ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 88 อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้า

           อั้นชิงซงกระโจนฝ่าฝูงชนพุ่งตรงเข้าไปหาตู้เจิ้นอู่ง้างแขนข้างหนึ่งแล้วเหวี่ยงพลังหมัดออกไปพร้อมกับความแค้นเก่าที่รอวันชำระเขาเลือกโจมตีบ้านสกุลตู้อย่างไม่ลังเล หากให้เปรียบดูแล้ว ขณะนี้เขาอยากจะจัดการบ้านสกุลตู้มากกว่า

           “อั้นชิงซงเจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอหรอกนะ!”

           ตู้เจิ้นอู่เองก็ปล่อยพลังหมัดออกมาพลังปราณโถมออกมาอย่างกระหน่ำ พลังหมัดสองพลังปะทะกัน เกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นรอบๆ โดนพลังซัดจนแตกกระจายเป็นชิ้นๆ

           ในช่วงเวลาเพียงพริบตาเบื้องหน้าของเยี่ยเป่าหลินก็มีเงาของสองคนปรากฏขึ้น ไป๋ซวี่หรูกับฉินจงฉยงกระโจนเข้ามาหาทั้งสามไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร งัดฝีมือสุดตัวมาประมือกันตรงๆ

           “นึกไม่ถึงว่าพวกเราจะได้ประลองฝีมือกันในเหตุการณ์เช่นนี้”

           ไป๋ไฉ่อีจ้องหน้าเยี่ยจื่อจินนางดึงกระบี่ออกจากปลอก เสียงโลหะกระทบกันดังวิ้ง

           “ข้าเองก็คิดไม่ถึง!”

           เยี่ยจื่อจินกำแส้ยาวรูปร่างพิสดารของนางไว้มั่นส่งพลังปราณเข้าสู่อาวุณ จากนั้นแส้ก็มีประกายแสงส่องวับออกมา

           “ซู่ๆ!”

           สองคนจ้องตากันจากนั้นเงาของทั้งสองคนก็เริ่มขยับพร้อมกัน ฝ่ายหนึ่งร่ายรำแส้ยาวอีกฝ่ายหวดกระบี่ยาวเตรียมโจมตี อักษรยันต์ไหลเวียนออกมาปริมาณมากมายพร้อมกับพลังปราณ

           “ตึงโครม!”

           เสียงต่อสู้ฆ่าฟันดังสนั่นไปทั่วเมืองสือเฉิงพลังปราณลุกโชนไปถึงท้องฟ้า เกิดลมพัดแรงสาดไปทั่ว

           “เมืองสือเฉิงเกิดการปฏิวัติแล้ว”

           “ไม่รู้ว่าบ้านสกุลเยี่ยจะต้านทานไหวหรือไม่!”……

           ในเมืองสือเฉิงสายตาของประชาชนจำนวนมากจับจ้องกันไปที่ท้องฟ้าจุดศูนย์กลางของ เมืองสือเฉิงขณะนั้นกำลังมียอดฝีมือทั้งสี่คนทำสงครามกันอย่างดุเดือดพลังอาฆาตและกลิ่นอายของการฆ่าฟันฟุ้งตลบอบอวลไปถึงท้องฟ้า

           ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรทุกคนต่างรู้ดีว่าเมืองสือเฉิงกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แรงกดดันที่เก็บกดไว้กันมานานในที่สุดก็ปะทุขึ้นมา หลังจากวันนี้ไป เมืองสือเฉิงจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วเพราะกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น …………

           เซ่าฝู่ก้าวผ่านประตูศิลาเดินผ่านทางเดินที่ดูโบราณคร่ำครึก้าวขึ้นบันไดไปถึงห้องศิลาขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง รอบห้องล้วนเป็นก้อนศิลาเรียงร้อยกันมากมายเป็นเพียงห้องธรรมดาไม่มีอะไรวางประดับอยู่เลย

           เพียงแต่เมื่อตู้เซ่าฝู่เพิ่งมองเข้าไปในห้องรูม่านตาของเขาก็หดลงทันใดด้วยความตกใจ

           ภาพที่ตู้เซ่าฝู่เห็นคือสิงโตตัวหนึ่งขนาดหลายเมตรท่าทางสง่าดูมีบารมีผิวบนตัวมันดูหย่อนคล้อยทำให้ความสง่าน่าเกรงขามถูกความเหี่ยวชราของอิดโรยทำให้ดูหมอง

           แววตาเป็นประกายของสิงโตตัวนี้ ทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกถึงความแข็งแกร่งและคลื่นพลังเหนือล้ำกว่าสิ่งใดๆรัศมีในตัวของมันก่อให้เกิดความกดดันในใจขึ้นมาอย่างแปลกๆร่างกายของเขาตอบสนองด้วยการขับเหงื่อออกมาทั่วร่าง

           ทว่าความรู้สึกไม่สบายใจและกดดันก็หายไปจากใจของตู้เซ่าฝู่ได้อย่างรวดเร็วโลหิตสีทองอ่อนๆ ที่ไหลเวียนในกายของเขาแผ่ปราณที่น่าเกรงขามออกมามันช่วยสยบความดุดันของพลังปราณที่แผ่ออกมาจากสิงโตตัวนี้ได้บ้าง

           หากตู้เซ่าฝู่ไม่พยายามสะกดลมปราณนี้ไว้พลังปราณแปลกปลอมที่ผสมอยู่ในโลหิตและชีพจรของเขาคงโถมกระโจนออกไปหาสิงโตตัวนี้

           “อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้า!”

           ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจเมื่อเห็นจากสัญชาตญาณและดูจากลมปราณ สิงโตไม้ใกล้ฝั่งตัวนี้ต้องเป็นอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าของบ้านสกุลเยี่ยที่คอยปกปักรักษาเมืองสือเฉิงตนนั้นแน่อสูรตนนี้คืออสูรที่ผู้คนให้ความเคารพ เป็นพญาอสูรที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

           “เป็นมนุษย์ที่ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน มีลมปราณของตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองถือว่าช่างโชคดีจริงๆ ทว่าหากตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองรู้ว่ามีมนุษย์ที่สามารถฝึกวิชาของพวกมันได้พวกมันคงไล่สังหารเจ้าพลิกแผ่นดินแน่”

           สิงโตหมอบกับพื้นสองตาเปิดเล็กน้อย มันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้คำพูดของมันเป็นเสียงเหมือนมนุษย์ผู้เฒ่าคนหนึ่ง เป็นเสียงแหบๆ

           อสูรเมื่อถึงขั้นพญาอสูรแล้วจะสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ตำนานว่ากันว่าอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าของบ้านสกุลเยี่ยบรรลุขั้นพญาอสูรนานแล้วดังนั้นการที่มันสามารถพูดแบบมนุษย์ได้ ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใดทว่าสนใจในตัวมัน รู้สึกตื่นเต้นที่มีอสูรที่เก่งกาจปรากฏอยู่ต่อหน้าตน

           “ข้าน้อยคารวะท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้า ขอขอบพระคุณที่ท่านช่วยเหลือข้า”

           พลังอันดุดันที่แผ่คลุ้งเริ่มจางหายไป ตู้เซ่าฝู่เดินเข้ามาในห้องศิลาก้มศีรษะคารวะอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่หมอบอยู่บนพื้นอย่างนอบน้อม

           “เรื่องง่ายนิดเดียวสำหรับข้า ไม่ต้องขอบคุณมากมายหรอก”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าค่อยๆ แหงนหน้ามองตู้เซ่าฝู่ช้าๆแววตาของมันราวกับคุณปู่ที่ชราภาพกำลังมองดูหลานของตัวเอง มันพูดด้วยน้ำเสียงแหบๆทว่าเปี่ยมด้วยพลัง เอ่ยถามว่า “ข้าสงสัยมากเหตุใดเจ้าจึงสามารถฝึกวิชาฝึกฌานของตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้?”

           “ข้าน้อยก็ไม่ทราบอาจเป็นเพราะพรหมลิขิตโชคชะตา ที่จริงมาถึงตอนนี้ ข้าน้อยก็ยังไม่เข้าใจตอนแรกข้าน้อยคิดว่าจะตายแล้ว แต่พอตื่นขึ้นมาพบว่าตนยังไม่ตายทั้งยังสามารถฝึกวิชาฝึกฌานของตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้อีก”

           ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้ปกปิดอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าแต่ก็ไม่ได้พูดความจริงออกไปทั้งหมด

           “ใช่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากจริงๆ”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าราวกับคิดอะไรออกหลังจากนิ่งครุ่นคิดไปสักครู่ มันก็จ้องไปที่ตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง เอ่ยถามว่า “เจ้าหนู เจ้าไม่กลัวข้าหรือ?”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม กล่าวตอบไปว่า “ทำไมต้องกลัวด้วย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบผู้ที่แข็งแกร่งเช่นท่านข้ารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย”

           “เจ้าหนูคนนี้เป็นมนุษย์ที่แปลกพิลึกจริงๆคุยด้วยแล้วสนุกกว่านางหนูจื่อจินเยอะเลย นางหนูคนนั้นเคร่งเครียดเกินไป”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าท่าทางเหมือนผู้เฒ่ามนุษย์คนหนึ่งมันใช้ดวงตาของมันยิ้มให้ จากนั้นมันก็มองตู้เซ่าฝู่ต่อพร้อมกับเอ่ยถามว่า “เจ้าเคยได้ยินเรื่องข้าหรือไม่?”

           “เคยได้ยิน”

           ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า กล่าวว่า “ข้าเคยได้ยินจากท่านลุงใหญ่ ท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าเป็นผู้ปกปักรักษาเมืองสือเฉิงมาโดยตลอดหลายปีมานี้ที่ราชาอสูรมากมายในเทือกเขาอสุรกายไม่กล้าย่างกรายเข้ามาในเมืองสือเฉิงคนจากภายนอกเมืองสือเฉิงที่คิดจะมาฉวยโอกาสจากเมืองสือเฉิงไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามทั้งหมดเป็นเพราะว่ามีท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าคอยพิทักษ์”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าเงียบจ้องมองตู้เซ่าฝู่สักพักใหญ่ทันใดก็พูดว่า “มนุษย์ที่รู้จักรำลึกถึงความหลังเช่นเจ้ามีไม่เยอะหรอก”

           “ท่านลุงใหญ่ของข้าเป็นคนดีทำอะไรจริงใจตรงไปตรงมาเป็นคนซื่อสัตย์ทั้งชีวิต” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า

           “แล้วท่านลุงใหญ่ได้บอกเจ้าหรือไม่ข้าใกล้จะตายแล้ว คงฝืนต่อไปได้ไม่นานแล้ว?” อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าเอ่ยถามตู้เซ่าฝู่

           “บอกแล้วขอรับ”

           ตู้เซ่าฝู่จ้องมองอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ากล่าวว่า “ท่านลุงใหญ่ของข้าบอกว่าสุดยอดอสูรระดับขั้นสูงเฉกเช่นท่าน กระดูกหายากในตัวท่านเป็นมหาสมบัติโลหิตสกัดเองก็เป็นมหาสมบัติ เมื่อท่านจากโลกนี้ไป พอถึงตอนนั้นจะทำให้เมืองสือเฉิงเกิดความวุ่นวายหลายปีมานี้ มีหลายคนที่รอคอยและเตรียมตัวเพื่อวันนี้มาตลอดหากใครได้สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ไปครองจะได้รับประโยชน์มหาศาลอย่างที่ไม่อาจหาจากที่ไหนได้เลย”

           “ใช่ต่างอยากได้ร่างของข้ากันจนตัวสั่น”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าเงยหน้าขึ้นมายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์“งั้นเจ้าล่ะ เจ้าอยากได้กระดูกหายากและโลหิตสกัดในตัวข้าหรือไม่หากเจ้าได้กระดูกหายากและโลหิตสกัดในตัวข้าไปจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าอย่างใหญ่หลวงเชียวนะ”

