“ท่านอา สบายดีหรือ” หวังลู่เอินถามตามมารยาท
“อายุมากขึ้น ก็เจ็บป่วยตามประสา..แล้วเ้าล่ะ”
“ข้าสุขสบายดี” หวังลู่เอินตอบเรียบเฉย สายตาเหม่อมองไปยังสายน้ำเบื้องหน้า เื่ราวในอดีตหวนคืนเข้ามาในความคิด
“เ้าก็อายุตั้งสามสิบปีแล้ว เมื่อไรจะมีคู่ครองสักที”
“......” หวังลู่เอินนิ่งเงียบ ทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดนั้น
“ข้าเข้าวังทีไร ท่านอัครมหาเสนาบดีก็ถามถึงเ้าอยู่บ่อย ๆ”
“......”
ชายสูงวัยถอนใจเฮือกใหญ่
“เ้านี่มันดื้อจริง ๆ!!! ดื้อเหมือนพ่อเ้าไม่มีผิด ท่านอัครมหาเสนาบดีอุตส่าห์มีเมตตา ให้เ้ามาเป็เขย เ้ายังกล้าปฏิเสธเชียวรึ!!!” ชายสูงวัยชี้หน้าหวังลู่เอินด้วยอารมณ์โกรธ
หวังลู่เอินลุกขึ้นยืน พยายามข่มอารมณ์ฉุนเฉียวไว้ในใจ
“ฝากท่านอาไปบอกกับท่านอัครมหาเสนาบดีด้วยว่า ข้าขอบพระคุณอย่างสูง ตระกูลหวังกับตระกูลโจวจะสนิทกันมานาน ข้าคิดกับซีซวนเพียงแค่น้องสาวเท่านั้น ข้าไม่สามารถร่วมหอกับนางได้หรอก”
“ตอนนี้ข้าเป็ผู้นำของตระกูลหวัง เ้าต้องฟังคำสั่งข้า!!! เดือนหน้าเ้าต้องเข้าพิธีกับโจวซีซวน ลูกสาวท่านอัครมหาเสนาบดี!!!”
หวังลู่เอินขบกรามแน่นด้วยความโกรธ ...ท่านปู่ยังไม่จากไปสักหน่อย ท่านอากล้าพูดได้อย่างไร ว่าเป็ผู้นำของตระกูลหวัง...
“หึ..หึ...ปกติจะได้เห็นหน้าเ้า แค่ในวันไหว้บรรพบุรุษ แต่แปลกจริง วันนี้ทำไมเ้าถึงโผล่มาที่นี่ได้ หรือว่า...พอรู้ข่าวว่าท่านปู่ป่วยหนัก ก็เลยเปลี่ยนใจจะมาอยู่ที่นี่ เพื่อรอเวลา...” ชายสูงวัยถามสีหน้าจริงจัง แววตามีเลศนัย
หวังลู่เอิน จ้องมองไปยังชายสูงวัย เขากำหมัดแน่นจนตัวสั่น
“ข้าเพียงแค่มาเยี่ยมท่านปู่เท่านั้น.... นี่ก็เย็นมากแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน” ชายหนุ่มก้มคำนับ แล้วรีบสาวท้าวก้าวยาว ๆ ออกไปจากที่แห่งนี้ ก่อนที่เขาจะทำตัวเสียมารยาทออกไป
เมื่อหวังลู่เอิน กลับมาถึงบ้านเชิงเขา ก็พบว่า ป้าซูฉี ลุงจาง และฟางหนิงเอ๋อ จัดสำรับอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว
ที่นี่ให้ความรู้สึกว่าเป็ครอบครัว มากกว่าบ้านใหญ่หลังนั้นเสียอีก เมื่อได้ร่วมกินข้าวกับทุกคน ความอิ่มเอมก็เข้ามาเติมเต็มในหัวใจ ทำให้คลายความเหนื่อยล้าไปได้มาก
่ค่ำ หวังลู่เอินออกมาเดินเล่น คืนนี้อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ทำให้ดวงดาวระยิบเต็มท้องฟ้า แต่เมื่อเขานึกถึงคำพูดของท่านอา ชายหนุ่มถอนใจออกมาด้วยความหนักใจ ... “เดือนหน้าเ้าต้องเข้าพิธีกับโจวซีซวน!!!”
หวังลู่เอินล้วงเข้าไปในเสื้อ หยิบหวีไม้ที่สลักลายงดงามขึ้นมากำแนบอก “ท่านแม่...ข้าควรทำอย่างไรดี”
น้ำค้างเริ่มแรง ชายหนุ่มจึงจะกลับเข้ามานอน เมื่อเดินผ่านห้องยา จู่ ๆ หวีไม้ก็ร่วงออกมาจากเสื้อ เขาก้มเก็บหวีนั้น แสงเปลวเทียนลอดออกมาจากช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ เห็นฟางหนิงเอ๋อกำลังก้มหน้าก้มตา คัดตำราอย่างขะมักเขม้น
ใบหน้านวลต้องแสงเทียน ทำให้ผิวของเธอเปล่งประกายอย่างละมุน ใบหน้าของเธอดูสงบและบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตฉายแววระยิบระยับเหมือนดวงดาวในค่ำคืน ปากสีชมพูระเรื่อเป็เส้นเรียวสวย ยามแสงเทียนส่องกระทบ มันยิ่งขับให้ความงามของสาวน้อยยิ่งเจิดจรัส เส้นผมสีดำขลับถูกมัดรวบด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างเรียบง่าย
ฟางหนิงเอ๋อรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีใครจ้องมองอยู่ จึงเงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเป็หวังลู่เอิน ด้วยความใ จึงรีบลุกขึ้นยืน มือปัดไปโดนเชิงเทียนตกไปที่พื้นจนดับสนิท ความลุกลี้ลุกลน เผลอไปเตะโดนเก้าอี้จนล้ม เธอเสียหลักจะหงายหลัง แต่ก็ไม่เป็เช่นนั้น แผ่นหลังของเธอชนกับอกกว้าง มีสองมือมาจับที่ไหล่ของเธอ
“ยืนอยู่ตรงนี้ อย่าเพิ่งขยับไปไหน” เสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างหู ทำให้ใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงไม่เป็จังหวะ
ท่ามกลางความมืดที่เงียบสงัด ฟางหนิงเอ๋อยืนนิ่งตามคำสั่ง เธอได้ยินเสียงกุกกักอยู่ใกล้ ๆ ...คุณชายคงกำลังทำอะไรบางอย่าง...
ในที่สุดแสงเทียนก็สว่างไสวอีกครั้ง ชายหนุ่มยกเก้าอี้ที่ล้มลง ตั้งให้เธอนั่ง แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ใอะไรกัน ทำอย่างกับเห็นผีเห็นปีศาจไปได้”
“ข้าขออภัยคุณชาย นี่ก็ดึกแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดออกมาเดินเ้าค่ะ” ฟางหนิงเอ๋อก้มหน้า
หวังลู่เอินหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ใบหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ
“ข้าให้เ้า... แม่ชีเล่าว่า เมื่อวานเป็วันเกิดเ้า ข้าไม่มีสิ่งใดจะให้นอกจากสิ่งนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอบอุ่น
ฟางหนิงเอ๋อเปิดถุงผ้าออก พบว่าเป็เงินจำนวนหนึ่ง
“ข้ารับไม่ได้หรอกเ้าค่ะ” นางปิดถุงผ้าแล้วยื่นคืนให้ชายหนุ่ม
“รับไว้เถิด...เก็บไว้เวลาที่เ้าอยากได้อะไรเป็ส่วนตัวบ้าง หรือไม่ก็...เวลาที่ไปเยี่ยมแม่ชี เ้าจะได้มีเงินซื้ออาหารดี ๆ ไปฝากท่านไงล่ะ” ชายหนุ่มพยายามพูดหว่านล้อม
“แต่ว่า...”
“ทำไม? มันน้อยเกินไปงั้นหรือ ข้าก็เป็เพียงแค่คุณชายตกอับ ไม่ได้มีเงินทองมากมายนักหรอก” ชายหนุ่มพูดเจือน้ำเสียงน้อยใจ
“ไม่..ไม่ใช่เ้าค่ะ...มันมากเกินไปต่างหาก”
“เอาล่ะไม่ต้องพูดมากความ ข้าให้แล้วไม่ขอรับคืน ...นี่ก็ดึกมากแล้ว ไปพักผ่อนเถิด” หวังลู่เอินลุกขึ้นจะกลับ
“ข้าจะคัดลอกอีกสักสามบทแล้วจะไปนอนเ้าค่ะ” ฟางหนิงเอ๋อเร่งคัดลอกตำรา เพื่อเป็การชดเชยใน่เวลาที่หายไป
ชายหนุ่มยืนหันหลังตรงประตู ปรายตามองสาวน้อย
“ค่อย ๆ คัดลอกไปก็ได้ เหตุใดจึงเร่งรีบนัก รึว่าเ้าจะหนีไปแห่งหนใดอีก”
“มิใช่เช่นนั้นเ้าค่ะ...ข้าแค่เกรงว่าจะทำงานให้ท่านล่าช้า” ฟางหนิงเอ๋อรีบปฏิเสธ
ชายหนุ่มเดินออกไปโดยไม่มีคำพูดใด ๆ ฟางหนิงเอ๋อ ถอนใจเฮือกใหญ่...เราคงทำให้คุณชายไม่พอใจอีกแน่ ๆ
หวังลู่เอินล้มตัวลงนอนบนฟูกหนา หยิบหวีไม้แกะสลักมาพลิกดูไปมา...ท่านแม่...หรือว่า ข้าจะต้องใช้วิธีนี้...
รุ่งขึ้น โรงบำบัดกลับมาเปิดทำการเช่นเคย หวังลู่เอินอนุญาตให้ฟางหนิงเอ๋อกลับมาเป็ผู้ช่วยจัดยาอีกครั้ง เขามั่นใจแล้วว่านางไม่ใช่คนไม่ดี
หวังลู่เอินรู้สึกว่าวันนี้อาการไม่ค่อยดีสักเท่าไร ปวดหัวเล็กน้อย ระคายคอ และคัดจมูก เนื่องจากปิดโรงบำบัดไปหลายวัน ทำให้วันนี้ผู้มารักษามากกว่าปกติ ชายหนุ่มต้องฝืนดูแลผู้มาโรงบำบัดจนถึงเย็น
ฟางหนิงเอ๋อลอบสังเกตชายหนุ่ม วันนี้คุณชายกระแอมไอบ่อยครั้ง สีหน้าก็ดูซีดลง ่นี้ฝนตกชุก คุณชายน่าจะเป็หวัดเสียแล้ว
่ค่ำ ฟางหนิงเอ๋อมาคัดลอกตำราในห้องยาเช่นเคย เธอได้ยินเสียงไอมาจากห้องคุณชายเป็ระยะ ยิ่งดึกเสียงไอก็ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
ฟางหนิงเอ๋อลุกขึ้นไปหยิบพืชสมุนไพรมาสองสามชนิด แล้วเดินตรงไปยังห้องครัว ในระหว่างที่ต้มยาก็คิดหาหนทาง ...คืนนี้จะเอายานี้ให้คุณชายดื่มได้อย่างไร หรือว่าจะรอให้ถึงตอนเช้า ...แต่ถ้ารอให้ถึงเช้า คุณชายก็คงไอทั้งคืนไม่ได้นอนเป็แน่ และถ้ามีไข้สูงอาจเป็อันตรายได้
ในที่สุด ฟางหนิงเอ๋อก็ถือตะเกียงยืนอยู่หน้าห้องคุณชาย พร้อมกับหม้อยาขนาดกะทัดรัด ชุดถ้วยชาวางบนถาด เสียงไอเงียบไปแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจรวบรวมความกล้า เปิดประตู ก้าวเข้าไปภายในห้องนั้น