แม่จูเห็นลูกสาวกับลูกเขยเดินเข้าบ้านมาก็พูดอย่างเกรงใจ “พวกเธอสองคนหยุดงานมาทำไมกัน ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่ามีแค่ฉันกับพ่อรอส่งตัวจื่อหลินก็พอแล้ว”
“ได้ยังไงคะแม่ น้องสาวสุดที่รักแต่งงานทั้งที พี่สาวอย่างฉันไม่ควรมาแสดงความยินดีหรือไง” จูเสี่ยวลี่พูดยิ้ม
“ก็แค่แต่งงานแก้เคล็ด มีอะไรต้องมาแสดงความยินดีให้เอิกเกริกกัน” แม่จูหันไปมองลูกสาวคนเล็กอย่างรู้สึกผิด “จื่อหลิน...แม่ขอโทษนะที่ต้องให้ลูกมาแบกรับภาระโดยที่ลูกไม่เต็มใจ”
จูจื่อหลินยิ้มให้แม่กับพ่อ “ไม่เต็มใจอะไรกันคะแม่ ได้ตอบแทนพระคุณพ่อกับแม่ั้แ่อายุยังน้อย เท่านี้หนูก็ดีใจที่สุดแล้ว อีกอย่างหนูกับหวงิเป็เพื่อนร่วมชั้นกันมาหลายปี พ่อกับแม่ของเขาก็เอ็นดูหนูมาก หนูยังหวังว่าในอนาคตหนูกับเขาจะพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนจนกลายเป็คู่สามีภรรยากันได้จริงๆ ด้วยซ้ำ”
แม่จูน้ำตาคลอแล้วจับมือลูกสาวคนโตกับลูกสาวคนเล็กไว้แน่น “ขอบใจนะลูก ถ้าไม่เพราะพ่อกับแม่ไม่มีหนทาง เราคงไม่ส่งลูกไปแต่งงานเพื่อหวังเงินสินสอดอย่างนี้ แม่...แม่ไม่รู้จะขอโทษพวกลูกยังไงแล้วจริงๆ”
“แม่พูดอะไรอย่างนั้นคะ สามีที่พ่อกับแม่หามาให้เป็คนดีขนาดนี้ ยังมีอะไรที่หนูต้องไม่พอใจอีก” จูเสี่ยวลี่กอดแขนสามีแล้วยิ้มให้เขา “อาหย่วน คุณบอกแม่ไปสิคะว่าคุณก็พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้เหมือนกัน”
ซ่งหย่วนให้ความร่วมมือกับภรรยาอย่างดี “ใช่ครับคุณแม่ ผมพอใจกับการแต่งงานครั้งนี้มาก เพราะั้แ่เด็กผมก็คิดไว้อยู่แล้วว่าอยากให้ลี่ลี่มาเป็ภรรยาของผม”
จูเสี่ยวลี่ได้ยินคำพูดของสามีถึงกับเขินจนหน้าแดง “ไม่คิดเลยว่าคนเงียบๆ อย่างคุณจะกล้าพูดคำพูดน่าอายแบบนี้”
“จะน่าอายได้ยังไง สิ่งที่ผมพูดมันออกมาจากใจทั้งนั้น” ซ่งหย่วนยิ้มให้ภรรยา ั้แ่ที่เขาบอกความในใจให้เธอรู้ เขาก็คิดไว้แล้วว่าเขาจะแสดงความรักกับเธอให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็การกระทำหรือคำพูด เขาจะไม่เก็บมันไว้ในใจอีกแล้ว
พ่อจูกับแม่จูเห็นว่าลูกสาวคนโตกับลูกเขยดูรักกันดี เท่านี้พวกเขาก็รู้สึกเบาใจ เพราะตอนที่พวกเขาตัดสินใจให้ลูกสาวแต่งออกไป ตอนนั้นพวกเขาทั้งรู้สึกผิดและกังวล หากว่าแต่งงานแก้เคล็ดไปแล้วลูกเขยยังไม่หายป่วย หรือหากโชคร้ายลูกเขยมาด่วนจากไป ลูกสาวของพวกเขาจะไม่ถูกชาวบ้านเรียกว่าดวงกินสามีหรอกหรือ
แม่จูหันไปยิ้มให้ลูกสาวคนเล็ก “แม่หวังว่าลูกกับหวงิจะเป็เหมือนพี่สาวกับพี่เขยของลูกนะ พวกเขาดูรักกันมากเลยใช่ไหม”
จูเสี่ยวลี่ได้ยินก็รีบพูดสำทับ “จื่อหลิน พี่เชื่อว่าการแต่งงานแก้เคล็ดครั้งนี้พ่อกับแม่ตัดสินใจไม่ผิดหรอก เธอดูพี่กับพี่เขยของเธอสิว่าพวกเรามีความสุขกันมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นเธอต้องเชื่อว่าเธอกับหวงิจะต้องมีความสุขเหมือนคู่ของเราอย่างแน่นอน พี่ยังเชื่ออีกว่าอีกไม่นานหวงิจะหายป่วย เธอเคยบอกว่าหวงิเรียนหนังสือเก่งมากไม่ใช่เหรอ พี่ว่าในอนาคตหวงิจะต้องเป็คนเก่งและมีชื่อเสียงมากแน่ๆ ถึงตอนนั้นมีแต่เธอที่ต้องกลับมาขอบคุณพ่อกับแม่ของเราที่พวกเขาเลือกเ้าบ่าวให้เธอไม่ผิดตัว”
จูจื่อหลินมองพี่สาวกับพี่เขยแล้วยิ้ม หากเป็เมื่อก่อนเธอคงไม่เชื่อคำพูดของพี่สาว แต่หลังจากที่เธอได้ยินคำพูดของเสิ่นต้าไห่ รวมถึงพี่สาวได้ไปทวงเงินค่าจ้างมาจากเสิ่นต้าไห่ได้ตั้งยี่สิบหยวน ย่อมหมายความว่าพี่สาวไม่ได้ชอบเสิ่นต้าไห่และพี่สาวไม่ได้ทำผิดกับพี่เขย ไม่อย่างนั้นพี่เขยจะรักและเอาใจใส่พี่สาวมากขนาดนี้ได้อย่างไร
“ฉันก็หวังว่าฉันจะโชคดีเหมือนพี่ แต่ยังไงเื่นี้มันก็ยังเร็วเกินไป เอาไว้ให้ฉันกับหวงิบรรลุนิติภาวะก่อน ถึงตอนนั้นถ้าเขายังไม่เปลี่ยนใจ ฉันก็จะไม่เปลี่ยนใจจากเขาเหมือนกัน” จูจื่อหลินจับมือพี่สาว “พี่เสี่ยวลี่ เมื่อก่อนฉันต้องขอโทษด้วยที่ฉันเข้าใจผิดเื่ของพี่กับเสิ่นต้าไห่ ฉันควรจะเชื่อใจพี่ให้มากกว่านี้ เหมือนกับพี่เขยที่เชื่อในตัวพี่มาตลอด พี่คะ...ฉันขอโทษพี่ด้วยนะคะ”
“เธอจะขอโทษพี่ทำไม คนที่ต้องขอโทษควรเป็พี่มากกว่า เพราะข่าวลือเสียหายของพี่เกือบทำให้เธอพลาดงานแต่งที่ดีไปแล้ว” จูเสี่ยวลี่กอดน้องสาว “จื่อหลิน เธอเชื่อพี่นะ หวงิเป็คนดี พวกเธอสองคนต้องทำดีต่อกันให้มาก ในอนาคตชีวิตคู่ของพวกเธอจะต้องเป็ที่อิจฉาของใครหลายๆ คน ส่วนคนที่สบประมาทเราในวันนี้ วันหน้าพวกเขาจะอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าเราอย่างแน่นอน”
“คุณป้าหวงกับคุณลุงหวงดีกับฉันมาก หวงิก็ดีกับฉันมากเหมือนกัน ฉันสัญญาว่าฉันจะทำดีกับพวกเขา ส่วนเื่อนาคตก็ปล่อยให้มันเป็ไปตามธรรมชาติเถอะค่ะ”
“แม่สะใภ้! ฉันกับลูกชายมารับลูกสะใภ้กลับบ้านแล้ว!”
