ธนูดอกนั้นเล็งที่ใดไม่เล็งแต่เล็งที่อกซ้ายของเขา น่าชังนัก นอกจากข้าแล้วผู้ใดมีสิทธิ์ในชีวิตเขากันมารดาจะฆ่าทิ้งให้หมด!
หลินหลานหรูวิ่งมาด้วยความกราดเกรี้ยวเส้นผมดำขลับปลิวสยายไปตามแรงลมทิ้งชายผ้าคาดศีรษะปักลายกิ่งไผ่สีดำสะบัดไปกับหยาดฝนมือเรียวชักมีดสั้นเงินยวงสังหารพลธนูบนหลังคาอาคารในตรอกไปกว่าครึ่งก่อนจะทิ้งตัวลงมาจัดการทหารสิบนายบนพื้น
เสียงมีดเฉือนเนื้อดังฉึบฉับ
เพียงพริบตาต่อมาพื้นถนนก็นองไปด้วยโลหิตที่ผสมรวมกับหยาดฝนเล็กๆ ซึมไปตามร่องหินอ่อน
จ้าวมู่อวิ๋นชะงักขณะเดียวกันก็ตกตะลึงในใจ
การปรากฏตัวของสตรีปริศนาในชุดรัดกุมสีดำเข้มปล่อยผมยาวดำขลับสยายไปด้านหลังอย่างไม่แยแส ที่ไม่ต่างจากองค์ชายหกผู้นั้นอยู่เหนือความคาดหมายของเขาอย่างยิ่ง ทว่าดูไปแล้วไม่เหมือนองครักษ์ลับแววตาที่อีกฝ่ายใช้มองมา ฉาบไปด้วยความเกรี้ยวกราดและรังสีฆ่าฟัน
นางยืนทำหน้าถมึงทึงข่มคนที่ยืนขวางทางบนถนนให้รู้สึกพรั่นพรึงได้ชะงัด
เสวี่ยเฟิ่งเม้มริมฝีปากอย่างข่มกลั้นขมวดคิ้วนิ่วหน้าหลุบตามองลูกธนูที่ฝังเหนือหัวใจขึ้นไปไม่มากเขาออกแรงหักปลายลูกธนูทิ้ง ก่อนลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากความเจ็บนั้นมีเหลือประมาณ แต่ไม่มากเท่าคลื่นอารมณ์หวั่นกลัวที่โหมปะทะเมื่อได้เห็นร่างเล็กแสนคุ้นตายืนถืออาวุธสังหารด้วยความเดือดดาลอยู่ที่นี่
เขาเป็นห่วงนางยิ่ง"เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!"
ทว่าหลินหลานหรูในใจกำลังเดือดพล่านเป็นไฟเสียงเอ่ยจึงต่ำและหนัก แฝงการตำหนิอยู่มากทีเดียว "หุบปาก!สภาพท่านช่างน่าขายหน้านัก อ่อนหัดปวกเปียกเช่นนี้ยังอวดเก่งรับมือกับคนเป็นสิบคิดประชดข้าหรือไร"
แทนที่จะโกรธที่ถูกเด็กสาวมองว่าอ่อนหัดปวกเปียกแต่ชายหนุ่มกับยิ้มหัวเราะเสียงขาดหายจนทำให้ไอแค็กเล็กน้อยเบาๆ เขารู้สึกยินดีเพียงแต่เสวี่ยเฟิ่งไม่อาจยินดีได้ถึงที่สุดเมื่อไม่สามารถหยิบกระบี่ปกป้องนางในสภาพที่เขาบาดเจ็บเช่นนี้ได้
มิหนำซ้ำพิษเย็นก็กำลังกำเริบหนักจนปวดไปถึงกระดูกราวกับเนื้อหนังกำลังปริแตกแยกเป็นเสี่ยงๆมีหลายครั้งที่เขานึกโทษเจ้าของพิษชนิดนี้เพียงคิดว่าหากรู้ว่าเป็นผู้ใดเขาจะสังหารคนผู้นั้นทิ้งอย่างทรมานเลยทีเดียวให้สมกับที่เขาต้องทรมานมานานถึงสี่ปี!