           ตู้เซ่าฝู่ตกใจวูบ เขาจ้องมองอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าด้วยความตะลึงสักครู่หนึ่งจากนั้นทำสีหน้าเศร้าสลดออกมา และเอ่ยเบาๆ ว่า “พูดตามตรงหากบอกว่าไม่อยากได้คือการพูดปดกระดูกหายากและโลหิตสกัดในตัวท่านเป็นสิ่งที่ขนาดปรมาจารย์ยอดฝีมือทั่วหล้าต่างโหยหาแล้วข้าจะยับยั้งจิตใจไม่ให้คิดใดๆ กับความน่าหลงใหลนี้เลยได้อย่างไร ทว่า ……”

           ตู้เซ่าฝู่ชะงักไปครู่หนึ่ง มองอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าพร้อมกับพูดต่อว่า“แต่ข้าเป็นคนของเมืองสือเฉิงดังนั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะอยากได้กระดูกหายากและโลหิตสกัดในตัวของท่านหากข้าไม่ใช่คนของเมืองสือเฉิง ข้าต้องอยากแย่งชิงด้วยแน่แต่ให้ต้องใช้วิธีที่ไม่ซื่อตรงก็ตามแต่”

           “เพราะเหตุใด?” อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าท่าทางดูสนใจขึ้นมา

           ตู้เซ่าฝู่มองไปที่สิงโตชราที่หมอบที่พื้นแสดงสีหน้าจริงจัง เอ่ยว่า “ท่านช่วยพิทักษ์เมืองสือเฉิงมานานขนาดนี้คือผู้ที่มีบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อเมืองสือเฉิง ท่านเองก็มีบุญคุณต่อข้าโดยตรงด้วยจะมาคิดแย่งชิงกระดูกหายากและโลหิตสกัดในตัวท่านได้อย่างไร”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าจ้องตู้เซ่าฝู่ตาไม่กะพริบเมื่อผ่านไปสักครู่จึงพูดต่ออีกครั้ง “เป็นเด็กมนุษย์ที่แปลกพิสดารจริงๆนึกไม่ถึงว่าช่วงเวลาที่ข้าใกล้หมดลม จะได้มีโอกาสพบเด็กแปลกประหลาดเช่นนี้เสียดายที่ข้าคงไม่สามารถพิทักษ์เมืองสือเฉิงได้อีกต่อไปแล้ว”

           “ท่านอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าไม่มีวิธีใดเลยหรือที่ทำให้ท่าน……”

           นัยน์ตาของตู้เซ่าฝู่สั่นไหวมองไปที่สิงโตที่หมอบอยู่ที่พื้นตัวนั้นในใจเขารู้สึกเหมือนกำลังมองผู้เฒ่าไม้ใกล้ฝั่งที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจแต่ลูกหลานต่างคิดจะแย่งชิงทรัพย์สมบัติตกทอดกัน แต่ละคนต่างหวังอยากให้เขารีบตายๆไป

           ขณะนี้เองอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าก็ยังคงเป็นห่วงเมืองสือเฉิงอยู่ราวกับผู้เฒ่าที่กำลังใกล้ตายคนหนึ่งที่เป็นห่วงคนรุ่นหลังเป็นความทุกข์ใจที่น่าสลดแนวเดียวกัน

           “ไร้หนทางแล้ว บ้านสกุลเยี่ยพยายามสุดความสามารถแล้วเมื่อตอนนั้นข้าได้รับบาดเจ็บมากเกินไป ตอนนี้ก็ใกล้ถึงอายุขัยของข้าแล้วไม่มีแรงจะฝืนชะตาสวรรค์แล้ว ตอนนี้ทุกอย่างสำหรับข้ากำลังจะสิ้นสุดแล้ว” อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าพูดขัดจังหวะการพูดของตู้เซ่าฝู่ แววตาเลื่อนลอย

           ตู้เซ่าฝู่มองดูสิงโตที่หมอบกับพื้นตัวนี้เงียบๆเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ เขาจึงอยู่เงียบๆ เป็นเพื่อนผู้เฒ่าใกล้สิ้นใจคนนี้บรรยากาศตรงนี้อึดอัดและน่าเศร้าหมอง

