ได้ยินคำพูดของกวี เซสฟิสโมโหโกรธา
“อย่ามาตลกนะเว้ย !!” กระนั้นเซลฟิสยังยืนกรานอย่างหนักแน่น “ศาสตร์หมอผีเป็นศาสตร์เฉพาะที่เน้นการสร้างคำสาปใส่ศัตรู ไม่ได้มีพลังในการสร้างปีศาจแบบแก !!”
คำอธิบายของเซลฟิสชี้แจงถึงหลายสิ่ง ซึ่งกวีเองก็สงสัยมาตั้งนานแล้ว
.
< เพราะแบบนี้สินะ ทักษะในตำนานอย่างทักษะระดับผู้กล้าของเราจึงทำได้แค่เพียงลดความเร็วศัตรู >
.
เขาครุ่นคิด สอดคล้องกับสิ่งที่โอเกอร์เคยกล่าว ว่าช่างน่าเสียดาย เพราะกวีมีทักษะและพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ กระนั้นกลับได้รับศาสตร์หมอผี มิใช่ว่าศาสตร์หมอผีด้อยค่า ทว่ากลับเป็นเพราะศาสตร์นี้มิอาจสร้างความเสียหายแก่ศัตรูได้เลยแม้แต่น้อย การสนับสนุนจากแนวหลังจึงเหมาะสมกับศาสตร์หมอเป็นที่สุด
แต่หากเป็นเช่นนั้น แล้วทักษะควบคุมศพที่เขาถือครองอยู่คือสิ่งใดกันล่ะ ?
ท่ามกลางคำถามที่ผุดขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล แววตาของเซลฟิสและพวกพ้องกลับตกอยู่ในความหวาดกลัว
กวีเผยยิ้มอย่างเริงร่า “ช่างแม่งเถอะ เรื่องพวกนั้นค่อยคิดทีหลังก็ได้ แต่สำหรับตอนนี้ คงต้องจัดการพวกหมูโสโครกให้หมดสิ้นไปก่อน” เมื่อวาจาสิ้นสุดลง แววตาเขาจึงจดจ้องไปข้างหน้า ส่งจิตสังหารแรงกล้าแผ่ขยายไปทั่วทั้งพื้นที่
“ค่ะ- ฆ่ามันซะ !!” เซลฟิสเปล่งเสียงตะโกนดังลั่น เพียงพริบตาที่สัมผัสจิตสังหารกลับทำให้เขาตัวสั่น
เมื่อสิ้นเสียงสั่งการ เหล่าพวกทหารนับร้อยจึงพุ่งทะยานเข้ามาหาอย่างบ้าคลั่งพร้อมอาวุธครบมือ
“อืม เอาไงดีล่ะ ชั้นควรตั้งชื่อแกว่าอะไรดี จะตั้งว่าบารากะก็คงไม่ได้ เพราะแค่ได้ยินชื่อมันก็น่าหงุดหงิดใจแล้ว”
แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางดงศัตรู ถึงกระนั้น กวีกลับมีท่าทีนิ่งเฉย ราวกับเสียงกระทืบเท้ากับพื้นดินทั้งหลายเป็นเพียงเสียงกระซิบ
“กวี เราจะทำยังไงดี ?!!” แมรี่เอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน ท่ามกลางศัตรูนับร้อยชีวิต กระนั้นกวีกลับเอามือเท้าคางประหนึ่งกำลังครุ่นคิด “ถ้าจะนึกถึงก็อปลิน มันก็น่าจะมีไม่กี่ชื่อ..” เขาพึมพำอยู่เพียงลำพังราวกับคนบ้า
ศัตรูเข้ามาใกล้ เสียงคำรามดังลั่น หากไม่เร่งลงมือ อีกไม่นานพวกเขาจะสิ้นชีวิตโดยมิอาจเลี่ยงหลีก
“อะไรของเจ้านี่กันเนี่ย จู่ ๆ ก็เงียบไปซะได้ !!” เรเชลเร่งเปิดหนังสือ เธอเตรียมตัวร่ายมนตร์ เช่นเดียวกับทุกคน พวกเขาจำต้องทำอะไรสักอย่าง
ในทันใดนั้น..
