเปลี่ยนแผนแถมยังส่งคนออกมาตายเรื่อย ๆ เนี่ยนะ หรือพวกมันจะรอช่วงเวลาที่พวกเรานอนพักผ่อนหรือไม่ก็ทำเพื่อถ่วงเวลาเฉย ๆ
ซึฮากิบินไปสำรวจรอบ ๆ อ่าวซึ่งกินเวลาไปหลายชั่วโมงแต่ก็ไม่พบอะไรน่าสงสัยเลยสักอย่าง
ไม่ใช่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจแล้วลอบเข้าด้านหลัง ถ้างั้นสิ่งที่พวกนั้นกำลังทำก็คือถ่วงเวลารอโอกาสแต่ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรเราก็ต้องส่งคนมาประจำตำแหน่งด้านหลังไว้ด้วย โดยเฉพาะชายฝั่งที่ติดกับสำนักมนตร์ดำเพราะพวกเขามีความสัมพันธ์บางอย่างกันจึงอาจจะมีแผนอะไรซ่อนอยู่ก็ได้
ซึฮากิสร้างร่างโคลนพร้อมกับให้หินสื่อสารที่เหลืออยู่ไม่กี่ก้อนไว้
ต้องรีบกลับไปเติมมานาก่อน สำหรับร่างโคลนที่มีความเสี่ยงสูงเราจำเป็นต้องใช้มานาจำนวนมากเพื่อให้มันสามารถหลบหนีหรือต่อสู้ได้
17 มิถุนายน พ.ศ.2576
สงครามยังคงยืดเยื้อนานหลายวันโดยที่ฝั่งซึฮากิเริ่มเหนื่อยล้าสะสมเพราะต้องอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดที่อาจตายได้ทุกเมื่อ
“ให้ตายสิ ฉันไม่นึกเลยว่าต้องมาทำสงครามบ้า ๆ กับมนุษย์เงือกพวกนี้ด้วย” เอลฟ์หนุ่มบ่นกับเพื่อนของเขาขณะที่กำลังเฝ้ายามอยู่
“ใครเขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันนั่นแหละ การฝึกซ้อมที่ผ่านมาก็ฝึกสู้กันบนบกตลอดแต่พอมาครั้งนี้กลับต้องเปลี่ยนรูปแบบกะทันหันซะได้”
“ถึงจะบอกว่าได้เงินเดือนดีก็เถอะแต่จู่ ๆ ก็เอาเรามาเข้าสงครามเลยแบบนี้มันเหมือนมัดมือชกไปหน่อยนะ”
“อย่าบ่นนักเลยน่า พวกแกมาสมัครเป็นทหารเองไม่ใช่หรือยังไง?” เอลฟ์วัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจขณะที่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
“โธ่...พวกเรายังหนุ่มยังแน่นแถมยังไม่มีสาวเลยสักคน พวกเรายังไม่อยากตายสักหน่อย”
“เหอะ พวกแกไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยสินะ”
“เรียนรู้อะไร? ถ้าหมายถึงเรื่องแผนการรบพวกเราก็รู้กันหมดอยู่แล้วนี่” เอลฟ์หนุ่มเดินเข้ามาคุยใกล้ ๆ ด้วยความสงสัย
“นั่นสินะ พวกแกไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลยจริง ๆ”
“อะไรเล่า? ถ้ารู้ก็รีบ ๆ พูดมาเถอะ”
“พวกเรากำจัดมนุษย์เงือกไปได้เท่าไร?”
“ก็ประมาณสามหมื่นมั้ง”
“แล้วเราเสียคนไปเท่าไร?”
“ประมาณสองร้อย...” เอลฟ์หนุ่มฉุกคิดขึ้นมาทันทีทำเอายืนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“พวกเราสูญเสียคนไปน้อยมากแถมส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมนุษย์เงือกฝั่งพันธมิตรที่ลงไปสู้กันในน้ำ”
“อืม ขอแค่พวกเราทำตามแผนของคุณซึฮากิต่อไป เราก็จะลดการสูญเสียลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ...ซึ่งก็คือสงครามครั้งนี้เราอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้”
ขณะเดียวกันรินที่ยุ่งวุ่นกับการตามหาบลูก็ได้เห็นสัญญาณเรียกหาจากสำนักมนตร์ดำ
“มีอะไร?” รินเอ่ยถามขณะยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าสำนักโยฮันและพาซี่ผู้บริหารอันดับหนึ่งที่มีแววตาเหม่อลอยเหมือนจะหลับได้ตลอดเวลา
“ให้ทาย ๆ” โยฮันยิ้มหน้าร่ารื่นกวนประสาทรินไม่หยุดจนเกือบโดนเวทมนตร์วารีเจาะกะโหลกไปแล้ว
“ทายบ้าทายบออะไรคนเขายิ่งยุ่ง ๆ อยู่” รินกัดฟันกล่าวขณะที่จ้องตาไม่กะพริบ
โยฮันโยนบางอย่างให้และนั่นก็ทำให้รินยิ้มออกมาทันที
“โห่ ไปได้มายังไงเนี่ย?”
“จากมนุษย์เงือกตัวใหญ่ ๆ น่ะ ฉันรู้ว่าเธอตามหามันอยู่ก็เลยช่วยจัดการให้แต่ตัวมนุษย์เงือกฉันขอก็แล้วกัน”
“เอาไปทำอะไรก็ตามใจเพราะฉันต้องการแค่กุญแจเท่านั้น ในเมื่อนายทำเรื่องที่น่ายินดีแบบนี้ฉันก็จะบริการการขนส่งคนให้อย่างดีเลยล่ะ” รินยิ้มปริ่มยื่นมือมาข้างหน้าเพื่อสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น
“ยินดีเสมอคุณริน” โยฮันจับมือตอบรับและยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
รินว่ายน้ำกลับไปที่ฐานบัญชาการซึ่งเหลือแค่แม่ทัพสามคนเท่านั้น พอรินได้ฟังรายงานความสูญเสียมันก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้านั่นหายไปอีกครั้ง
“ฉันบอกแล้วว่าให้ยื้อไว้เท่านั้นแล้วทำไมถึงส่งคนของเราออกไปตายเป็นหมื่น ๆ คน”
“พวกเราขออภัยจริง ๆ ครับ” เบคก้มหัวกล่าวขอโทษก่อนใคร
“เหอะ เอาเป็นว่าเป้าหมายของเราในตอนนี้มีแค่เคนเท่านั้น จากรายงานที่พวกนายเล่ามาดูเหมือนอีกฝั่งจะมีคนสั่งการอยู่เบื้องหลังเคนอีกทีสินะ”
“ครับ พวกเขามีการสลับกันไปมาหลายกลุ่มเหมือนรู้ว่าต้องรับมือกับเรายังไง ไม่ว่าจะใช้แผนตอดเรือหรือบุกใต้น้ำก็ยังโดนแก้ทางได้หมดเลยครับ”
“โห่ พวกชาวแผ่นดินก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะเนี่ย ถ้างั้นเราจะใช้แผนบุกเพื่อล่อเคนออกมาอีกครั้ง”
“ตอนนี้คงทำได้ยากแล้วครับเพราะพวกมันสร้างกำแพงกั้นทางเข้าไปแล้ว”
“ก็แค่ใช้จำนวนเข้าสู้ไปเลยสิ อีกไม่นานกองกำลังเสริมจากทางเหนือก็จะมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะใช้คนทั้งหมดหนึ่งแสนคนเพื่อบุกไปจับตัวเคนพร้อมกับกุญแจมาให้ได้”