บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 42 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 10

            ได้ยินคำพูดของกวี เซสฟิสโมโหโกรธา

            “อย่ามาตลกนะเว้ย !!” กระนั้นเซลฟิสยังยืนกรานอย่างหนักแน่น “ศาสตร์หมอผีเป็นศาสตร์เฉพาะที่เน้นการสร้างคำสาปใส่ศัตรู ไม่ได้มีพลังในการสร้างปีศาจแบบแก !!”

            คำอธิบายของเซลฟิสชี้แจงถึงหลายสิ่ง ซึ่งกวีเองก็สงสัยมาตั้งนานแล้ว

            .

            < เพราะแบบนี้สินะ ทักษะในตำนานอย่างทักษะระดับผู้กล้าของเราจึงทำได้แค่เพียงลดความเร็วศัตรู >

            .

            เขาครุ่นคิด สอดคล้องกับสิ่งที่โอเกอร์เคยกล่าว ว่าช่างน่าเสียดาย เพราะกวีมีทักษะและพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ กระนั้นกลับได้รับศาสตร์หมอผี มิใช่ว่าศาสตร์หมอผีด้อยค่า ทว่ากลับเป็นเพราะศาสตร์นี้มิอาจสร้างความเสียหายแก่ศัตรูได้เลยแม้แต่น้อย การสนับสนุนจากแนวหลังจึงเหมาะสมกับศาสตร์หมอเป็นที่สุด

            แต่หากเป็นเช่นนั้น แล้วทักษะควบคุมศพที่เขาถือครองอยู่คือสิ่งใดกันล่ะ ?

            ท่ามกลางคำถามที่ผุดขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล แววตาของเซลฟิสและพวกพ้องกลับตกอยู่ในความหวาดกลัว 

            กวีเผยยิ้มอย่างเริงร่า “ช่างแม่งเถอะ เรื่องพวกนั้นค่อยคิดทีหลังก็ได้ แต่สำหรับตอนนี้ คงต้องจัดการพวกหมูโสโครกให้หมดสิ้นไปก่อน” เมื่อวาจาสิ้นสุดลง แววตาเขาจึงจดจ้องไปข้างหน้า ส่งจิตสังหารแรงกล้าแผ่ขยายไปทั่วทั้งพื้นที่ 

            “ค่ะ- ฆ่ามันซะ !!” เซลฟิสเปล่งเสียงตะโกนดังลั่น เพียงพริบตาที่สัมผัสจิตสังหารกลับทำให้เขาตัวสั่น 

            เมื่อสิ้นเสียงสั่งการ เหล่าพวกทหารนับร้อยจึงพุ่งทะยานเข้ามาหาอย่างบ้าคลั่งพร้อมอาวุธครบมือ

            “อืม เอาไงดีล่ะ ชั้นควรตั้งชื่อแกว่าอะไรดี จะตั้งว่าบารากะก็คงไม่ได้ เพราะแค่ได้ยินชื่อมันก็น่าหงุดหงิดใจแล้ว” 

            แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางดงศัตรู ถึงกระนั้น กวีกลับมีท่าทีนิ่งเฉย ราวกับเสียงกระทืบเท้ากับพื้นดินทั้งหลายเป็นเพียงเสียงกระซิบ 

            “กวี เราจะทำยังไงดี ?!!” แมรี่เอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน ท่ามกลางศัตรูนับร้อยชีวิต กระนั้นกวีกลับเอามือเท้าคางประหนึ่งกำลังครุ่นคิด “ถ้าจะนึกถึงก็อปลิน มันก็น่าจะมีไม่กี่ชื่อ..” เขาพึมพำอยู่เพียงลำพังราวกับคนบ้า

            ศัตรูเข้ามาใกล้ เสียงคำรามดังลั่น หากไม่เร่งลงมือ อีกไม่นานพวกเขาจะสิ้นชีวิตโดยมิอาจเลี่ยงหลีก 

            “อะไรของเจ้านี่กันเนี่ย จู่ ๆ ก็เงียบไปซะได้ !!” เรเชลเร่งเปิดหนังสือ เธอเตรียมตัวร่ายมนตร์ เช่นเดียวกับทุกคน พวกเขาจำต้องทำอะไรสักอย่าง 

            ในทันใดนั้น..