“คิดออกแล้ว !!” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง พร้อมมือขวายื่นออกไปข้างหน้าพลางชี้นิ้วไปที่เซลฟิสพร้อมทั้งรอยยิ้ม
“จงทำลายโล่ที่มันภูมิใจนักภูมิใจหนาซะ..”
‘กอลัม’
สิ้นเสียงสั่งการจากกวี สิ่งมีชีวิตปริศนาจึงวิ่งทะลุผ่านกองทัพศัตรูอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างหยุดยั้งฝีเท้าในฉับพลัน ยืนตัวสั่นคล้ายกับว่าแผ่นดินกำลังเริงระบำ
“มันเล็งมาที่ชั้นงั้นรึ ?!!” เซลฟิสแปรเปลี่ยนสีหน้าเมื่อเห็นว่าศัตรูกำลังพุ่งทะยานเข้ามาใกล้ “ยั่วยุยิ่งยวด !!” เขาเร่งกางโล่และกล่าวเพื่อเรียกใช้งานทักษะ
“เข้ามาเลยไอ้กากเดน !!” เซลฟิสยังยืนกรานอย่างหนักแน่น โล่ของเขาจะไม่มีวันพังทลายลงได้ จนกระทั่งในท้ายที่สุด..
“ตู้มมม !!”
โล่ขนาดใหญ่แตกกระจายเมื่อปะทะกับกระบองกระดูก เพียงหนึ่งการโจมตีกลับบดขยี้ความภาคภูมิใจจนแหลกละเอียด “อ๊ากกก !!” เซลฟิสกรีดร้องพร้อมกับร่างกายได้ปลิวออกไปเพราะแรงปะทะ กระทบกับผนัง ณ อีกฟากฝั่ง กระอักเลือดออกมาพลางแสดงสีหน้าราวกับกำลังเจ็บปวด
“หัวหน้า !!” เหล่าลูกน้องเร่งติดตามเข้าไปช่วย กระนั้นกลับถูกยับยั้งโดยบางสิ่งในหนึ่งเสี้ยววินาที
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว” พลันกวีเรียกใช้งานทักษะ ศัตรูในระยะร้อยเมตรจึงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันมากล้น พวกเขาหยุดยั้งฝีเท้าของตน บางคนล้มลงเพราะไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงเพียงพอจะยืนได้อย่างมั่นคง
“ถ้าขยับ แกตาย ถ้ากล้าแตะต้องพวกของชั้น แกตาย” วาจาของกวีถูกเปล่งขึ้น มิใช่คำขอร้องหากแต่เป็นคำสั่ง ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน เพราะหากทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าตนกำลังเชื้อเชิญยมทูตให้มาพรากวิญญาณออกจากร่างไป
ณ อีกฟากหนึ่ง เซลฟิสกำลังพยายามลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตน ขณะเดียวกัน ข้างกายของเขาได้ปรากฏรูปลักษณ์ของปีศาจร้ายนามว่ากอลัมกำลังยืนนิ่งคล้ายคลึงกับรูปปั้น
“นั่นแกใช่ไหมบารากะ ชั้นเซลฟิสไง ชั้นเป็นเจ้านายของแกนะเว้ย แกจำชั้นไม่ได้รึไงวะ ?!!” เซลฟิสเค้นเสียงเพื่อตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในดวงตาของเขาปรากฏอยู่เพียงความหวาดสะพรึง แม้จะมีจิตสังหารคล้ายคลึงกับบารากะ ทว่าเจ้าปีศาจร้ายตนนี้มิใช่บารากะ
เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาคือกวี เมื่ออยู่ในระยะสายตา เขามองต่ำลงมาราวกับกำลังจ้องมองหนอนหรือแมลงชั้นต่ำ
“ชั้นจะฆ่าแก” เซลฟิสเค้นเสียงเพื่อกล่าว ทว่ากลับเบาหวิวประหนึ่งเสียงกระซิบจากสายลม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวีจึงเผยยิ้มออกมาอย่างเริงร่าอีกครั้ง “ถ้าคิดว่าทำได้ ก็ลองทำดูสิ” วาจาถูกเปล่งขึ้นเพื่อท้าทายศัตรู แม้ตนจะล่วงรู้ได้เป็นอย่างดี ว่าสุดท้ายมันจะสูญเปล่าก็ตาม
เซลฟิสหมดสภาพไปตามกาลเวลาที่ล่วงผ่าน เรี่ยวแรงของเขาค่อย ๆ หดหาย แขนขวาของเขาหักลงพร้อมกระดูกได้งอกเงยออกมาทะลุผิวหนัง
ถึงกระนั้น ในแววตาของเซลฟิสกลับยังคงเต็มไปด้วยความเดือดดาล ในใจเฝ้าครุ่นคิดว่าตนจะต้องโค่นล้มกรีดดี้ลงให้จงได้!
