ระหว่างกินข้าวหานถิงมี่ลอบพินิจฟู่เจียนจื่อเป็นาน แยกย้ายกันแล้วก็เดินคิดวนไปมาจนตัดสินใจได้ว่าเื่ที่กำลังจะทำมันเหมาะควรด้วยเหตุผลตามความคิดตนยิ่งหญิงสาวจึงตรงดิ่งไปเคาะประตูห้องของเขาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ฟู่เจียนจื่อเปิดประตูเห็นได้ชัดว่าเขาออกจะงัวเงียอยู่บ้างนั่นคงเพราะนอนกลางวันหลังจากหลับไม่เต็มอิ่มมาทั้งคืน
หานถิงมี่ดันไหล่เขาให้ถอยกลับไปด้านในห้องไม่พูดพล่ามมากความ กล่าวเข้าประเด็นทันที “เ้าต้องแต่งงานกับข้า”
คนฟังอ้าปากค้างดึงสติคืนจากความสะลึมสะลือ นี่นางถามความคิดเห็นของเขาหรือว่าเป็คำสั่ง
“เ้าคิดว่าข้าไม่งดงามพอสินะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะพี่สาวเ้างดงามในแบบของเ้า เพียงแต่ว่า การแต่งงานอย่างไรก็ต้องปรึกษาพ่อแม่ด้วย”
“เ้ามันลูกแหง่จะแต่งงานกับใครก็ต้องเลือกเองสิ”
“แล้วข้าดีพอให้เ้าอยากแต่งงานด้วยหรืออายุข้าน้อยกว่า ความแข็งแรงก็น้อยกว่า คิดอยากจะปกป้องเ้าก็ทำไม่ได้ดั่งใจรังแต่จะเป็ภาระมิใช่หรือ”
“แค่เ้าคิดอยากปกป้องข้าคุณสมบัติข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว”
นางมั่นใจในตัวเขาปานนั้นเชียว“แต่เื่แต่งงานเป็เื่ใหญ่ของสตรี”
“ก็ใช่น่ะสิข้าถึงได้เลือกเ้า ข้าช่วยชีวิตเ้าเ้าตอบแทนด้วยการแต่งงานตามความ้าของข้านับเป็เื่ถูกต้อง ไว้วันหน้าหากข้าทำตัวไม่เหมาะสมเ้าจะหย่าข้าก็ยินยอม หรือจะให้ข้าลงนามหนังสือหย่าไว้ั้แ่ตอนนี้ก็ย่อมได้”
แต่งงานว่ายากแล้วเื่หย่ายิ่งเป็เื่ยากที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเขาไม่ใจร้ายพอจะส่งหนังสือหย่าให้ผู้หญิงหรอกนะ โดยเฉพาะนางด้วยแล้ว
“ถามได้หรือไม่เหตุใดพี่สาวคิดแต่งงานปุบปับ” นางไม่ใช่สตรี ขี้ริ้ว ความใจดีที่นางยื่นมือช่วยเหลือเขานั้นประทับใจยิ่ง นางควรได้แต่งกับชายที่มีดีกว่าเขา
หานถิงมี่สบตาชายหนุ่มเขากล้าถาม นางก็กล้าตอบตามจริง “ทั้งหมดข้าทำเพื่อรักษาสมบัติของท่านตา”
แววตาแน่วแน่ทว่าแฝงความหม่นเศร้าเคล้ามายังน้ำเสียงทำให้ใจเขาวูบไหว
“ว่าอย่างไรจะแต่งหรือไม่แต่ง” นางคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้
“หากข้าไม่ตกลงเล่า”
“ข้าก็จะซ้อมเ้าจนยอมในที่สุด”นางบอกพลางชูกำปั้น
ฟู่เจียนจื่อหัวเราะแห้งๆเติบโตมาสิบแปดปีเคยเป็ที่หมายปองของสตรีมาก็มากแต่ไม่มีครั้งไหนทำเขาใจเต้นแรงได้เท่ากับครั้งนี้
“หัวเราะท้าทายไม่กลัวตายแล้วใช่ไหม”
ถูกว่าที่เ้าสาวขู่อาฆาตแต่เขากลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด
“ใครบ้างไม่กลัวตายตายแบบไม่ทันล่ำลาครอบครัวด้วยแล้ว เพียงอยากบอกว่าที่ตกลงแต่งกับพี่สาวก็เพราะข้าก็อยากแต่ง”
หา...“สติยังดีอยู่หรือ”
“เื่ข้าสติไม่ดีไว้ค่อยยกมาเป็เหตุผลขอหย่ากับข้าก็แล้วกัน”
อะไรจะง่ายปานนี้หานถิงมี่แทบะโตัวลอย นางนี่ตกเบ็ดได้ปลาตัวโตชะมัดระหว่างดีใจกลับนึกเื่สำคัญขึ้นมาได้
“เ้ากับข้าแค่แต่งงานนะเื่ร่วมหออย่าได้บังอาจคิด”
“อ้าว...”
“ไม่ต้องอ้าวและก็เลิกเรียกข้าว่าพี่สาว” นางบอกแล้วรีบเดินออกจากห้องทิ้งให้ฟู่เจียนจื่อยืนเกาหัวกับเื่ราวแสนมึนงงอยู่คนเดียวตัวเขาก็ไม่ใช่ชายมากราคะถึงขนาดจะขู่บังคับใครขึ้นเตียง และถึง้าอย่างนั้นวิธีนี้ก็คงใช้กับพี่สาวนางนี้ไม่ได้อยู่แล้ว
ชายหนุ่มลงมือเขียนจดหมายส่งไปที่บ้านและอีกฉบับส่งไปถึง ลู่เคอยังโรงเตี๊ยมไฉฟู่ที่เมืองเถา เล่าเื่ตนถูกทำร้ายและได้รับความช่วยเหลือแต่เพียงคร่าวๆเพื่อไม่ให้คนที่บ้านใทิ้งท้ายจดหมายว่าจะเดินทางไปยังบ้านเกิดของผู้มีพระคุณเพื่อทำธุระสำคัญ
รุ่งขึ้นทั้งสองยังคงอยู่ที่โรงเตี๊ยม ระหว่างนั่งกินข้าวชมทิวทัศน์บนระเบียงชั้นสองอยู่นั้นหานถิงมี่รู้สึกถึงการถูกลอบมองมาครู่ใหญ่แล้ว ด้วยความว่องไวของคนมีวรยุทธ์ไม่นานก็จับได้ตัวสตรีนางหนึ่ง
“ผู้มีคุณ”ผู้หญิงคนนั้นถลาตัวเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าฟู่เจียนจื่อ
“รู้จักกันหรอกหรือ”
ชายหนุ่มจำเด็กสาวได้จึงบอกให้นางลุกขึ้นแต่นางกลับไม่ยอม ดึงดันจะคุกเข่าอยู่อย่างนั้น พร้อมกล่าววาจาอ้อนวอน
“ได้โปรดช่วยเชี่ยนหลันด้วยเถอะเ้าค่ะ”
“ยังจะมีคนจับเ้าไปขายอีกหรือ”
“ท่านพ่อยังเชื่อคำอี๋เหนียงคราวนี้จะส่งข้าไปอยู่หอหงเหม่ย” นางกล่าวน้ำตาไหลพราก ยังความหนักใจให้ผู้รับฟังฟู่เจียนจื่อส่งสายตาขอความเห็นหญิงสาวอีกคน
“เ้าอายุเท่าไรแล้ว”
“สิบหกเ้าค่ะ”นางตอบ แต่สายตาไม่ละลดจากใบหน้าบุรุษผู้เดียว
“มีคนรักแล้วหรือไม่”ยังคงเป็หานถิงมี่ตั้งคำถาม
“ไม่มีเ้าค่ะบ่าวไม่มีใคร” คำกล่าวมาพร้อมการขยับกายเข้าใกล้ชายหนุ่มอีกนิด “คุณชายรับเชี่ยนหลันเป็บ่าวเถิดนะเ้าคะบ่าวยินดีติดตามคุณชายไปชั่วชีวิต”
“จะดีหรือ...”บ้านสกุลฟู่มีบ่าวจำนวนมากแล้ว
“นั่นสิรับบ่าวหนึ่งคน ก็เพิ่มภาระมาอีกหนึ่งปาก”บุตรสาวสำนักคุ้มภัยที่เลี้ยงคนไว้มากมายรู้ถึงความรับผิดชอบที่ตึงมือนี้ดียิ่ง
“บ่าวสัญญาจะไม่ทำตัวไร้ประโยชน์”นางแทนตัวเองเสร็จสรรพพร้อมโขกศีรษะลงพื้นดังโป๊ก ทำให้ฟู่เจียนจื่อร้อนใจต้องรีบห้ามปราม
“หากคุณชายไม่รับบ่าวไว้บ่าวมีหนทางเดียวที่ตัดสินใจเลือกแล้ว นั่นก็คือความตายเพราะถ้าถูกขายเป็นางคณิกา ชีวิตก็คงไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็” เด็กสาวร่ำไห้เป็ที่อาดูรคนใจอ่อนอย่างฟู่เจียนจื่อมีหรือจะทนดูดายได้อีก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อยากด่วนตัดสินใจ
“ข้ามีฐานะไม่ได้สูงส่งกว่าเ้านักหรอกรับเ้าไว้ยังไม่รู้เลยวันหน้าจะมีปัญญาเลี้ยงดูจ่ายค่าแรงเ้าหรือไม่”ลองออกตัวเช่นนี้แล้ว ไม่ทราบว่านางจะยังอยากอยู่กับเขาอีกไหม
คิดใช้แผนตกยากไล่คนหรอกรึ...อย่างไรเสียหานถิงมี่ก็รู้ทันเขาคนจนที่ไหนจะมีปัญญาจ่ายค่าโรงเตี๊ยมและค่าอาหาร ถึงไม่มีเงินติดตัวตอนนี้เขาก็ต้องมีปัญญาหามาจ่ายในวันหน้า กรณีนี้เกิดได้เฉพาะกับคนที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
“มีข้าวกินข้าวไม่มีก็กินเผือกกินมัน บ่าวยินดีติดตามคุณชายดีกว่าใช้ชีวิตในความโสมมช่วยคนกุศลแรงนัก คุณชายได้โปรดพิจารณาอีกครั้ง”
ก่อนนางจะโขกศีรษะเสียงดังสนั่นอีกหนฟู่เจียนจื่อก็ตกปากรับนางเป็บ่าว แต่จำเป็ต้องให้นางเดินทางไปเมืองเถาเพื่อพบกับลู่เคอจะได้กลับอี้หยางพร้อมกัน
“เ้าคนเสน่ห์แรงยังไม่ทันแต่งกับข้าก็ถูกสาวตามตื๊อจนหัวหมุนเลยนะ” หานถิงมี่สัพยอกหลังลับเงาร่างเด็กสาวนามเชี่ยนหลันแล้ว
“หากไม่ไหวจริงๆข้าจะส่งนางไปอยู่บ้านญาติ เ้าอย่าใส่ใจ แต่งกับเ้าแล้ว สัญญาว่าข้าจะไม่มีวันรับอนุเป็อันขาด”
“คุณชายสำอางเช่นเ้ามิใช่มีนางบำเรอรออยู่ที่บ้านแล้วหรอกหรือ”นางแต่งกับเขาเป็เื่ตบตาบิดา เขาจะมีนางเล็กๆนั่นนับเป็เื่หยุมหยิมนางไม่เก็บมาใส่ใจให้เสียการใหญ่
“ชายอื่นอาจทำเช่นนั้นแต่ไม่ใช่ข้าฟู่เจียนจื่อ” เขาบอกน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าก็จริงจัง
“อืม...ใครแต่งกับเ้าปัญหาเื่ลูกเมียเอกลูกอนุคงจะไม่เกิดกระมัง”
“ย่อมเป็เช่นนั้นวางใจเถิด ชั่วชีวิตนี้เ้าจะไม่เสียน้ำตาเพราะข้าแน่”
การมีชายหนุ่มมาให้คำปฏิญาณหนักแน่นต่อหน้าทำเอานางใจเต้นอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ หรือเพราะนับจากนี้ไปเขากับนางจะต้องผูกพันกันด้วยฐานะสามีภรรยา แม้มันเป็เื่จอมปลอมที่สุดเท่าที่นางเคยกระทำแต่ความรู้สึกชื่นชมและไว้วางใจที่เกิดขึ้นชั่วเสี้ยวนั้นราวกับสะกิดเตือนว่านางเลือกคนไม่ผิด
“การกระทำสำคัญมากพอๆกับคำพูด” กล่าวแล้วนางก็ผละไปทันที
แล้วเ้าจะได้เห็น...มี่เอ๋อร์พบพานถือเป็วาสนา มีเหตุต้องผูกสัมพันธ์ถึงขั้นสามีภรรยาเรียกว่าบุพเพได้หรือไม่