จูเสี่ยวลี่ยิ้มให้น้องสาว “ดูเหมือนแม่สามีของเธอจะมาแล้ว ไปเถอะ...พี่จะไปส่งเธอขึ้นรถเ้าบ่าวเอง”
พิธีส่งตัวเ้าสาวของจูจื่อหลินจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เพราะการแต่งงานครั้งนี้ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเป็การแต่งงานแก้เคล็ด ทั้งจูจื่อหลินกับหวงิก็ยังเป็เพียงเด็กหญิงเด็กชายอายุสิบสองปี ทั้งสองครอบครัวจึงไม่้าจัดงานให้เอิกเกริก ดังนั้นพ่อจูกับแม่จูจึงไม่ได้ตั้งโต๊ะจัดเลี้ยง ชาวบ้านที่มาแสดงความยินดีจึงได้รับแค่ลูกอมมงคลกลับไปเท่านั้น
ซ่งหย่วนสะกิดภรรยา “พ่อกับแม่ยังร้องไห้ไม่หยุดเลย คุณไปปลอบพวกเขาหน่อยสิ”
จูเสี่ยวลี่มองตามรถยนต์ของน้องสาวจึงไม่ได้สนใจพ่อกับแม่ เมื่อสามีบอก เธอจึงเดินยิ้มเข้าไปหาพวกเขา “พ่อคะ แม่คะ วันนี้เป็วันมงคลของจื่อหลินนะคะ พ่อกับแม่เอาแต่ร้องไห้ โบราณเขาถือว่าเป็ลางร้ายนะ”
“พูดอะไรของแก! ลางร้ายอะไรกัน” แม่จูตีแขนลูกสาวเบาๆ “ฉันไม่ได้ร้องไห้เสียใจ แต่ฉันร้องไห้เพราะฉันดีใจต่างหาก”
“ใช่ๆ พ่อก็ร้องไห้เพราะความดีใจ” พ่อจูรีบเช็ดน้ำตา
“พ่อกับแม่ไม่ต้องรู้สึกผิดกับเธอหรอกค่ะ เชื่อฉันสิว่าพ่อกับแม่เลือกเ้าบ่าวให้น้องไม่ผิดแน่นอน” จูเสี่ยวลี่เดินไปกอดแขนสามี “เหมือนฉันกับอาหย่วนไงคะ พ่อกับแม่ก็เลือกเ้าบ่าวให้ฉันไม่ผิดเหมือนกัน พวกเรารักกันมากขนาดไหนพ่อกับแม่ยังมองไม่เห็นอีกเหรอ จื่อหลินกับหวงิก็จะเป็เหมือนคู่ของเราค่ะ”
“ใช่ครับ” ซ่งหย่วนสนับสนุนคำพูดของภรรยา “ถึงตอนแรกการแต่งงานของเราอาจเป็แค่การแต่งงานแก้เคล็ด แต่ตอนนี้ผมกับลี่ลี่เป็สามีภรรยากันจริงๆ และเราก็มีความสุขกันมาก จื่อหลินกับหวงิก็ต้องเป็เหมือนเราแน่นอนครับ”
“เป็สามีภรรยากันจริงๆ แล้วอย่างนั้นเหรอ” แม่จูยิ้มกว้าง “อีกไม่นานฉันก็จะได้เป็ยายแล้วสิ”
“จริงเหรอ! อีกไม่นานฉันก็จะได้เป็คุณตาแล้วใช่ไหม” พ่อจูทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น “ฉันควรไปทำเปลเด็กหรือไม่ก็ไปทำของเล่นไม้ไว้รอต้อนรับหลานคนแรกของฉันแล้วสินะ”
ซ่งหย่วนกับจูเสี่ยวลี่ได้แต่หันมาสบตากันเพราะไม่คิดว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจความหมายของพวกเขาผิดไป
“เป็เพราะคุณเลย ดูสิพูดให้พ่อกับแม่เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว” จูเสี่ยวลี่กระซิบว่าสามี
“ถ้างั้นก็ปล่อยให้พวกเขาดีใจไปก่อน” ซ่งหย่วนบอก