ช่างเป็นเรื่องน่าอนาถใจของเขา เพราะในความเป็นจริงแล้ว เซลฟิสสามารถเข้าสู่ลานประลองยุทธ์เหวินจินได้หากใช้เส้นสายของกรีดดี้ หากทำเช่นนั้น เงินทองจะมิใช่ปัญหาสำหรับเขา อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของตนและลูกน้องผ่านการฝึกฝนวิชาลับของสำนัก ถึงกระนั้น เขากลับปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด เหตุผลนั้นง่ายดายและมีเพียงสอง..
‘ทิฐิและความหยิ่งทะนง’
ทันใดนั้น หยาดน้ำลายได้หลั่งไหลออกมาจากปากของกอลัม แววตาอันว่างเปล่าจดจ้องไปที่แขนขวาของเซลฟิส ประหนึ่งว่ากำลังสื่อถึงสิ่งใดสักอย่าง
“กอลัม นี่แก.. กำลังหิวสินะ ?” เสียงของกวีสร้างแรงสั่นสะท้านให้แก่เซลฟิสอย่างมากมายมหาศาล “เอาสิ กินซะสิ แต่ชั้นให้แค่แขนขวาข้างเดียวนะ” กวีกล่าวอีกครั้งพลางติดตลก ทว่าอีกฝ่ายกลับหวาดสะพรึงต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจนมิอาจส่งเสียงหัวเราะ
กอลัมอ้าปากพลางจับแขนข้างขวาของเซลฟิส “ขอร้องล่ะ หยุดมันที !!” เสียงตะโกนดังก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่า เขาพยายามขยับ กระนั้นกลับไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงมากพอจะเคลื่อนไหว
ฟันของกอลัมประทับลงบนพื้นผิว ณ บริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน “ฉึ่บ-” กัดและฉีกกระชากจนเส้นเลือดใหญ่แตกขาด สายโลหิตจึงหลั่งไหลพร้อมเสียงกรีดร้องเริ่มต้นดังก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง
“อ๊ากกก !!@#^%$!”
เจ็บปวดอย่างถึงที่สุด ประหนึ่งกำลังได้รับการผ่าตัดโดยไร้ซึ่งยาสลบ
จนกระทั่งในท้ายสุด แขนข้างขวาของเซลฟิสหลงเหลืออยู่เพียงโครงกระดูก หยาดน้ำตาหลั่งไหล สีหน้าของเขาแตกสลายคล้ายกับคนตายทั้งเป็น
ทุกคนต่างจ้องมองด้วยความสะอิดสะเอียน บางคนอ้วกออกมาจนหมดไส้หมดพุง บางคนเมินหน้าหนีเพราะมิอาจต้านทานไหว
ถึงกระนั้น กลับไม่มีผู้ใดยินยอมเข้าช่วยหัวหน้าของพวกมัน ยืนนิ่งพลางเฝ้ามองดั่งที่กวีได้สั่งการ ช่างเป็นบรรดาลูกน้องที่พึ่งพาได้ในยามคับขันเสียจริงๆ
ในขณะที่ชายชาตินักรบเยี่ยงเซลฟิสหลั่งน้ำตาออกมา กวีได้ก้มลงพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ไม่นึกว่าคนอย่างแกก็มีน้ำตาเหมือนคนทั่วไป ช่างน่าตกใจจริงๆ” เขากล่าวพลางติดตลก จึงส่งผลให้ความโกรธในจิตของเซลฟิสพลันเพิ่มทวีความเดือดดาลจนยากเกินจะหยุดยั้ง
“ไปตายซะไอ้ลูกหมา !!” เซลฟิสเปล่งเสียงตะโกนและถ่มน้ำลายรดหน้ากวี
ทันใดนั้น กวีได้เหลียวมองไปยังด้านซ้าย พบว่าบรรดาลูกน้องของเซลฟิสกำลังก้าวเดินเข้ามาหา
กวีเหลียวมองกลับไปยังพวกพ้องของเขา กระนั้นกลับไม่มีผู้ใดถูกจับเอาไว้เป็นตัวประกัน
“ต้องการอะไร ชั้นบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าถ้าขยับพวกแกตายน่ะ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม
“พวกแกจะช่วยชั้นสินะ !!” เซลฟิสกล่าวด้วยความปลื้มปีติ หากทุกคนรวมพลัง เพียงศัตรูไม่กี่ตนย่อมมิอาจเทียบเคียงพวกเขา
เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งกลับมิได้เป็นไปดั่งที่เซลฟิสคาดคิด
“แค่หัวหน้าก็พอใช่ไหม ?” หนึ่งในบรรดาพลทหารเริ่มกล่าว ซึ่งใจความกลับสั้นกระชับและตีความหมายได้เพียงหนึ่ง
ย่อมเป็นเรื่องสามัญธรรมดา มิตรภาพที่แลกเปลี่ยนได้ด้วยเงินย่อมดับสูญได้ง่ายดาย
เมื่อนั้นสีหน้าของเซลฟิสจึงแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นสีแดงก่ำซึ่งบ่งบอกถึงความโกรธแค้นอันเหลือล้นยากเกินพรรณนา “พวกแกคิดจะขายชั้นสินะ !!”
ทุกคนต่างเบือนหน้าหนีไป ในขณะเดียวกันที่กวีกลับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างระรื่นชื่นบาน “ฮ่าๆ พวกของแกกำลังทรยศแกว่ะ !!”
เสียงหัวเราะของกวีดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ วนเวียนอยู่ในหัวของเซลฟิสจนมิอาจหยุดยั้ง
ทันใดนั้น กวีจึงลุกขึ้นยืนพลางหันหน้าไปหาบรรดาลูกน้อง “งั้นก็พิสูจน์ซะว่าพวกแกยอมทิ้งหัวหน้าเพื่อแลกกับชีวิตของพวกแกจริงๆ” วาจาของเขาไม่ชัดเจน “แล้วต้องพิสูจน์ยังไงล่ะ ?” บรรดาลูกน้องของเซลฟิสจึงเริ่มต้นสงสัย
กวีเผยยิ้มอย่างชั่วช้าประหนึ่งตัวร้าย พร้อมเสียงของเขาได้สั่นไหวเพื่อเอ่ยขึ้นหนึ่งถ้อยคำ
“ก็ง่ายนิดเดียว แค่พวกแก..”