           ผ่านมาพักใหญ่ อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าก็เปิดปากคุยกับตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง“เจ้าหนู เจ้าเป็นคนที่มีธรรมดาจริงๆหลายปีมานี้เจ้าเป็นหนึ่งในสองคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดที่ข้าพบในเมืองสือเฉิงข้าว่าพรสวรรค์ของเจ้า น่าจะมีมากกว่าคนแรกเสียอีก อสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองเป็นตระกูลอสูรที่สุดยอดที่สุดตระกูลหนึ่งต้องมีสักวันที่เจ้าจะสามารถสยายปีกเหินทะยานบนท้องฟ้าแข็งแกร่งกว่าใครๆ ได้

           แต่ว่าเจ้าก็ต้องจำไว้ก่อนที่เจ้ายังไม่แข็งแกร่งจนถึงที่สุด ห้ามเปิดเผยว่าเจ้าฝึกวิชาฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมิเช่นนั้นจะต้องมีมนุษย์จำนวนมากและอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไล่ล่าปลิดชีวิตเจ้า”

           “ขอบคุณที่ท่านตักเตือน” ตู้เซ่าฝู่ก้มคำนับ

           “เอาล่ะเจ้าอยู่คุยกับข้ามานานพอแล้ว ไม่มีคนมาคุยกับข้าแบบนี้นานแล้ว ที่จริงนอกจากท่านผู้นั้นของบ้านสกุลเยี่ยที่ข้าคุยด้วยบ่อยๆ ข้าก็ไม่ค่อยชอบสนทนากับมนุษย์สักเท่าไรอาจเพราะเจ้ามีลมปราณของตระกูลอสูรอย่างพวกข้า เลยรู้สึกคุ้นเคยกว่าล่ะมั้ง”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่หมอบอยู่เริ่มขยับตัวเล็กน้อยมองตู้เซ่าฝู่พร้อมกล่าวว่า “ตอนนี้ด้านนอกกำลังฆ่าฟันกันจนเลือดนองเจ้าเองก็ไปชมเหตุการณ์ระทึกนี่บ้างสิ จะได้ฝึกฝนอีกหน่อยแบบนี้จะมีประโยชน์ต่อเจ้าในอนาคตอย่างมาก!”

           “ฆ่าฟันกันจนเลือดนอง?”

           ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็รู้สึกตกใจ

           “ซู่ๆ……”

           ขณะที่ตู้เซ่าฝู่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกประกายแสงไฟฟ้าห่อหุ้มและดูดเข้าไปในห้วงมิติในอากาศ ……

           “ตึงโครม!”

           ลานนอกบ้านสกุลเยี่ยผู้คนกำลังปะทะกันด้วยพลัง เกิดแสงพลังวิบวับ เสียงชนกระแทกดังโครมครามไปทั่วพร้อมกับบรรยากาศที่ท้องฟ้าอึมครึมด้วยเมฆและมีสายฟ้าแลบเป็นระยะๆ

           “แกว่ก”

           “โฮก!”

           อสูรในกองทัพผลัดกันร้องคำรามเกิดเป็นเสียงที่น่ากลัวจนใจสั่น

           พลเมืองสือเฉิงมองท้องฟ้าจากที่ไกลๆกลิ่นอายของสงครามนองเลือดแผ่ซ่านออกมาทั่ว เกิดเสียงโหยหวนและฆ่าฟันดังไปทั่วเมืองสือเฉิง

           “ปึงๆ!”

           เยี่ยเป่าหลินแม้มีความสามารถเหนือกว่าฉินจงฉยงและไป๋ซวี่หรูทว่าเมื่อทั้งสองร่วมมือกันรุมโจมตี เยี่ยเป่าหลินก็ต้านทานพลังโจมตีของสองคนที่กระหน่ำมาพร้อมกันไม่ไหวหลังจากประมือกันไปราวๆ สิบกระบวนท่า ในที่สุดเขาก็ถูกพลังฝ่ามือของฉินจงฉยงโจมตีจนกระเด็นบาดเจ็บจนพ่นโลหิตสดออกมา

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน