ตอนที่ 5
หลังการบอกเล่าเหตุการณ์พิสดารที่เกิดขึ้นในศาลเ้าร้างจากสองผู้มาใหม่ เมิ่งสือแม้จะถูกฤทธิ์สุราหอมของหลินซุ่นเหอจนเมามายแต่ยังคงนั่งนิ่งทำอะไรไม่ถูกพร้อมกับสายตาของคนทั้งสามในเพิงน้อยต่างจับจ้องรอคอยคำตอบจากซิ่วไฉหนุ่ม
หัวใจที่เต้นระส่ำระสายของเม่งสือเริ่มสูบฉีดเืไปทั่วร่าง กระนั้นมันยังคงปั้นหน้าตอบกลับคนทั้งสามไป “ผู้น้องพักหลบฝนในศาลเ้าร้าง” จากนั้นก้มมองลงในชามสุราว่างเปล่าเบื้องหน้า
ชายทั้งสามได้ยินเช่นนั้นสีหน้าเกิดแปรเปลี่ยน ด้านหวังหู่ที่เมื่อคืนเอ่ยปากขับไล่รู้สึกร้อนรนจึงถามมันด้วยความสำนึกเสียใจ “ท่านสามารถนอนพักได้อย่างไร พบสิ่งผิดปกติหรือไม่”
เมิ่งสือนิ่งไปครู่หนึ่งและเริ่มนึกหาคำตอบที่เหมาะสม ก่อนอื่นใดมิอาจบอกว่าพบกับสาวงามในนั้นเพราะเกรงจะมีคนไปพิสูจน์และแย่งชิงหวงหนี่จากมัน เมื่อคิดดังนั้นจึงบอก “ผู้น้องไม่พบสิ่งใด ซ้ำยังหลับสบายดี” บัณฑิตหนุ่มตอบพร้อมยิ้มกลบเกลื่อน
หวังหู่มีท่าทางผ่อนคลายลงจากเดิมจากนั้นจึงเริ่มรินสุราลงชามเบื้องหน้าตนและพูด “เช่นนั้นถือว่าประเสริฐ แม้แต่ชาวเมืองเรายังหลีกเลี่ยงไปใกล้” กล่าวจบยกสุราขึ้นดื่ม
“สภาพศพของเสี่ยวจูเหี่ยวแห้งคล้ายกับถูกสูบของเหลวออกจากร่างจนสิ้น ไม่ทราบมารร้ายใช้อวิชชาใดทำร้ายมัน” ชายเคราครึ้มพูดเสริมด้วยดวงตาที่ทอแววรันทด
เมิ่งสือรู้สึกเย็นวาบสันหลังจนขนลุกเกรียวขึ้นอีกครั้ง เื่ราวเช่นนี้ออกจะแปลกประหลาดเกินไปจนยากที่นักศึกษาสำนักหญูเจียปฏิเสธเื่ลี้ลับเหนือธรรมชาติจะสามารถเชื่อถือได้
หรือในโลกใบนี้ยังมีภูตผีตามตำนานเล่าขานอยู่จริง
จากคำบอกเล่าของมือปราบ คดีนี้ยังคงไม่มีข้อสรุป เมิ่งสือจึงเกิดกังวลต่อความปลอดภัยของหวงหนี่เห็นทีต้องรีบกล่าวเตือนนางให้ออกห่างจากพื้นที่นั้นโดยเร็ว แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีทว่ามิอาจจับกุมฆาตกรผู้ลงมือได้เกรงจะเกิดเหตุซ้ำ
คนเคราครึ้มที่พูดถึงสภาพของน้องชายมีสีหน้าหม่นหมองบอกกับเมิ่งสือ “ทางที่ดีอย่าได้ไปทางนั้นอีก เราเสียใจที่ขับไล่ท่านเมื่อคืนก่อน” พูดจบมันรินสุราใส่ถ้วยของเมิ่งสือเป็การขอขมา
หลินเหลาป่านนั่งนิ่งรับฟังการบอกเล่าเอ่ยถามเมิ่งสือขึ้น “แล้วท่านจะอยู่เมืองนี้นานเท่าใด หรือต้องรีบเดินทางต่อแล้ว”
เมิ่งสือจับจ้องชามสุราถูกเติมจนเต็มพูดว่า “ผู้น้องคิดอยากท่องเที่ยวชมเมืองสักหลายวัน”
หวังหู่ได้ยินดังนั้นจึงร่วมสนทนา “เมืองนี้ขึ้นชื่อเื่ความสวยงามของภูมิทัศน์ หากท่านสนใจอยากเยือนที่ใดเป็พิเศษเรายังพอแนะนำได้”
เมิ่งสือรับคำอย่างว่าง่าย มิแน่ว่าบางทีอาจชักชวนหวงหนี่ออกท่องเที่ยวในเมืองด้วยกันได้เพราะมันไม่อยากให้สาวงามของตนต้องเดินทางเพียงลำพัง
ไม่นานหลังการพูดคุยบนโต๊ะน้อยเต็มไปด้วยอาหารถูกวางเบียดแน่น บุรุษทั้งสามสนทนาอย่างคึกคักโดยมีหวังหู่เป็แกนนำ มันบอกเล่าถึงสถานที่ท่องเที่ยวในซูโจวอย่างละเอียดต่อเมิ่งสือ ด้านหลินซุ่นเหอยังคงบริการอาหารอย่างฉับไวพร้อมทั้งมอมเหล้าเหยื่อทุกคนอย่างขันแข็ง ผู้เก็บงำคำพูดมากสุดมีเพียงมือปราบที่คล้ายกำลังขบคิดบางเื่อยู่ในหัวตลอดเวลา
หลังคารวะสุราจนครบรอบเมิ่งสือจึงทราบว่ามือปราบผู้เงียบขรึมมีแซ่หม่านามเหวินเต๋อ จากการบอกเล่าของหลินเหลาป่านทั้งมือปราบหม่าและหวังหู่มักจะฝากท้องที่เพิงหมูตุ๋นแห่งนี้เป็ประจำ เนื่องจากพวกมันรู้จักมักคุ้นกับหลินเหลาป่านั้แ่ยังเป็ทารกเปลือยก้น ซ้ำคนเหล่านี้ต่างมีความสามารถในเชิงการดื่มที่ยากหาผู้เทียมทัดจึงมักเกาะกลุ่มโดยมีเพิงแห่งนี้เป็ที่ทำการสมาคม
ชายหนุ่มทั้งสี่ยังคงสนทนาพลางดื่มกินจนเวลาล่วงเลยเกือบชั่วยาม มือปราบหม่ามองลอดผ่านหลังคาหญ้าของเพิงน้อยเห็นตะวันเริ่มคล้อยลงจึงบอกกับคนทั้งสาม “ได้เวลาเราต้องไปลาดตระเวนต่อแล้ว ฝากหลินเหลาป่านตักเตือนหวังหู่อย่าให้เมามายจนเสียการงาน ไว้พบกันใหม่” กล่าวจบมันทิ้งเงินไว้บนโต๊ะลุกสะบัดตัวเดินออกจากไป
ขณะนี้ในเพิงเหลือเพียงสามคน หวังหู่ที่ดื่มสุราแทนน้ำเปล่าหลังอาหารพูดกับเมิ่งสือ “ท่านดูเหล่าหม่า (คนแซ่หม่า) คนผู้นี้คึกคักราวกับไม่ต้องนอน หลังกินอิ่มก็กลับไปทำงานแล้ว”
หลินซุ่นเหอที่กำลังเก็บถ้วยชามได้ยินดังนั้นยิ้มหันหน้ามาพูดว่า “มือปราบที่ขยันขันแข็งเช่นนี้จึงถือว่าดี ไม่เช่นนั้นหากมีเหตุเกิดชาวบ้านจะหวังพึ่งพาผู้ใดทันการ”
ก้นหวังหู่คล้ายถูกธูปร้อนจี้เตือนจึงรีบกัดเนื้อชิ้นนุ่มคำสุดท้ายด้วยความเสียดายก่อนจะสาดสุาามใหญ่เข้าปาก จากนั้นวางเงินไว้บนโต๊ะและบอกหลินซุ่นเหอ “ทราบแล้ว ๆ เราจะไปแล้ว ไว้วันหน้าจะมาใหม่” พลางหันมากล่าวกับเมิ่งสือ “ขออำลาเมิ่งซิ่วไฉ หากท่าน้าท่องเที่ยวนอกเมืองยังคงทำได้ขอเพียงกลับมาทันเวลาประตูเมืองปิดก็พอ หากไม่แล้วแม้รู้จักกันเราก็มิอาจเปิดให้ท่าน”
กล่าวจบมันพาร่างที่ดูสดชื่นคึกคักกว่าเมื่อแรกพบเดินปราดออกจากร้านไปโดยมีเมิ่งสือกับหลินเหลาป่านโบกมือส่ง
ค่ำนี้หวังหู่ต้องไปรักษาการณ์บนประตูเมืองเช่นเคย สภาพที่เมิ่งสือพบมันครั้งแรกจึงพออนุมานได้หลายส่วนว่าหลังจากทำหน้าที่ทั้งคืนหวังหู่คงถูกหม่าเหวินเต๋อลากมาเพิงหมูตุ๋นเป็แห่งแรกของวันจึงยังไม่ฟื้นตื่นเต็มตัว
สหายทั้งสามที่มักชุมนุมกัน ณ เพิงน้อยแห่งนี้ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนจนเหลือเพียงเมิ่งสือกับหลินซุ่นเหอสองชีวิตนั่งสนทนาสัพเพเหระ ดวงตะวันคล้อยต่ำสาดแสงอ่อน ๆ เป็สัญญาณของยามสายัณห์ได้มาถึงพร้อมกับลูกค้ามากหน้าหลายตาเริ่มเข้ามาซื้อหมูตุ๋นของหลินเหล่าป่านเพื่อเป็อาหารมื้อเย็น เมิ่งซิ่วไฉเห็นดังนั้นจึงชำระค่าสุราอาหารและเดินทอดน่องในเมืองเพื่อขับฤทธิ์ความมึนเมาที่ยังคงหนักอึ้งในศีรษะราวถูกค้อนพันชั่งหวดทุบ
สองข้างทางที่เมิ่งสือผ่านประกอบด้วยตัวตึกแน่นขนัด ในเขตกลางเมืองส่วนนี้ล้วนเป็อาคารประกอบกิจการค้าขายถือเป็ส่วนคึกคักมีชีวิตชีวาที่สุดของเมืองจึงเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ทั้งผ้าไหม แท่งหมึกหอม หรือกระทั่งฉากกั้นญี่ปุ่นและสมุนไพรหายากจากต่างประเทศล้วนปรากฏให้เห็นอย่างครบครันละลานตา
ขณะกำลังชมสิ่งแปลกหูแปลกตาด้วยความเพลิดเพลินอยู่นั้นเมิ่งสือรับรู้ถึงไอเย็นสดชื่นในอากาศโชยตามสายลมต้องเข้าใบหน้ามัน เหลียวมองดูท้องฟ้าปรากฏสีแดงฉานพร้อมเมฆเริ่มกระจายทั่วนภาจนรู้อย่างแน่ชัดว่าคืนนี้ต้องมีพายุฝนพัดมาอีกอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้จึงวิ่งสาละวนตามหาร้านขายร่มและซื้อเก็บเสียบไว้ในแคร่ไม้บนหลังพร้อมกับการรับมือหยาดพิรุณ
หลังตามหาร้านขายร่มจนพบบัณฑิตหนุ่มนั่งพักเหนื่อยบนก้อนหินข้างลานตลาดกลางเมือง แต่ยังมิทันที่จะได้ฟื้นฟูเรี่ยวแรงฝนเม็ดโตกลับกระหน่ำเทลงราว้าให้มันรีบดึงร่มที่เพิ่งซื้อออกมาใช้
เมิ่งสือสังเกตถึงแรงลมที่พัดหนักขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งว่าหากไม่เดินทางตอนนี้คาดว่าคงมิสามารถออกไปได้อีกจึงตัดสินใจเดินทางไปยังประตูเมืองเพื่อมุ่งหน้าสู่ศาลเ้าร้างรอเวลาพบหวงหนี่แม้ฝนยังคงสาดเทอย่างไม่ปรานีจนบนพื้นถนนที่ปูด้วยแผ่นหินในตัวเมืองขณะนี้เริ่มเจิ่งนองไปด้วยอุทกจากเบื้องบน เหลียวมองไปด้านร้านค้าเมื่อหัวค่ำมันเดินชมสินค้าบัดนี้ต่างเริ่มเก็บข้าวของปิดประตูพร้อมกันทั้งมีบ้านบางหลังเริ่มจุดชุดไฟให้ความสว่าง
ไม่นานนักหลังจากเดินฝ่าลมพายุในที่สุดมันก็มาถึงประตูเมืองด้วยร่มคันน้อยพร้อมความมืดเริ่มปกคลุมอย่างไม่รู้ตัว กำแพงทะมึนใต้ม่านฝนยังคงแข็งแร่งน่าเกรงขามพร้อมกับ้าเชิงเทินมีควันไฟลอยโชยออกมาคาดว่าเป็ทหารประจำเมืองกำลังก่อไฟเพื่อทำกับแกล้มสุราบนหอสังเกตการณ์ กระนั้นมันยังคงเพียงมองครู่เดียวแล้วสาวเท้าต่อจนเข้าสู่ทางน้อยสายเดิมทอดยาวไปยังพื้นที่นาด้านตะวันออก
แม้เม็ดฝนเทลงจะหนักเพียงใดแต่ก็มิอาจพ้นสายตาของยามเฝ้าระวังบนกำแพง หนึ่งในนั้นคือหวังหู่ที่กำลังย่างเนื้อแพะมองเห็นเงาร่างสายหนึ่งวิ่งห้อตะบึงราวเหินบินกลางโคลนเปียกแฉะ
หวังหู่จดจำลักษณะท่าทางของเมิ่งสือได้แม้จะเลือนลางเต็มทีจึงะโแข่งกับสายฝนถาม “เมิ่งซิ่วไฉ ฝนตกหนักเพียงนี้ท่านจะไปที่ใด” พลางโบกแท่งเหล็กเสียบเนื้อแพะเป็สัญญาณ
เมิ่งสือหาได้รับรู้สิ่งใด ด้วยความแรงของพายุตอนนี้แม้ต่อให้รัวม้าล่อแต่ผู้ที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งลี้เศษยังคงมิสามารถได้ยิน
ทหารนายหนึ่งเห็นหวังหู่ร้องเรียกเมิ่งสือจึงหันหน้ามาสอบถาม “ท่านรู้จักมันหรือเหล่าหวัง” กล่าวจบดึงชิ้นเนื้อที่ถูกเสียบย่างบนเหล็กในมือหวังหู่เข้าปาก
หวังหู่ชะเง้อมองตามออกไปทั้งยังเกิดความสงสัย ต่อให้รีบร้อนปานใดก็ไม่มีเหตุให้ออกนอกเมืองขณะฝนตกหนักทั้งยังใกล้เวลาที่ประตูเมืองปิดเว้นเสียแต่ต้องรีบเดินทางกลางคืน เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงบอกกับทหารข้างกาย “มันคือคนเดียวกับที่มาส่งเสียงด้านล่างวานนี้”
“อ้อ มันจะเดินทางต่อแล้วหรือ” นายทหารถามขณะเคี้ยวเนื้อแพะเหนียวในปาก
“มันบอกว่าจะอยู่ท่องเที่ยวชมเมืองอีกหลายวัน” หวังหู่ลูบเคราทำท่าใคร่ครวญก่อนพูดต่อ “คนผู้นี้แปลกยิ่งนัก ก่อนหน้าร่ำร้องขอให้เปิดประตูจนยอมควักเงินจ่าย แต่วันนี้แม้ฝนตกหนักมันยังคงวิ่งออกจากเมือง”
นายทหารด้านข้างหวังหู่ส่งเสียงหัวร่อฮิฮะพูดขึ้น “ออกนอกเมืองเวลานี้ก็อย่าหวังจะได้กลับเข้ามาแล้ว เพิงชาวนาน่าพักปานนั้นหรือ”
หวังหู่พลันเกิดความเชื่อมโยงบางประการขึ้น เมื่อวานเมิ่งสือยอมติดสินบนมันเพื่อเข้าเมือง แต่วันนี้กลับยินยอมนอนพักข้างนอกซ้ำยังเป็ศาลร้างที่พบศพคนหลายต่อหลายครั้ง เห็นทีว่าจะเกิดเหตุบางอย่างขึ้นมาแล้ว
สายตาที่แจ่มจ้าของหวังหู่เริ่มเศร้าหมองลงอีกครั้งพร้อมกับเสียงทอดถอนใจเฮือกใหญ่ การเคลื่นไหวนี้ดึงดูดความสนใจของนายทหารด้านข้างมันจนต้องร้องถาม “เป็ไรไปเหล่าหวัง”
“คนผู้นั้นคือเมิ่งซิ่วไฉ มันเดินทางผ่านเมืองนี้เพื่อไปจินหลิงหวังสอบเซี่ยงชื่อ” หวังหู่หยุดเว้น่ก่อนยกสุราขึ้นดื่มจากนั้นกล่าวต่อ “วันพรุ่งนี้ออกเวรเราจะไปศาลเ้าร้างเพื่อตรวจสอบ หากพบมันยังมีชีวิตก็ดีไป”
“แต่หากมันกลายเป็ซากศพแห้งกรังไปแล้วก็รบกวนเ้าช่วยเราแบกหาม เราเห็นมันแล้วอดนึงถึงเสี่ยวจูมิได้” หวังหู่พูดขณะที่สายตามองไปด้านทิศตะวันออกพร้อมภาวนามิให้เกิดเื่ใดกับบัณฑิตหนุ่ม
หลังเดินเท้าเป็ระยะทางมากกว่าสี่ลี้เศษในที่สุดเมิ่งสือก็มาถึงหน้าศาลเ้าในเวลาที่ท้องฟ้ามืดมิดพอดี ขณะนี้บนซุ้มประตูหาได้ปรากฏโคมไฟใดเช่นวันก่อน เห็นดังนั้นมันจึงวิ่งเข้าไปยังตึกข้างด้วยความรวดเร็วจนตำราในแคร่หลังมันต้องสั่นโยกเป็เสียงตามจังหวะ
เมิ่งสือเข้ามาถึงตึกข้างที่เมื่อคืนมันกับหวงหนี่พักค้างแรมด้วยกันพลางเดินสำรวจ หญ้าฟางมุมห้องยังคงอยู่เช่นเดิมเหมือนก่อนเข้าเมือง เมื่อตรวจตราจนเรียบร้อยจึงวางแคร่ไม้ถอดรองเท้าออกเพื่อทิ้งตัวลงในรางหญ้าอ่อนนุ่มคล้ายเป็รังรักของลูกนกตัวใหญ่
ชายหนุ่มหลับตาจินตนาการถึงหญิงงามที่เฝ้าคะนึงหาตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นร่างกายที่อ่อนล้าจากฤทธิ์ของสุราดีกรีแรงที่โดนหลินซุ่นเหอจับกรอกก็มิอาจทนทานต่ออากาศเย็นจนต้องเผลอหลับไปในที่สุด
ห้วงราตรีดำเนินไปหลายชั่วยามจนเมิ่งสือตื่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมจนเอียนคล้ายของหวานชนิดหนึ่ง เหลียวมองยังกึ่งกลางห้องปรากฏกองไฟลุกโชนพร้อมกับกลุ่มควันสีขาว พร้อมกันนั้นเนื้อตัวเกิดรู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาดมิทราบว่าเป็ผลข้างเคียงของสุราหรือความร้อนจากกองไฟ
ขณะกำลังสืบสาวถึงที่มาของกองไฟอยู่นั้น หน้าอกของเมิ่งสือพลันััได้ถึงความลื่นละมุนพาดผ่าน เมื่อมองตามลงไปปรากฏท่อนแขนขาวผ่องกำลังลูบไล้บนจุกน้อยที่ไวต่อความรู้สึกของบุรุษ
“ท่านตื่นแล้วหรือ” น้ำเสียงเย้ายวนจากเ้าของมือกระซิบข้างหูจนชายหนุ่มเกิดอาการขนลุกสะท้านทั่วกาย
เมิ่งสือหันหน้าไปมองเ้าของเสียงน่าลุ่มหลงจบพบกับดวงตาโฉบเฉี่ยวบนใบหน้ารูปไข่ ปากกระจับสีแดงของนางยังคงเย้ายวนเช่นเดิม
หวงหนี่ที่เพ้อฝันถึงอยู่เบื้องหน้ามันแล้ว
เมื่อพบกับบุคคลที่พรากเอาห้วงสติของมันไปตลอดวันเมิ่งสือจึงถามขึ้น “ท่านมาั้แ่เมื่อใด” พร้อมกับโอบกอดนางเข้าสู่อ้อมแขน
พริบตาที่กายของชายหญิงทั้งสองประกบกันพลันเกิดความร้อนสายหนึ่งวิ่งพล่านทั่วตัวของเมิ่งสือจนมันเผลอกอดร่างของหวงหนี่ไว้แน่น ชั่วครู่ต่อมากลุ่มพลังงานนั้นโคจรรวมมุ่งตรงไปยังจุดตันเถียน (ทะเลปราณ) และไหลลงเบื้องต่ำจนแท่งหยกของบัณฑิตหนุ่มต้องดีดตัวขึ้นอย่างประหลาด
เมิ่งสือรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่เบื้องล่างของมันเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อหวงหนี่รวดเร็วเกินไปจึงก้มมองต่ำลงเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของนาง แต่มันกลับพบถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
เมิ่งสือจำได้ว่าก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนฟางแห้งบนร่างกายของมันยังคงสวมใส่เสื้อผ้าถอดไว้เพียงรองเท้า แต่เมื่อมันตื่นขึ้นกลับพบว่าร่างของตนนั้นเปลือยเปล่าเสียแล้ว
หวงหนี่กวาดสายตาจับจ้องร่างไร้อาภรณ์ห่อหุ้มของเมิ่งสือคล้ายกับพยัคฆ์ร้ายยอกเย้าลูกกวางน้อยก่อนรับประทาน เมื่อข่มขวัญอีกฝ่ายจนพอใจจึงหยุดลงที่แก่นกายของมัน พูดขึ้น “อันธพาลน้อยของท่านช่างหาเื่เก่งนัก มิทันไรก็ชี้หน้าผู้อื่นแล้ว”
“เช่นนั้นก็โปรดลงมือสั่งสอนมันให้รู้สำนึกเถอะ” บัณฑิตหนุ่มยิ้มกรุ่มกริ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงราคะ
หลังกล่าวจบเมิ่งสือพลันกดศีรษะหวงหนี่ลงกับแท่งหมุดตรึง์ของมัน ด้านนางตอบสนองด้วยการใช้ลิ้นอ่อนนุ่มตวัดบนหัวหยักอย่างฉวัดเฉวียนพร้อมแรงดูดของปากที่ฉุดเอากระบองทองเข้าล่วงล้ำลงลำคอจนชายหนุ่มต้องเผลอเด้งเอวสวนพร้อมกับส่งเสียงครางกระเส่าออกมา