อากาศยามเช้าหน้าคฤหาสน์ตระกูลธนพเย็นสบาย ทว่ามินตรากลับรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็งอยู่ในห้องเย็น ดวงตาของผู้เป็แม่ที่เคยมองเธอด้วยความรักและทะนุถนอม บัดนี้เต็มไปด้วยคำถามและความผิดหวังที่ปิดไม่มิด
“มิ้นท์... แม่ถามว่าเมื่อคืนลูกไปไหนมา แล้วทำไมถึงอยู่ในสภาพนี้” คุณพลอยก้าวเข้ามาใกล้ สายตาจับจ้องไปที่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่ลูกสาวสวมใส่ มันไม่ใช่เสื้อผ้าของมินตราอย่างแน่นอน
มือเล็กกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ มินตราอ้าปากค้าง ลำคอแห้งผากราวกับผุยผง เธอจะบอกแม่อย่างไรดี? จะบอกว่าเธอถูกเพื่อนร่วมคณะมอมยา? หรือจะบอกว่าผู้ชายที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอเพิ่งพรากความบริสุทธิ์ของเธอไปเพื่อแลกกับการปกปิดความลับ?
ในจังหวะที่ความเงียบกำลังจะบีบคั้นจนมินตราแทบขาดใจ ร่างสูงของอาชวินก็ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง เขาล้วงมือสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแลค ท่าทางผ่อนคลายไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใดๆ
“ผมบังเอิญไปเจอเธอที่งานเฟรชชี่เมื่อคืนครับคุณพลอย” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความน่าเชื่อถือ “เพื่อนในคณะคะยั้นคะยอให้เธอดื่มจนเมาเละเทะ แถมยังทำเครื่องดื่มหกใส่ชุดจนดูไม่ได้ ผมเห็นว่าถ้าพากลับมาบ้านในสภาพนั้น พ่อคงจะไม่พอใจที่น้องสาวเพิ่งย้ายเข้ามาก็ทำตัวเหลวแหลก ผมเลยพาไปสร่างเมาที่คอนโดผมก่อน แล้วให้ยืมเสื้อใส่ชั่วคราว”
คำโกหกคำโตถูกร้อยเรียงออกมาอย่างลื่นไหลราวกับเขียนสคริปต์เตรียมไว้ อาชวินตีหน้าขรึม สวมบทบาทพี่ชายที่แสนดีผู้คอยแก้ปัญหาให้น้องสาวนอกสายเืได้อย่างแเี
คุณพลอยชะงักไปเล็กน้อย ความตึงเครียดบนใบหน้าคลายลง ทว่าแววตาที่มองมายังลูกสาวยังคงฉายแววตำหนิ “จริงเหรอมิ้นท์? ทำไมลูกถึงปล่อยตัวให้เมาขนาดนั้น แม่สอนแล้วใช่ไหมว่าเรามาอาศัยบ้านคุณลุงอยู่ ต้องทำตัวให้ดี อย่าให้ใครมาว่าเอาได้”
“มิ้นท์...” มินตราน้ำตาคลอเบ้า ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ เธอสบตากับแม่ด้วยความร้าวราน ก่อนจะเหลือบมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของคนข้างกาย อาชวินปลายตามองเธอ มุมปากหยักกระตุกยิ้มเพียงนิด เป็รอยยิ้มที่กำลังบีบบังคับให้เธอเล่นตามน้ำ
“มิ้นท์ขอโทษค่ะแม่... มิ้นท์จะไม่ทำตัวแบบนี้อีกแล้ว” เธอหลุบตาลง ยอมรับผิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
“เอาเถอะ ครั้งนี้แม่จะถือว่าเป็บทเรียน” คุณพลอยถอนหายใจยาว ก่อนจะหันไปทางชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มเกรงใจ “น้าต้องขอบคุณคุณคินน์มากนะคะที่ช่วยดูแลน้อง ถ้าไม่ได้คุณคินน์ น้าไม่อยากจะคิดเลยว่ามิ้นท์จะเป็ยังไง”
“ไม่เป็ไรครับ” อาชวินตอบรับอย่างสุภาพ “ในเมื่อใช้นามสกุลเดียวกันแล้ว ผมก็ต้อง ‘ดูแล’ เป็พิเศษอยู่แล้วครับ”
คำว่า ‘ดูแล’ ของเขาเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังอย่างมินตราขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอรู้ดีว่าความหมายแฝงของมันคืออะไร... เขาไม่ได้ดูแล แต่เขากำลังจองจำเธอต่างหาก
สายน้ำเย็นจัดจากฝักบัวไหลชโลมลงบนร่างบอบบางที่สั่นสะท้าน มินตรายืนกอดตัวเองอยู่มุมห้องน้ำ ปล่อยให้น้ำตาไหลปะปนไปกับสายน้ำ เธอออกแรงขัดถูไปตามลำคอและเนินอก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผิวเนื้อขาวเนียนเปลี่ยนเป็สีแดงเถือก แต่ไม่ว่าจะขัดแรงแค่ไหน รอยสีกุหลาบช้ำๆ ที่อาชวินฝากไว้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลบเลือนหายไป
มันคือตราประทับของปีศาจ... ตราที่ย้ำเตือนว่าเธอสกปรกและไร้ค่าแค่ไหน
ภาพสะท้อนในกระจกฝ้ามัวแสดงให้เห็นเด็กสาวที่แววตาแตกสลาย มินตราทรุดตัวลงนั่งกอดเข่ากับพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ เสียงสะอื้นถูกกลืนหายไปกับเสียงน้ำ เธอโกรธตัวเองที่อ่อนแอ โกรธที่กลัวการถูกทอดทิ้งจนต้องยอมตกเป็เครื่องมือระบายอารมณ์ของผู้ชายใจร้ายคนนั้น แต่ถ้าเธอสู้... ถ้าเธอเปิดโปงความจริง ครอบครัวของแม่ที่เพิ่งจะเริ่มต้นอย่างสวยงามก็จะต้องพังพินาศ
เธอเลือกที่จะแบกรับความเ็ปนี้ไว้คนเดียว
บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเช้าของคฤหาสน์ตระกูลธนพเต็มไปด้วยความอบอุ่นจอมปลอม คุณธนพนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ กำลังจิบกาแฟดำและอ่านแท็บเล็ตข่าวเศรษฐกิจ ในขณะที่คุณพลอยคอยตักข้าวต้มกุ้งส่งให้ผู้เป็สามี
มินตราเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยชุดนักศึกษาที่ติดกระดุมมิดชิดถึงคอ ผมยาวสลวยถูกปล่อยสยายเพื่อปกปิดรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ เธอพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับอาชวิน ซึ่งสวมชุดสูทเต็มยศเตรียมตัวเข้าบริษัท เขานั่งจิบกาแฟด้วยท่าทีสง่างามราวกับเทพบุตร
“เมื่อคืนนอนหลับสบายไหมหนูมิ้นท์” คุณธนพเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มใจดี
“ส...สบายดีค่ะคุณลุง” มินตราฝืนยิ้มตอบ พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นขณะจับช้อน
“ลุงได้ยินจากพลอยแล้วเื่เมื่อคืน ดีนะที่ตาคินน์ไปเจอเข้าพอดี” คุณธนพหันไปมองลูกชายด้วยแววตาชื่นชม “แกโตขึ้นเยอะนะคินน์ รู้จักดูแลน้อง พ่อดีใจจริงๆ ที่แกเปิดใจรับน้องเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัว”
“แน่นอนครับพ่อ” อาชวินวางแก้วกาแฟลงบนจานรองเสียงดังคลิกเบาๆ ั์ตาสีเข้มตวัดมองข้ามโต๊ะมาที่ร่างเล็ก “น้องสาวทั้งคน... ผมก็ต้องห่วงเป็ธรรมดา จริงไหมมินตรา?”
ชื่อของเธอที่หลุดออกจากปากเขาทำเอามินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบก้มหน้ามองชามข้าวต้ม ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
“เพื่อความสบายใจของพ่อและคุณพลอย” อาชวินพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงอำนาจ “ั้แ่วันนี้ไป ผมจะรับหน้าที่ไปรับไปส่งมินตราที่มหาวิทยาลัยเองครับ เธอจะได้ไม่ต้องไปเถลไถลหรือกลับดึกๆ ดื่นๆ ให้พวกผู้ใหญ่ต้องเป็ห่วงอีก”
“อุ๊ย ไม่เป็ไรหรอกค่ะคุณคินน์” คุณพลอยรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “คุณคินน์งานยุ่งจะตาย ให้น้องนั่งรถเมล์หรือนั่งแท็กซี่ไปเองก็ได้ค่ะ”
“ไม่ยุ่งหรอกครับ ทางผ่านพอดี” อาชวินยืนกราน
มินตราเบิกตากว้างภายใต้กรอบแว่น เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความหวังดี แต่มันคือการ ‘คุมประพฤติ’ อย่างเบ็ดเสร็จ “ไม่เป็ไรค่ะ ฉัน... เอ้ย หนูไปเองได้จริงๆ ค่ะคุณลุง หนูเกรงใจ”
“อย่าดื้อสิมิ้นท์ พี่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจ” คุณธนพเอ่ยปรามอย่างใจดี “ให้ตาคินน์ไปส่งนั่นแหละ ลุงจะได้หมดห่วงด้วย ่นี้ข่าวอาชญากรรมยิ่งเยอะๆ อยู่”
ในขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังชื่นชมความเสียสละของลูกชาย อาชวินก็ขยับตัวเล็กน้อยภายใต้โต๊ะอาหารตัวยาว ปลายรองเท้าหนังขัดมันของเขาสอดเข้ามาแตะที่ข้อเท้าของมินตราเบาๆ
เด็กสาวสะดุ้งเฮือก พยายามจะหดขาหนี แต่เขากลับใช้ขายาวๆ ของตัวเองตวัดเกี่ยวเรียวขาของเธอเอาไว้แน่น แรงเสียดสีจากเนื้อผ้าสแลคผ่านกระโปรงนักศึกษาก่อให้เกิดความรู้สึกคุกคามจนมินตราหน้าร้อนผ่าว เธอพยายามออกแรงดึงขากลับ แต่ยิ่งดิ้น เขาก็ยิ่งใช้เข่าดันเข้ามาจนบีบรัดต้นขาของเธอไว้แน่น
มือที่จับช้อนของมินตราสั่นระริก เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเื เงยหน้าขึ้นมองคนฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาเว้าวอนระคนโกรธเคือง แต่อาชวินกลับทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ ให้บิดา พูดคุยเื่หุ้นในตลาดอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับว่าท่อนล่างของเขาไม่ได้กำลังข่มเหงและกลั่นแกล้งเธออยู่อย่างหน้าไม่อาย
ความกดดันภายใต้โต๊ะอาหารทำเอามินตราแทบหายใจไม่ออก เธอต้องฝืนทนกินข้าวต้มที่ไร้รสชาติจนหมดชาม ด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกจับแก้ผ้าอยู่กลางลานกว้าง ทั้งที่ทุกคนรอบตัวกำลังยิ้มแย้มให้กัน
ประตูรถสปอร์ตถูกปิดลงเสียงดังสนิท ตัดขาดโลกภายนอกออกไปเหลือเพียงพื้นที่แคบๆ ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและความตึงเครียด
อาชวินยังไม่ออกรถ เขาวางมือบนพวงมาลัย หันมามองคนที่เอาแต่นั่งหดตัวชิดประตูรถด้วยสายตาดุดัน “ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยมินตรา อย่ามาทำตัวเป็นางเอกเ้าน้ำตาแถวนี้ ฉันรำคาญ”
“ก็เลิกยุ่งกับฉันสักทีสิคะ” มินตราเถียงกลับเสียงสั่น ความอดทนของเธอเริ่มร่อยหรอ “คุณได้ในสิ่งที่คุณ้าไปแล้ว ทำไมต้องมาตามรับตามส่ง คอยจับผิดฉันแบบนี้ด้วย”
“ฉันบอกแล้วไง ว่าเธอคือของฉัน” เขากระซิบเสียงเย็น เอี้ยวตัวเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังบางเบียดชิดกับเบาะ “และฉันไม่ชอบให้ของๆ ฉัน คลาดสายตา”
ครืดดด... ครืดดด...
เสียงระบบสั่นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากระโปรงของมินตราดังขัดจังหวะขึ้น เด็กสาวสะดุ้ง รีบล้วงมือเข้าไปหยิบมันออกมา หน้าจอแสดงชื่อและข้อความที่ถูกส่งมาจากแอปพลิเคชันไลน์
เตชินท์ : ‘มิ้นท์ เมื่อคืนหายไปไหน เต้เป็ห่วงแทบแย่ โทรไปก็ไม่รับ ตอบเต้หน่อยนะ ปลอดภัยดีไหม?’
ยังไม่ทันที่มินตราจะได้พิมพ์ตอบ ฝ่ามือหนาก็ฉกโทรศัพท์ไปจากมือเธออย่างรวดเร็ว
“คุณคินน์! เอาคืนมานะ!” มินตราร้องเสียงหลง พยายามจะแย่งคืน แต่อาชวินชูมันขึ้นสูงพ้นระยะเอื้อมของเธอ
ั์ตาคมกริบกวาดอ่านข้อความบนหน้าจอ ก่อนที่สันกรามจะนูนขึ้นเป็ริ้วๆ ความหึงหวงที่เขามองว่ามันคือ ‘การหวงของเล่น’ พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เขากดนิ้วลงบนหน้าจออย่างรวดเร็ว ลบบัญชีของเตชินท์ออกจากการติดต่อและกดบล็อกเบอร์โทรศัพท์ทิ้งอย่างไม่ไยดี
“คุณทำบ้าอะไรของคุณ! เต้เป็เพื่อนฉันนะ เขาแค่เป็ห่วง!”
“ห่วงเหรอ?” อาชวินโยนโทรศัพท์ไปที่เบาะหลังเสียงดังตุบ ก่อนจะหันมาคว้าท้ายทอยของมินตรา รั้งใบหน้าสวยที่ตื่นตระหนกให้เข้ามาใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน “อยากให้มันรู้มากนักใช่ไหมว่าเมื่อคืนเธอหายไปไหน? อยากให้มันรู้ไหมว่าเธอครางชื่อฉันดังแค่ไหนตอนที่อยู่ใต้ร่างฉัน!”
“หยาบคาย! ปล่อยฉันนะ!” มินตราดิ้นรน ยกมือขึ้นทุบแผงอกกว้าง
“ฉันหยาบคายได้มากกว่านี้อีก มินตรา”
สิ้นคำราม ริมฝีปากหยักก็ฉกวูบลงมาบดขยี้กลีบปากสีพีชอย่างดุดันและเอาแต่ใจ มันไม่ใช่จูบที่อ่อนโยน แต่มันคือจูบแห่งการลงทัณฑ์และการประกาศศักดา อาชวินสอดเรียวลิ้นเข้าไปกวาดต้อนความหวานอย่างตะกละตะกลาม บีบบังคับให้เธอต้องเปิดปากรับััจาบจ้วงของเขา มือหนาที่รั้งท้ายทอยเปลี่ยนมาสอดประสานเข้ากับกลุ่มผมยาวสลวย ล็อกตรึงไม่ให้เธอเบือนหน้าหนีไปไหนได้
มินตราครางอู้อี้ในลำคอ กำปั้นเล็กๆ ที่ทุบตีเขาเริ่มอ่อนแรงลงจนกลายเป็ขยุ้มคอเสื้อสูทของเขาไว้แน่น ลมหายใจของเธอถูกสูบออกไปจนหมด หัวสมองขาวโพลน ฤทธิ์ของจูบที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อนแต่แฝงไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด ทำเอาร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
เขาผละริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้คนใต้ร่างหอบหายใจโกยอากาศเข้าปอด ั์ตาสีรัตติกาลจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตที่ฉ่ำปรือไปด้วยหยาดน้ำตา
“จำเอาไว้... ถ้าไอ้เตชินท์หรือหน้าไหนมันมาเข้าใกล้เธออีก” เขากระซิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อ “ฉันจะจูบเธอต่อหน้ามัน ให้มันรู้ไปเลยว่าผู้หญิงใสซื่อที่มันแอบชอบ... แท้จริงแล้วเป็เมียลับๆ ของพี่ชายตัวเอง”
มินตราเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวพุ่งเกาะกุมหัวใจจนเย็นเยียบไปทั้งร่าง
อาชวินผละออกไปนั่งประจำที่ เหยียบคันเร่งกระชากรถสปอร์ตออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มินตรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถไฟเหาะที่พุ่งทะยานลงสู่ก้นเหวลึก
เมื่อรถหรูขับเข้ามาจอดเทียบที่หน้าตึกคณะของเธอ สายตาของมินตราก็ปะทะเข้ากับร่างสูงของเตชินท์ที่ยืนชะเง้อคอมองหาเธออยู่ที่หน้าบันไดทางขึ้น... ถ้าเตชินท์เดินเข้ามาทักเธอในตอนนี้ ปีศาจร้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอ จะทำตามคำขู่ที่ลั่นวาจาไว้หรือไม่?