‘ต้องกินเนื้อดิบ ๆ ของเจ้านี่ซะ’
ทุกคนถึงกับอ้วกออกมาเมื่อสิ้นเสียงของกวี “พวกเราทำไม่ได้” พวกเขาล้วนปฏิเสธ คงไม่มีผู้ใดอยากกินเนื้อสดของมนุษย์
“ทำไมกันล่ะ ทั้ง ๆ ที่พวกแกยังกินเนื้อของคุณจอสได้อย่างเอร็ดอร่อยแท้ๆ” กวีพูดจายอกย้อน มือขวาของเขากำดาบจนแน่นขนัด ริมฝีปากเริ่มสั่นไหวพร้อมกล่าวอีกว่า “ชั้นให้โอกาสพวกแกได้พิสูจน์ตัวเอง ทางเลือกมีแค่สองอย่าง จะปฏิเสธและตายด้วยน้ำมือของชั้น หรือจะกินเนื้อของไอ้โง่นี่และมีชีวิตอยู่ต่อ ลองคิดดูให้ดี ชั้นไม่ให้โอกาสครั้งที่สองแก่ใครหรอกนะ”
เมื่อไร้ซึ่งเสียงตอบ กวีจึงทอดถอนหายใจและเตรียมปลิดชีพพวกมัน
เพียงแต่ว่า กลับผิดคาดไปจากที่คิด เมื่อบรรดาลูกน้องของเซลฟิสคว้ามีดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า เรียงรายกันเป็นแถวตอนลึกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“พวกแก.. คิดจะทำอะไร ?” เซลฟิสกล่าวด้วยสังหรณ์อันไม่น่าอาภรณ์ ดวงตาของเขาใกล้ถลนเลิ่กออกมา และแล้วในทันใดนั้น ชายคนแรกซึ่งอยู่ ณ ต้นแถวจึงเริ่มต้นก้าวเดินเข้ามาใกล้
ห้วงเวลาได้ล่วงผ่านไป ขาทั้งสองข้างของเซลฟิสหลงเหลืออยู่เพียงโครงกระดูก สติของเขาราวกับใกล้เลือนหายไปได้ทุกเมื่อ หยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มแห้งเหือดปรากฏเพียงคราบ
เซลฟิสกลายเป็นคนพิการ เขาหลงเหลือเพียงแขนซ้ายข้างเดียว กระนั้นกลับช่างน่าประหลาด ร่างกายของชายผู้นี้คงความแข็งแกร่งแม้จะเสียเลือดไปอย่างมากมายมหาศาล นับเป็นอีกหนึ่งความสามารถเมื่อผู้ฝึกฝนขัดเกลาพลังมานาจนกล้าแกร่ง
“ถ้าชั้นรอดไปได้.. และถ้าเรื่องนี้ถึงหูน้องของชั้น.. พวกแกทุกตัวตายแน่..”
เซลฟิสเค้นแรงเพื่อเปล่งวาจาเป็นครั้งสุดท้าย เขามิได้หลงเหลือแรงมากพอจึงมิอาจหลั่งน้ำตาออกมา ทว่าความแค้นกลับฝังลึก แววตาของชายผู้ซึ่งกำลังจะตายปรากฏอยู่เพียงความเดือดระอุประดุจดังเปลวเพลิงจากนรกอเวจี
พลันได้ยินเช่นนั้น กวีจึงย่อเข่าลง พลางยื่นหาเข้าไปหาในระดับสายตาของเซลฟิส
“นี่แกยังคิดจริง ๆ รึ ว่าแก..”
‘จะรอดกลับไปได้น่ะ’
สิ้นเสียงว่ากล่าว กวีจึงลุกขึ้นยืน มือขวายกดาบขึ้นอยู่เหนือศีรษะ และครู่ต่อมาเพียงไม่นานนัก เขาจึงตวัดดาบเพื่อตัดคอของเซลฟิสให้ขาดสะบั้นออกจากร่างกาย
“ไปขอโทษคุณจอสในนรกซะไอ้สวะ” เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งพร้อมศีรษะของศัตรูได้ขาดสะบั้น และแล้วในท้ายที่สุด บทสุดท้ายของเซลฟิสจึงจบลงด้วยความน่าอนาถอนาถา