จ้าวมู่อวิ๋นพลิกตัวลงจากหลังม้าด้วยระยะห่างของคนทั้งคู่ กอปรกับฝนที่เริ่มเทหนักขึ้นเรื่อยๆเขาจึงไม่ได้ยินสิ่งที่สองคนนั้นพูดคุยกันเพียงชักกระบี่ยาวที่ห้อยไว้กับอานม้าออกจากฝัก
"ใต้เท้าให้ข้าจัดการนางเถอะขอรับ"นายกองซ้ายเสนอตัวด้วยสีหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยคล้ายอยากสังหารคนใจจะขาด
จ้าวมู่อวิ๋นเคลื่อนสายตามองนายกองซ้ายเล็กน้อยก่อนเหลือบไปมองศพทหารบนพื้น
ทหารยี่สิบนายถูกปลิดชีพไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงเค่อที่เหลืออยู่ก็มีเพียงนายกองซ้ายและพลธนูไม่กี่คน ลักษณะการลงมือที่โหดเหี้ยมอาวุธที่ใช้คือมีดสั้นเหล็กกล้าชั้นยอด การเคลื่อนไหวประดุจพายุโหมซัดกลางฤดูร้อน
สตรีนางนี้มองอย่างไรก็ให้รู้สึกว่าไม่ธรรมดาแต่เป็นไปได้หรือไม่ที่องค์ชายหกอาจจ้างวานคนคุ้มกันไว้เพื่อการนี้
ไม่ถูกเหตุใดนางถึงเพิ่งปรากฏตัวเอาเวลานี้กันล่ะ
"นายกองซ้ายเกรงว่าท่านอาจไม่ใช่คู่มือของนาง" จ้าวมู่อวิ๋นเดินขึ้นหน้าอีกสามก้าว หรี่ตาคมกริบลงเล็กน้อยเพื่อจับผิดพิรุธสตรีปริศนาทุกทางเอ่ยว่า "เรียนถาม ผู้มาใหม่ไม่คล้ายพวกเดียวกันกับโจรที่ข้ากำลังจับกุมหากไม่มีประโยชน์อันใดหรือเข้าใจผิดเพราะผ่านทางมาก็ให้จากไปเหมือนไม่เคยเห็นอะไรเกิดขึ้น"
"จ้าวมู่อวิ๋น?" หลินหลานหรูพึมพำเสียงเบาด้วยความแปลกใจนางเพิ่งเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจนตอนที่เขาขยับก้าวเข้ามา ไม่ได้พบกันนานเขาดูมีอำนาจมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ
...หากแต่เสียงพึมพำนี้ของนางกลับดังชัดในโสตของเสวี่ยเฟิ่งดวงตาที่เขาเห็นจากมุมด้านข้างของนางขยับแคบลงคล้ายมีรอยยิ้ม
น้ำเสียงแปลกใจที่นางใช้พึมพำไปเมื่อครู่ก็ยังมีอารมณ์บางอย่างแฝงอยู่ คล้ายคนรู้จักที่เคยผูกพันกันมาก่อน
ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงได้เริ่มหวั่นใจขึ้นมาเมื่อจิตใจกังวลร้อนรุ่ม ความอดทนที่มีมาก่อนหน้าพลันสลายหายไปสิ้นกระอักเลือดขึ้นมาแล้วแต่ยังฝืนทน มุมปากจึงมีรอยแดงไหลเป็นทางเล็กๆ ก่อนจะกลืนทุกความเจ็บปวดลงไปในใจ
หลินหลานหรูชำเลืองมองคนเจ็บด้านหลังเล็กน้อยที่เวลานี้ยืนทรงตัวอย่างไร้กำลังอาศัยรถม้าบรรทุกหีบเงินด้านข้างพยุงตนเองไม่ให้ล้ม
เมื่อเห็นว่าเสวี่ยเฟิ่งเริ่มทนไม่ไหวแล้วหลินหลานหรูจึงยิ่งไม่อาจชักช้า
ดังนั้นมือเล็กจึงขยับผ้าปิดหน้าให้สูงขึ้นก่อนเอ่ยตอบ"ข้าจะใช่พวกเดียวกันกับโจรที่เจ้ากำลังตามจับอยู่หรือไม่นั้นไม่สำคัญเป็นเจ้าที่รังแกคน ข้าไม่มีทางปล่อยผ่านไปโดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้"เว้นช่วงเล็กน้อย "ขออภัยที่ต้องสอดมือยุ่งเกี่ยว"
"อ้อที่แท้ก็ผู้ผ่านทางที่จิตใจมีคุณธรรมสูงส่ง พบโจรถูกรังแกจึงไม่อาจปล่อยผ่าน"แม้ปากเอ่ยเช่นนั้น แต่จ้าวมู่อวิ๋นอดขมวดคิ้วยุ่งยากใจไม่ได้ นางใช้ตรรกะใดคิด? เห็นโจรถูกรังแกจึงช่วย? "เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าลงมือหนักแม้แต่สตรีก็ไม่ปรานี"
"มิกล้า..."หลินหลานหรูพูดยิ้มๆ แววตาแฝงความแข็งกร้าวเสียดแทง "ข้าไม่ใช่มารดาเจ้าไยต้องเสียใจ"
กล่าวจบหลินหลานหรูวาดมือกระชับมีดตัดเม็ดฝนจนสาดกระเซ็นนัยน์ตาคมกริบเข้มขึ้นยิ่งกว่าเดิม ไม่รอให้ผู้ใดเปล่งเสียงส่งสัญญาณเด็กสาวก็ทะยานเข้าหาคู่ต่อสู้ฉับพลัน
เสวี่ยเฟิ่งอยากเอ่ยห้ามหลินหลานหรูแต่ไร้เสียงถึงแม้เขาไม่เคยประมือกับจ้าวมู่อวิ๋นมาก่อนแต่อาจารย์ของคนผู้นี้เป็นถึงหัวหน้าองครักษ์หลวงส่วนพระองค์ขั้นสามฝีมือเหนือมนุษย์ เกรงว่าศิษย์อัจฉริยะของเขาก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
เนื่องจากความเร็วที่หลินหลานหรูใช้ไม่อาจประเมินได้ล่วงหน้าทำให้จ้าวมู่อวิ๋นตั้งรับไม่ทัน ทว่าหากเทียบแล้วกำลังภายในของเขามากกว่านางนักเมื่อครู่ถูกนางพูดกระทบกระเทียบถึงมารดา ในใจจึงรู้สึกขุ่นเคืองเล็กๆการต่อสู้นี้จึงทุ่มเต็มกำลัง
หลินหลานหรูถูกผลักถอยหลังด้วยแรงปะทะจากกำลังภายในที่แข็งแกร่งกว่าหากนางไม่มีวรยุทธ์เหมือนกัน คงได้ตายเพียงฝ่ามือเดียว
งานหินเสียแล้ว
กระนั้นก็ยัง...