            “คิดออกแล้ว !!” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง พร้อมมือขวายื่นออกไปข้างหน้าพลางชี้นิ้วไปที่เซลฟิสพร้อมทั้งรอยยิ้ม

            “จงทำลายโล่ที่มันภูมิใจนักภูมิใจหนาซะ..”

            ‘กอลัม’

            สิ้นเสียงสั่งการจากกวี สิ่งมีชีวิตปริศนาจึงวิ่งทะลุผ่านกองทัพศัตรูอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างหยุดยั้งฝีเท้าในฉับพลัน ยืนตัวสั่นคล้ายกับว่าแผ่นดินกำลังเริงระบำ

            “มันเล็งมาที่ชั้นงั้นรึ ?!!” เซลฟิสแปรเปลี่ยนสีหน้าเมื่อเห็นว่าศัตรูกำลังพุ่งทะยานเข้ามาใกล้ “ยั่วยุยิ่งยวด !!” เขาเร่งกางโล่และกล่าวเพื่อเรียกใช้งานทักษะ 

            “เข้ามาเลยไอ้กากเดน !!” เซลฟิสยังยืนกรานอย่างหนักแน่น โล่ของเขาจะไม่มีวันพังทลายลงได้ จนกระทั่งในท้ายที่สุด..

            “ตู้มมม !!”

            โล่ขนาดใหญ่แตกกระจายเมื่อปะทะกับกระบองกระดูก เพียงหนึ่งการโจมตีกลับบดขยี้ความภาคภูมิใจจนแหลกละเอียด “อ๊ากกก !!” เซลฟิสกรีดร้องพร้อมกับร่างกายได้ปลิวออกไปเพราะแรงปะทะ กระทบกับผนัง ณ อีกฟากฝั่ง กระอักเลือดออกมาพลางแสดงสีหน้าราวกับกำลังเจ็บปวด

            “หัวหน้า !!” เหล่าลูกน้องเร่งติดตามเข้าไปช่วย กระนั้นกลับถูกยับยั้งโดยบางสิ่งในหนึ่งเสี้ยววินาที

            “ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว” พลันกวีเรียกใช้งานทักษะ ศัตรูในระยะร้อยเมตรจึงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันมากล้น พวกเขาหยุดยั้งฝีเท้าของตน บางคนล้มลงเพราะไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงเพียงพอจะยืนได้อย่างมั่นคง 

            “ถ้าขยับ แกตาย ถ้ากล้าแตะต้องพวกของชั้น แกตาย” วาจาของกวีถูกเปล่งขึ้น มิใช่คำขอร้องหากแต่เป็นคำสั่ง ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน เพราะหากทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าตนกำลังเชื้อเชิญยมทูตให้มาพรากวิญญาณออกจากร่างไป 

            ณ อีกฟากหนึ่ง เซลฟิสกำลังพยายามลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตน ขณะเดียวกัน ข้างกายของเขาได้ปรากฏรูปลักษณ์ของปีศาจร้ายนามว่ากอลัมกำลังยืนนิ่งคล้ายคลึงกับรูปปั้น

            “นั่นแกใช่ไหมบารากะ ชั้นเซลฟิสไง ชั้นเป็นเจ้านายของแกนะเว้ย แกจำชั้นไม่ได้รึไงวะ ?!!” เซลฟิสเค้นเสียงเพื่อตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในดวงตาของเขาปรากฏอยู่เพียงความหวาดสะพรึง แม้จะมีจิตสังหารคล้ายคลึงกับบารากะ ทว่าเจ้าปีศาจร้ายตนนี้มิใช่บารากะ

            เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาคือกวี เมื่ออยู่ในระยะสายตา เขามองต่ำลงมาราวกับกำลังจ้องมองหนอนหรือแมลงชั้นต่ำ

            “ชั้นจะฆ่าแก” เซลฟิสเค้นเสียงเพื่อกล่าว ทว่ากลับเบาหวิวประหนึ่งเสียงกระซิบจากสายลม 

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวีจึงเผยยิ้มออกมาอย่างเริงร่าอีกครั้ง “ถ้าคิดว่าทำได้ ก็ลองทำดูสิ” วาจาถูกเปล่งขึ้นเพื่อท้าทายศัตรู แม้ตนจะล่วงรู้ได้เป็นอย่างดี ว่าสุดท้ายมันจะสูญเปล่าก็ตาม

            เซลฟิสหมดสภาพไปตามกาลเวลาที่ล่วงผ่าน เรี่ยวแรงของเขาค่อย ๆ หดหาย แขนขวาของเขาหักลงพร้อมกระดูกได้งอกเงยออกมาทะลุผิวหนัง

            ถึงกระนั้น ในแววตาของเซลฟิสกลับยังคงเต็มไปด้วยความเดือดดาล ในใจเฝ้าครุ่นคิดว่าตนจะต้องโค่นล้มกรีดดี้ลงให้จงได้!

            ช่างเป็นเรื่องน่าอนาถใจของเขา เพราะในความเป็นจริงแล้ว เซลฟิสสามารถเข้าสู่ลานประลองยุทธ์เหวินจินได้หากใช้เส้นสายของกรีดดี้ หากทำเช่นนั้น เงินทองจะมิใช่ปัญหาสำหรับเขา อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของตนและลูกน้องผ่านการฝึกฝนวิชาลับของสำนัก ถึงกระนั้น เขากลับปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด เหตุผลนั้นง่ายดายและมีเพียงสอง..

            ‘ทิฐิและความหยิ่งทะนง’

            ทันใดนั้น หยาดน้ำลายได้หลั่งไหลออกมาจากปากของกอลัม แววตาอันว่างเปล่าจดจ้องไปที่แขนขวาของเซลฟิส ประหนึ่งว่ากำลังสื่อถึงสิ่งใดสักอย่าง 

            “กอลัม นี่แก.. กำลังหิวสินะ ?” เสียงของกวีสร้างแรงสั่นสะท้านให้แก่เซลฟิสอย่างมากมายมหาศาล “เอาสิ กินซะสิ แต่ชั้นให้แค่แขนขวาข้างเดียวนะ” กวีกล่าวอีกครั้งพลางติดตลก ทว่าอีกฝ่ายกลับหวาดสะพรึงต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจนมิอาจส่งเสียงหัวเราะ

            กอลัมอ้าปากพลางจับแขนข้างขวาของเซลฟิส “ขอร้องล่ะ หยุดมันที !!” เสียงตะโกนดังก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่า เขาพยายามขยับ กระนั้นกลับไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงมากพอจะเคลื่อนไหว 

            ฟันของกอลัมประทับลงบนพื้นผิว ณ บริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน “ฉึ่บ-” กัดและฉีกกระชากจนเส้นเลือดใหญ่แตกขาด สายโลหิตจึงหลั่งไหลพร้อมเสียงกรีดร้องเริ่มต้นดังก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง

            “อ๊ากกก !!@#^%$!”

            เจ็บปวดอย่างถึงที่สุด ประหนึ่งกำลังได้รับการผ่าตัดโดยไร้ซึ่งยาสลบ 

            จนกระทั่งในท้ายสุด แขนข้างขวาของเซลฟิสหลงเหลืออยู่เพียงโครงกระดูก หยาดน้ำตาหลั่งไหล สีหน้าของเขาแตกสลายคล้ายกับคนตายทั้งเป็น

            ทุกคนต่างจ้องมองด้วยความสะอิดสะเอียน บางคนอ้วกออกมาจนหมดไส้หมดพุง บางคนเมินหน้าหนีเพราะมิอาจต้านทานไหว