“แล้วถ้าต่อไปพวกเขามาถามเื่ท้องกับฉันล่ะ” จูเสี่ยวลี่ทำหน้าลำบากใจ “ถ้าอีกเดือนสองเดือนฉันยังไม่ท้อง คุณคิดว่าพวกเขาจะเสียใจไหม ยังมีแม่คุณอีก ท่านก็อยากมีหลานแล้วเหมือนกัน”
“อย่าเพิ่งคิดมากสิ” ซ่งหย่วนจับมือภรรยา “ถ้าพวกเขามากดดันคุณ คุณก็บอกว่าร่างกายของคุณแข็งแรงดี แต่ปัญหามันอยู่ที่ผม หลังจากนั้นผมจะพาคุณเข้าไปในอำเภอ ผมจะบอกพวกเขาว่าผมจะไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย พวกเขาจะได้ไม่โทษคุณ แล้วผมจะใช้โอกาสนี้พาคุณไปเที่ยวในเมืองด้วยไง”
“แต่ถ้าพูดอย่างนั้นมันก็จะไม่ดีสำหรับคุณน่ะสิ ถ้ามีใครมาได้ยินพวกเขาจะหาว่าคุณไม่มีน้ำยาหรือเปล่า”
“ผมไม่สนคำพูดของคนอื่นหรอก” ซ่งหย่วนกระซิบบอกภรรยา “มีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยา ผมรอให้คุณมาพิสูจน์เองดีกว่า”
“ซ่งหย่วน! ทำไมคุณเอาแต่พูดทะลึ่งอย่างนี้เนี่ย”
“ผมไม่ได้พูดทะลึ่งนะ ผมพูดความจริงอยู่ต่างหาก เพราะมีแค่คุณคนเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าผมมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยา หรือคุณจะให้ผมไปพิสูจน์กับคนอื่นดูล่ะ ถ้าเป็อย่างนั้นคุณอย่ามาร้องไห้กับผมเชียวนะ” ซ่งหย่วนพูดจบก็วิ่งหนี
“ซ่งหย่วน! คุณอย่าวิ่งหนีนะ กลับมาพูดกันให้รู้เื่ก่อน คุณอยากไปพิสูจน์กับใคร” จูเสี่ยวลี่วิ่งตามสามี
พ่อจูกับแม่จูไม่ได้ยินว่าลูกสาวกับลูกเขยพูดอะไรกัน แต่ดูจากท่าทางแล้วคิดว่าลูกสาวกับลูกเขยคงกำลังหยอกล้อกันอยู่ สองสามีภรรยาหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างพอใจ ในเมื่อลูกสาวคนโตกับลูกเขยยังมีความสุขกันมากขนาดนี้ อย่างนั้นลูกสาวคนเล็กก็คงจะมีความสุขเหมือนกัน
“ข้าวสาลีก็ปลูกเสร็จแล้ว ผักในสวนหลังบ้านก็ปลูกแล้ว งานในไร่ในนาก็ไม่เหลืออะไรให้ทำแล้วเหมือนกัน ถ้างั้นเรามาเตรียมของสำหรับวันปีใหม่กันเถอะ” แม่ซ่งหันไปถามลูกสะใภ้ “ลี่ลี่ ปีนี้หนูอยากกินอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า เดี๋ยวปีใหม่นี้แม่จะทำขึ้นโต๊ะให้”
“แม่ไม่ต้องเตรียมอะไรเป็พิเศษให้หนูหรอกค่ะ ที่บ้านเราเคยทำยังไงแม่ก็ทำอย่างนั้นนั่นล่ะ” จูเสี่ยวลี่ตอบ
“ไม่ได้สิ ปีนี้เป็ปีใหม่ปีแรกที่หนูมาอยู่กับครอบครัวเรา แม่อยากทำอาหารแบบที่หนูชอบ” แม่ซ่งทำท่าคิด “แม่จำได้ว่าตอนเด็กๆ หนูชอบกินขนมไข่ งั้นแม่ทำขนมไข่ขึ้นโต๊ะด้วยก็แล้วกัน”
“โอ้โห...แม่ถึงกับจะทำขนมไข่ให้พี่สะใภ้โดยเฉพาะเลยเหรอครับ” ซ่งเจ๋อทำหน้าน้อยใจ “เมื่อก่อนตอนที่ผมบอกให้แม่ทำขนมไข่ให้กิน แม่ก็เอาแต่บอกว่าแม่ไม่อยากเอาแม่พิมพ์เหล็กออกมาให้คนเห็นเพราะกลัวจะมีคนมาขโมย คราวนี้เพื่อพี่สะใภ้ แม่ถึงกับยอมเอาแม่พิมพ์เหล็กออกมาใช้แล้ว แม่ลำเอียงรักแต่พี่สะใภ้จริงๆ”
“ลูกสะใภ้ก็เหมือนลูกสาว ฉันก็ต้องดูแลเธอให้ดีสิ” แม่ซ่งพูดจบก็หันไปยิ้มกับลูกสะใภ้ “หนูไม่ต้องไปฟังคำพูดไร้สาระของเ้าน้องชายตัวแสบหรอก เขาแค่แกล้งน้อยใจไปอย่างนั้นเอง”
“ขอบคุณนะคะแม่ หนูจำได้ว่าขนมไข่สูตรของแม่อร่อยที่สุดเลยค่ะ” จูเสี่ยวลี่ยิ้มดีใจ แต่ในใจเธอกลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ในความฝันไม่ได้บอกว่าการรื้อระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะจัดขึ้นในปีไหน แต่ถ้าถึงตอนนั้นเธอก็อยากจะเข้าร่วมการสอบด้วย เพราะถ้าซ่งหย่วนสอบติดหมอ เขาก็ต้องเดินทางเข้าไปเรียนในเมืองหลวง เธอจะไม่รอเขาอยู่บ้านเฉยๆ หรอก เธอต้องตามเขาไปให้ได้ และถ้าโชคดีเธอสอบติดมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ก็เท่ากับที่บ้านจะมีภาระเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเธอต้องปรึกษาสามีเพื่อหาเงินเตรียมไว้
“คุณเป็อะไรไป ทำไมอยู่ดีๆ ก็ทำหน้าเครียดอย่างนั้นล่ะ ถ้าไม่ชอบขนมไข่ก็ให้แม่ทำอย่างอื่นได้” ซ่งหย่วนบอกภรรยา
“ไม่ใช่เื่นั้นหรอกค่ะ ฉันแค่นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เอาไว้กินมื้อค่ำเสร็จแล้วเรากลับห้องกัน ฉันมีเื่อยากปรึกษาคุณ”
แม่ซ่งเห็นลูกชายกับลูกสะใภ้กระซิบกันอยู่จนหน้าของทั้งคู่แทบจะติดกันแล้ว เธอยิ้มอย่างดีใจที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็ไปในทิศทางที่ดี “ไปๆ พวกเธอสองคนกลับห้องไปได้แล้ว ส่วนจานชามที่วางอยู่ก็ให้อาเจ๋อจัดการไป กลับห้องแล้วก็อย่าให้เสียเวลาล่ะ แม่อยากอุ้มหลานจะแย่แล้ว”
ซ่งเจ๋อได้ยินถึงกับสำลัก “แม่! พูดอะไรก็เกรงใจเด็กอย่างผมบ้างสิ ผมเพิ่งอายุสิบสามปีเองนะ ทำไมแม่เอาแต่พูดเื่ให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้มีหลานต่อหน้าผมตลอดเลย”
แม่ซ่งเบ้ปาก “เด็กอะไรกัน สมัยที่ฉันยังสาว อายุเท่านี้พ่อแม่ก็หาคู่หมั้นไว้รอแล้ว ผู้ชายอายุสิบห้าสิบหกปีก็มีลูกกันแล้ว”
“ก็นั่นมันเมื่อก่อน แต่ตอนนี้มันไม่เป็อย่างนั้นแล้วนี่ครับ”
“แกอย่ามาพูดให้ฉันอารมณ์เสียไปหน่อยเลย” แม่ซ่งไม่สนใจลูกชายคนเล็กแต่หันไปพูดกับลูกชายคนโตแทน “แกพาลี่ลี่กลับห้องเถอะ แล้วก็ทำหน้าที่ลูกผู้ชายให้ดีด้วยล่ะ ถ้าปีหน้าฉันยังไม่ได้อุ้มหลาน ฉันจะไล่แกออกจากบ้านจริงๆ ด้วย”