"เสี่ยวหลัน..."เสียงห่วงใยจากเสวี่ยเฟิ่งที่แสนเบาหวิว
แต่กลับทำให้หลินหลานหรูยิ่งรู้สึกฮึกเหิมก่อคลื่นอารมณ์เล็กๆ บางอย่างขึ้นมาใจ เอ่ยโดยไม่มองว่า "เสวี่ยเฟิ่งข้ายังต้องคิดบัญชีกับเจ้า แทนที่จะห่วงข้า เจ้าห่วงตัวเองเสียก่อนเถอะหมดเรื่องนี้เจ้าจะตายก็ต้องตายด้วยน้ำมือข้าเท่านั้น"
หลินหลานหรูมองจ้องจ้าวมู่อวิ๋นไม่ละสายตาพลันนัยน์ตาเป็นประกายแวววาวแต่แฝงเร้นรอยยิ้มอำมหิตในที นางไม่เชื่อหรอกว่าจะเอาชนะคนผู้นี้ไม่ได้
เด็กสาวเร่งฝีเท้าเข้าจู่โจมอีกครั้งถึงจะทำอันตรายจ้าวมู่อวิ๋นไม่ได้แม้แต่รอยขีดข่วนทว่าเขาก็ทำอะไรนางไม่ได้เช่นกัน ผลที่ออกมาคือเขาเริ่มหงุดหงิด
เมื่อก่อนนางไม่เคยคิดว่าจ้าวมู่อวิ๋นที่สอบได้ขุนนางตั้งแต่อายุยังน้อยมีความสามารถทั้งบุ๋นบู๊ระดับหนึ่ง แต่คืนนี้ถือว่านางได้เปิดหูเปิดตามากทีเดียว
เดิมทีมีดสั้นก็ห่างชั้นกับกระบี่อยู่แล้ววรยุทธ์ของนางเน้นความว่องไวในการสังหารที่รวดเร็วขณะที่กระบี่ของจ้าวมู่อวิ๋นมีแต่พลังที่หนักหน่วง นางจึงทำได้แค่เพียงหลบเท่านั้น
เขาคงพบจุดอ่อนนี้ของนางเข้าแล้ว
คมกระบี่กรีดผ่านต้นแขนขวาตัดแขนเสื้อสีดำตัวยาวจนขาดเป็นริ้วกว้าง ทำให้หลินหลานหรูก็รู้สึกผวาในสีหน้านางหวิดจะล้มไปด้านหลัง!
คาดไม่ถึง
จ้าวมู่อวิ๋นกลับพลิกมือมาประคองหลินหลานหรูเสียอย่างนั้น
หือ? เขาคิดว่านางเป็นใครกันแน่
ความเปลี่ยนแปลกเล็กๆในแววตาของหลินหลานหรูทำให้จ้าวมู่อวิ๋นนึกถึงคุณหนูสกุลหลินที่เขาเคยพบเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาพอเห็นว่าหลินหลานหรูกำลังจะล้มก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในใจตามมาด้วยความรู้สึกผิดระลอกใหญ่
จมอยู่กับความคิดไปชั่ววูบ
หากเช้าวันนั้นเมื่อสามปีก่อน...เขาลดทิฐิลงสักหน่อยตัดสินใจเดินไปหานางที่กระโจมเพื่อบอกลานางสักคำ ก็คงได้รู้ว่านางหายไปไม่ใช่ว่ามารู้เอาภายหลังด้วยเหตุบังเอิญว่านางหายไปอย่างไร้ร่องรอยนับตั้งแต่เช้าวันนั้น
รู้เรื่องก็เมื่อผ่านไปเป็นปีแล้วนี่จะมีประโยชน์อะไร...
จ้าวมู่อวิ๋นเผลอลืมตัวไปชั่วขณะหลังได้สติกลับมากระทั่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป บนใบหน้าก็ปรากฏความรู้สึกที่ซับซ้อน
หลินหลานหรูขมวดคิ้วหลุบตามองต้นแขนซ้ายที่ถูกจ้าวมู่อวิ๋นจับประคองนางไม่ได้มีความรู้สึกซับซ้อนไร้สาระอะไรเหมือนเขาจึงอาศัยจังหวะประชิดตัวนี้หมายสังหารคน
จ้าวมู่อวิ๋นพลันเดือดพล่านขึ้นมานางถึงกับกล้าอาศัยจังหวะนี้สังหารเขา?
รอยเลือดกรีดผ่านลำคอจ้าวมู่อวิ๋นเล็กๆ
พร้อมกันนั้นหลินหลานหรูก็ถูกจ้าวมู่อวิ๋นผลักออกสุดกำลังทำให้ผ้าคาดศีรษะที่มีเพียงหนึ่งเดียวหลุดออกมาจนได้ที่ไม่อยากให้เห็นก็เห็นในที่สุด หมายเลข...หนึ่งร้อยห้า!
"สายลับ?" จ้าวมู่อวิ๋นชะงัก
แผ่นหลังเด็กสาวลอยปะทะหีบเงินบนรถม้าทำให้หีบเงินเหล่านั้นสองใบที่ซ้อนทับไว้จนสูงร่วงตกลงพื้นขณะเดียวกันความจริงบางอย่างในหีบเหล่านี้ก็ถูกเปิดเผยโดยไม่ได้ตั้งใจด้วยเช่นกัน
เสวี่ยเฟิ่งขมวดคิ้วใบหน้าอึมครึมจนดูเคร่งขรึมอย่างไม่สบอารมณ์ทว่านั่นไม่ได้มีสาเหตุมาจากหีบสองใบที่ด้านในมีแต่ก้อนหินบรรจุอยู่ที่เขากำลังขุ่นเคืองคือหมายเลขบนหน้าผากของหลินหลานหรูต่างหากเขาย่อมรู้ว่ามันคือสัญลักษณ์ของสายลับ!
จ้าวมู่อวิ๋นเห็นแล้วเช่นกันจึงยิ่งโมโหสุดจะระงับ และยิ่งบันดาลโทสะเพิ่มไปอีกเมื่อแผนการที่ตนเองวางไว้อย่างดีเยี่ยมยังถูกเสวี่ยเฟิ่งซ้อนแผนอีกชั้นไฉนหีบเงินเหล่านี้ถึงมีแต่หินสกปรกพวกนี้ได้!
นายกองซ้ายที่ยืนสงบนิ่งมาตลอดก็ตกตะลึงเช่นกันเห็นใต้เท้าจ้าวจับด้ามกระบี่ในมือแน่นมองก็รู้ว่าผู้บังคับบัญชาของเขากำลังโมโหจัด
จ้าวมู่อวิ๋นอารมณ์พลุ่งพล่านตวัดกระบี่คิดสังหารสายลับนางนี้ให้ดับสิ้น!
หลินหลานหรูรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นก็เห็นปลายกระบี่แหลมคมพุ่งมาตรงหน้าในระยะประชิดทว่าพริบตาให้หลังกลับถูกแทนที่ด้วยแผ่นหลังกว้างผึ่งผายของเสวี่ยเฟิ่ง
...เขาถึงกับกล้ามายืนขวางทางกระบี่!?
กระนั้นกระบี่ในมือจ้าวมู่อวิ๋นก็หยุดชะงักได้ทันท่วงทีเขาไม่อาจสังหารองค์ชายหกได้
เสวี่ยเฟิ่งคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้วเช่นกันจะอย่างไรการสังหารเชื้อพระวงศ์ก็มีความผิดร้ายแรงที่สำคัญกว่านั้นคือจ้าวมู่อวิ๋นต้องการจับตัวเขากลับไปทั้งที่ยังมีชีวิต
"สตรีนางนี้คงไม่ใช่แค่สายลับเล็กๆเพียงอย่างเดียวแล้วกระมัง ท่านถึงได้ปกป้องคนถึงเพียงนี้" จ้าวมู่อวิ๋นเหยียดมุมปากพลางหัวเราะเยาะหยันเล็กๆ
หลินหลานหรูได้ยินเพียงเสียงทุ้มต่ำของจ้าวมู่อวิ๋นทั้งตัวคนถูกเสวี่ยเฟิ่งยืนบดบังจนมิดชิดนางมองแผ่นหลังที่มุมบนซ้ายมีของเหลวสีเข้มไหลย้อมไปกับเสื้อที่เปียกชุ่มน้ำฝนรอยเลือดนี้คงเกิดจากหัวธนูที่แทงทะลุมาจากด้านหน้า
เห็นเช่นนี้ในใจนางก็ยิ่งฝาดเฝื่อน
ยิ่งกว่านั้นตัวคนยังสั่นเทาไปทั้งร่างราวกับกำลังข่มกลั้นความเจ็บปวดที่สุดแสนทรมานจนยากจะทานรับไหวชั่วครู่ถัดมาก็คล้ายว่าจะล้มทั้งยืน
มือเล็กๆ กำหมัดแน่นหลินหลานหรูกัดฟันกล่าวอย่างโกรธขึ้ง ใบหน้าแดงก่ำอย่างขัดเคือง "ข้าไม่ซาบซึ้ง!"
ยังมีเรื่องแค้นเคืองในใจให้ต้องสะสางรับกระบี่แทนนางไปก็มีแต่จะทำให้ยิ่งสับสน บุญคุณความแค้นสุดท้ายก็ผสมปนเปที่สุดแล้วนางจะวางเรื่องทั้งหมดในใจไว้ที่ใด
เม็ดฝนที่เมื่อครู่ซาลงบ้างแล้วตอนนี้กลับเทหนักลงมาอีกรอบหลินหลานหรูสอดแขนประคองรอบลำตัวเสวี่ยเฟิ่ง กลัวหรือเกินว่าเขาจะล้มเอาเวลานี้
พร้อมกันนั้นหลินหลานหรูได้ซัดอาวุธลับออกไปจ้าวมู่อวิ๋นตวัดกระบี่สกัดแล้วพลิกตัวหลบเข็มเงินสิบกว่าเล่มตกกระจัดกระจายบนพื้น เงยหน้าขึ้นมาก็ไม่เห็นคนแล้ว
ม่านฝนหนาหนักกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับความมืดรอบด้านอาศัยหยาดฝนเป็นตัวกลบร่องรอยการหลบหนีนายกองซ้ายไม่ทันมองก็ไม่เห็นคนเช่นกันว่าหนีไปทางทิศใด
จ้าวมู่อวิ๋นขบกรามโกรธเกรี้ยวเกินกว่าจะระงับได้แล้วเป็นครั้งแรกที่เขาทำงานพลาด! มิหนำซ้ำยังปล่อยให้คนหนีไปได้ผิดพลาดซ้ำซ้อนอย่างไม่น่าให้อภัย
เมื่อสายตาสะดุดเข้ากับหีบเงินบนพื้นที่มีแต่ก้อนหินก็ยิ่งกระตุ้นให้เขาโมโหคลุ้มคลั่ง ยกเท้าถีบตัวรถม้าจนสั่นไปทั้งคันหีบเงินอีกสามสี่ใบตกเกลื่อนพื้น ภาพที่เห็นก็ยังคงเป็นก้อนหินเช่นเดิม
นายกองซ้ายและพลธนูที่เหลืออยู่ไม่กี่คนวิ่งเข้ามาเพื่อรอรับคำสั่งเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในหีบทั้งหมดก็ตกใจไม่แพ้กันมองเลยขึ้นไปถึงใบหน้าของเจ้านายที่มีน้ำฝนเกาะก็ให้ตกใจเป็นครั้งที่สองในความเกรี้ยวกราดของอีกฝ่าย
"ปิดเมืองค้นหา!ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามเข้าออกตรอกผีสิงทั้งนั้น ตรวจทุกขบวนเดินทางหาให้ได้ว่าหีบเงินของจริงไปอยู่ที่ใด"
"ขอรับ!"นายกองซ้ายรีบรับคำอย่างขึงขังเขากลัวว่าประกายโทสะของจ้าวมู่อวิ๋นจะหล่นมาที่ศีรษะของเขาเหลือเกิน
ยามนี้แววตาจ้าวมู่อวิ๋นวาวโรจน์ที่สุดแล้วก็ยังไม่สามารถระงับความโกรธในใจลงได้ จ้องมองหีบบนรถม้ามากมายเป็นครู่ใหญ่ก็เอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็น "สตรีนางเดียวที่สักหมายเลข 'หนึ่งร้อยห้า' บนหน้าผากพวกเจ้าคงหาตัวมาให้ข้าได้ไม่ยากกระมัง"
ส่วนเรื่ององค์ชายหกจะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ ต่อให้นิสัยเกเรเลวร้ายเพียงใดในพระทัยของฮ่องเต้ก็ยังทรงอ่อนข้อให้โอรสองค์นี้เสมอ
นายกองซ้ายตอบรับคำขณะเดียวกันก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง น้ำฝนในฤดูใบไม้ผลิยามนี้เทียบความหนาวเย็นกันแล้วเรียกได้ว่าฟ้ากับเหว
เชื่อว่าภายในใจจ้าวมู่อวิ๋นนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่า
ศาลเจ้าร้างในตรอกผีสิงทางทิศใต้ของถนน
ว่ากันว่าในตรอกผีสิงในช่วงกลางคืนคือลานสังหารที่ไม่มีกฎเกณฑ์ขอเพียงย่างเท้าเหยียบลงบนถนนแล้วเกินพลาดตายขึ้นมาครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายนั้นจะไม่สามารถเอาผิดใครได้
มันคือกฎที่คนในตรอกปกครองกันเองทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดคดีฆาตกรรมในยามวิกาล
คนปกติไหนเลยจะรู้ว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในตรอกใหญ่แห่งนี้ ที่ครอบคลุมถนนถึงยี่สิบเจ็ดสายกินพื้นที่ถึงหนึ่งในสี่ของเมือง พวกเขา...วิปริตกันทุกคน
หลินหลานหรูเคยได้ยินอาจารย์ท่านหนึ่งบนเกาะพูดไว้เกี่ยวกับเรื่อง 'นักโทษชายแดน' กล่าวกันว่ามีแต่คนในเท่านั้นที่รู้ว่าในตรอกแห่งนี้ยังมีอีกสถานที่หนึ่งซ่อนอยู่มันคือ ...แดนสวรรค์ของนักโทษ!
หลินหลานหรูปิดประตูศาลเจ้าร้างที่ถ้านางออกแรงเพิ่มอีกหน่อยประตูไม้ผุคงได้หลุดออกมาทั้งแผ่นกระดาษกรุบานประตูขาดวิ่นเป็นรูโบ๋ให้ลมตีพัดเอาน้ำฝนเข้ามาบนหลังคามีรอยรั่วเป็นหย่อมๆ กอปรกับน้ำฝนค่อยๆ ไหลนองบนพื้นชะรวมเอาเศษฟางที่นกคาบมาใช้ทำรังลอยไปกองอยู่มุมหนึ่ง
ตอนนี้เสวี่ยเฟิ่งหมดสติไปแล้วหลังใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยามในการใช้กำลังภายในแบกร่างบุรุษตัวโตที่หมดสติวิ่งฝ่าสายฝนหลบหนีพลทหารของจ้าวมู่อวิ๋นมาหลินหลานหรูก็รู้สึกว่าตนเองมีอาการเหนื่อยหอบขึ้นมาเล็กน้อย
นางเลือกพื้นที่สะอาดและหลังคาไม่มีรอยรั่วเป็นแถบก่อนจัดแจงให้เสวี่ยเฟิ่งนอนลงไป
ด้านในมีรูปปั้นทวยเทพทั้งสี่ทิศสูงหนึ่งจั้งแสงจากฟ้าแลบด้านนอกส่องเข้ามาทำให้มองเห็นหยากไย่เป็นเส้นสายพันกันยุ่งเหยิงระหว่างต้นเสาทั้งหกต้นดูสกปรกจนนางอดที่จะเหยียดมุมปากให้ไม่ได้
โต๊ะบูชาและเชิงเทียนกลีบดอกบัววางระเกะระกะบนพื้นด้วยความมืดจึงทำให้มองเห็นส่วนประกอบอื่นไม่ถนัดหลินหลานหรูหยิบเพียงเศษฟางและขาโต๊ะที่แยกเป็นชิ้นไม้มาจุดไฟ
ก่อนเข้ามาในศาลเจ้าหลินหลานหรูกวาดตาสำรวจสภาพรอบนอกไปหนหนึ่งแล้วรอบข้างศาลเจ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ ลำต้นเท่าปากชาม มีใบหนาทึบอีกทั้งยังมีต้นหญ้าขึ้นสูงท่วมศีรษะ ช่วยอำพรางสายตาจากคนภายนอกได้ไม่เลว
และยิ่งไม่มีปัญหาหากนางจะก่อกองไฟในยามนี้
เสื้อตัวนอกเปียกชื้นเกินจะสวมต่อหลินหลานหรูจึงรีบถอดออกทั้งของนางและของเขา ค้นตัวเสวี่ยเฟิ่งหาตะบันไฟในแถบรัดเอวจากนั้นจุดไฟกองเล็กๆ เพื่อไล่ความหนาวเย็น
มือของนางติดจะสั่นอยู่บ้างส่วนหนึ่งเป็นเพราะเร่งรีบ ผนวกกับอากาศด้านนอกที่ไม่เป็นใจอาศัยว่ามีกำลังภายในจึงพอจะอบอุ่นอยู่บ้าง
หลินหลานหรูจับชีพจรบนข้อมือและต้นคอเสวี่ยเฟิ่งชั่วขณะนางลืมสิ้นไปแล้วว่ามีเรื่องแค้นเคืองให้ต้องชำระจะอย่างไรก็รอให้เขาได้สติฟื้นขึ้นมาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
ครั้นเห็นว่าหัวธนูยังฝังคาอกซ้ายของเขามีเลือดซึมออกมาจางๆ ใบหน้าก็ขาวซีดไร้สีเลือด หลับตาหมดสติราวกับตายไปแล้วหากไม่เห็นว่าหน้าอกของเขายังขยับขึ้นลง นางคงคิดเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ภาพนี้นางไม่เห็นก็แล้วไปเถอะแต่พอเห็นแล้วกลับให้รู้สึกทิ่มแทงสายตาอย่างมากจมูกก็เหมือนจะแสบร้อนขึ้นมาให้ได้ ท้ายที่สุดก็อยากต่อว่าเขาหนักๆ ให้สาแก่ใจ
"โง่งม!"หลินหลานหรูแทบอยากชักมีดออกมา แล้วผ่าสมองของเขาออกมาดูให้รู้จริงๆ สุดท้ายเป็นตัวโง่งมทำรังอยู่ในนั้นหรือไม่!
รู้ทั้งรู้ว่าพิษเย็นกำลังกำเริบแต่ยังจะอวดเก่งจับกระบี่สู้รบตบมือกับคนนับสิบอีกแล้วเหตุไฉนเด็กหนุ่มที่เมื่อก่อนเห็นศพคนตายยังไม่อาจปล่อยผ่านยามนี้ถึงได้เติบโตมาเป็นโจรปล้นเงินผู้อื่นแล้ว
นางจำได้ว่าครั้งหนึ่งหลังชายหน้าไฝแทงมีดฆ่าชายชราเจ้าของไหหมักซีอิ๊วผู้นั้นแล้วเสวี่ยเฟิ่งยังสำนึกบุญคุณ ช่วยหยิบฟางมาคลุมศพชายชราไว้ ดูก็รู้ว่าเป็นคนเช่นไร
เห็นทีคงมีด้านมืดอีกมากของเขาที่นางไม่เคยรู้มาก่อนกระมัง
น่าชังนัก...