            ถึงกระนั้น กลับไม่มีผู้ใดยินยอมเข้าช่วยหัวหน้าของพวกมัน ยืนนิ่งพลางเฝ้ามองดั่งที่กวีได้สั่งการ ช่างเป็นบรรดาลูกน้องที่พึ่งพาได้ในยามคับขันเสียจริงๆ

             ในขณะที่ชายชาตินักรบเยี่ยงเซลฟิสหลั่งน้ำตาออกมา กวีได้ก้มลงพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ไม่นึกว่าคนอย่างแกก็มีน้ำตาเหมือนคนทั่วไป ช่างน่าตกใจจริงๆ” เขากล่าวพลางติดตลก จึงส่งผลให้ความโกรธในจิตของเซลฟิสพลันเพิ่มทวีความเดือดดาลจนยากเกินจะหยุดยั้ง 

            “ไปตายซะไอ้ลูกหมา !!” เซลฟิสเปล่งเสียงตะโกนและถ่มน้ำลายรดหน้ากวี 

            ทันใดนั้น กวีได้เหลียวมองไปยังด้านซ้าย พบว่าบรรดาลูกน้องของเซลฟิสกำลังก้าวเดินเข้ามาหา 

            กวีเหลียวมองกลับไปยังพวกพ้องของเขา กระนั้นกลับไม่มีผู้ใดถูกจับเอาไว้เป็นตัวประกัน 

            “ต้องการอะไร ชั้นบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าถ้าขยับพวกแกตายน่ะ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม 

            “พวกแกจะช่วยชั้นสินะ !!” เซลฟิสกล่าวด้วยความปลื้มปีติ หากทุกคนรวมพลัง เพียงศัตรูไม่กี่ตนย่อมมิอาจเทียบเคียงพวกเขา 

            เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งกลับมิได้เป็นไปดั่งที่เซลฟิสคาดคิด 

            “แค่หัวหน้าก็พอใช่ไหม ?” หนึ่งในบรรดาพลทหารเริ่มกล่าว ซึ่งใจความกลับสั้นกระชับและตีความหมายได้เพียงหนึ่ง 

            ย่อมเป็นเรื่องสามัญธรรมดา มิตรภาพที่แลกเปลี่ยนได้ด้วยเงินย่อมดับสูญได้ง่ายดาย 

            เมื่อนั้นสีหน้าของเซลฟิสจึงแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นสีแดงก่ำซึ่งบ่งบอกถึงความโกรธแค้นอันเหลือล้นยากเกินพรรณนา “พวกแกคิดจะขายชั้นสินะ !!”

             ทุกคนต่างเบือนหน้าหนีไป ในขณะเดียวกันที่กวีกลับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างระรื่นชื่นบาน “ฮ่าๆ พวกของแกกำลังทรยศแกว่ะ !!”

            เสียงหัวเราะของกวีดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ วนเวียนอยู่ในหัวของเซลฟิสจนมิอาจหยุดยั้ง 

            ทันใดนั้น กวีจึงลุกขึ้นยืนพลางหันหน้าไปหาบรรดาลูกน้อง “งั้นก็พิสูจน์ซะว่าพวกแกยอมทิ้งหัวหน้าเพื่อแลกกับชีวิตของพวกแกจริงๆ” วาจาของเขาไม่ชัดเจน “แล้วต้องพิสูจน์ยังไงล่ะ ?” บรรดาลูกน้องของเซลฟิสจึงเริ่มต้นสงสัย 

            กวีเผยยิ้มอย่างชั่วช้าประหนึ่งตัวร้าย พร้อมเสียงของเขาได้สั่นไหวเพื่อเอ่ยขึ้นหนึ่งถ้อยคำ

            “ก็ง่ายนิดเดียว แค่พวกแก..”

            ‘ต้องกินเนื้อดิบ ๆ ของเจ้านี่ซะ’

            ทุกคนถึงกับอ้วกออกมาเมื่อสิ้นเสียงของกวี “พวกเราทำไม่ได้” พวกเขาล้วนปฏิเสธ คงไม่มีผู้ใดอยากกินเนื้อสดของมนุษย์ 

            “ทำไมกันล่ะ ทั้ง ๆ ที่พวกแกยังกินเนื้อของคุณจอสได้อย่างเอร็ดอร่อยแท้ๆ” กวีพูดจายอกย้อน มือขวาของเขากำดาบจนแน่นขนัด ริมฝีปากเริ่มสั่นไหวพร้อมกล่าวอีกว่า “ชั้นให้โอกาสพวกแกได้พิสูจน์ตัวเอง ทางเลือกมีแค่สองอย่าง จะปฏิเสธและตายด้วยน้ำมือของชั้น หรือจะกินเนื้อของไอ้โง่นี่และมีชีวิตอยู่ต่อ ลองคิดดูให้ดี ชั้นไม่ให้โอกาสครั้งที่สองแก่ใครหรอกนะ”

            เมื่อไร้ซึ่งเสียงตอบ กวีจึงทอดถอนหายใจและเตรียมปลิดชีพพวกมัน 

            เพียงแต่ว่า กลับผิดคาดไปจากที่คิด เมื่อบรรดาลูกน้องของเซลฟิสคว้ามีดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า เรียงรายกันเป็นแถวตอนลึกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย 

            “พวกแก.. คิดจะทำอะไร ?” เซลฟิสกล่าวด้วยสังหรณ์อันไม่น่าอาภรณ์ ดวงตาของเขาใกล้ถลนเลิ่กออกมา และแล้วในทันใดนั้น ชายคนแรกซึ่งอยู่ ณ ต้นแถวจึงเริ่มต้นก้าวเดินเข้ามาใกล้

            ห้วงเวลาได้ล่วงผ่านไป ขาทั้งสองข้างของเซลฟิสหลงเหลืออยู่เพียงโครงกระดูก สติของเขาราวกับใกล้เลือนหายไปได้ทุกเมื่อ หยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มแห้งเหือดปรากฏเพียงคราบ

            เซลฟิสกลายเป็นคนพิการ เขาหลงเหลือเพียงแขนซ้ายข้างเดียว กระนั้นกลับช่างน่าประหลาด ร่างกายของชายผู้นี้คงความแข็งแกร่งแม้จะเสียเลือดไปอย่างมากมายมหาศาล นับเป็นอีกหนึ่งความสามารถเมื่อผู้ฝึกฝนขัดเกลาพลังมานาจนกล้าแกร่ง

            “ถ้าชั้นรอดไปได้.. และถ้าเรื่องนี้ถึงหูน้องของชั้น.. พวกแกทุกตัวตายแน่..” 

            เซลฟิสเค้นแรงเพื่อเปล่งวาจาเป็นครั้งสุดท้าย เขามิได้หลงเหลือแรงมากพอจึงมิอาจหลั่งน้ำตาออกมา ทว่าความแค้นกลับฝังลึก แววตาของชายผู้ซึ่งกำลังจะตายปรากฏอยู่เพียงความเดือดระอุประดุจดังเปลวเพลิงจากนรกอเวจี

            พลันได้ยินเช่นนั้น กวีจึงย่อเข่าลง พลางยื่นหาเข้าไปหาในระดับสายตาของเซลฟิส 

            “นี่แกยังคิดจริง ๆ รึ ว่าแก..”

            ‘จะรอดกลับไปได้น่ะ’

            สิ้นเสียงว่ากล่าว กวีจึงลุกขึ้นยืน มือขวายกดาบขึ้นอยู่เหนือศีรษะ และครู่ต่อมาเพียงไม่นานนัก เขาจึงตวัดดาบเพื่อตัดคอของเซลฟิสให้ขาดสะบั้นออกจากร่างกาย

            “ไปขอโทษคุณจอสในนรกซะไอ้สวะ” เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งพร้อมศีรษะของศัตรูได้ขาดสะบั้น และแล้วในท้ายที่สุด บทสุดท้ายของเซลฟิสจึงจบลงด้วยความน่าอนาถอนาถา

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน