บทที่ 46
คุณหนูตระกูลซู
กลางวันแสงแดดอ่อนส่องลอดผ่านม่านใบไม้ของต้นหลิวที่แผ่กิ่งก้านส่ายไหวช้าๆ ตามแรงลมเบาบาง เสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆคล้ายบทเพลงกล่อมใจที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นเอง บริเวณใต้ต้นหลิวต้นใหญ่ในสวนดอกไม้ของซูอวิ๋นเจียวเต็มไปด้วยความร่มรื่นและเย็นสบาย ข้ารับใช้หญิงจำนวนหนึ่งยืนเรียงรายอยู่โดยรอบรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม
ใต้ร่มเงาแห่งต้นหลิวโต๊ะหินกลมประณีตถูกจัดวางไว้อย่างสง่างามบนเก้าอี้หินพนักพิงประดับลวดลายกลีบดอกไม้ มีร่างของชายาเอก ซูอวิ๋นเจียวนั่งอยู่ด้วยท่าทางอ่อนโยน เถาเถาเด็กหญิงน้อยวัยสดใสนั่งอยู่บนตักของนางขาเล็กแกว่งเบา ๆ ไปมาอย่างเพลิดเพลิน
ในมือของซูอวิ๋นเจียวถือจานขนมลายเคลือบอย่างดีนางใช้นิ้วเรียวหยิบขนมสีอ่อนชิ้นเล็กส่งเข้าปากเถาเถาด้วยความเอ็นดู เด็กน้อยอ้าปากรับอย่างว่าง่ายแล้วเริ่มเคี้ยวตุ้ย ๆ แก้มขาวนวลสองข้างพองขึ้นประหนึ่งซาลาเปากลายเป็นภาพที่น่ารักน่าชังยิ่งนัก
ไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางถ้วยชาในมือลงเบาๆ ก่อนจะจ้องภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบางค่อย ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของนาง
“วันนี้บิดาของเจ้า...บอกว่าจะมากินอาหารเย็นที่เรือนเมฆาขาวนะ”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนทว่าชัดเจนพอจะให้เด็กน้อยได้ยิน
เถาเถาชะงักเล็กน้อยก่อนดวงตากลมโตก็เปล่งประกายวาววับทันที นางยกสองมือขึ้นตบกันเบา ๆพลางหัวเราะอย่างดีใจ
“จริงเหรอ! ท่านพ่อจะมากินข้าวกับเถาเถาเหรอ!”
นางเอนตัวเข้าหาอกของชายาเอกซุกหน้าเล็ก ๆ กับเนื้อผ้าอย่างออดอ้อน ทั้งยังส่ายหัวไปมาอย่างอารมณ์ดีเป็นภาพที่เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ จากซูอวิ๋นเจียวได้ทันที
ทว่าในขณะเดียวกันนั้นเองไป๋ซือเหนียงที่เพิ่งยกถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปากก็ชะงัก แล้วลดมือลงอย่างเงียบงัน
นางหันไปมองยังทางเข้าของสวนแห่งนี้ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังเงาเคลื่อนไหวที่ปรากฏอยู่ไกล ๆทหารสองนายที่ทำหน้าที่เฝ้าอยู่บริเวณทางเข้าล้วนเป็นผู้คุมกันประจำสวนซึ่งมีร่างกายกำยำสูงใหญ่
ทว่ากลับไม่มีการยกมือสกัดกั้นใด ๆเมื่อเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาในสวน
นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า...กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นคนที่คุ้นเคยกับจวนแห่งนี้และมิใช่บุคคลภายนอก
เสียงฝีเท้าวิ่งเหยาะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ปรากฏเป็นสตรีสามนางที่วิ่งตรงเข้ามาในเขตสวนอย่างรีบร้อนเบื้องหลังของพวกนางคือสาวใช้สองคนที่วิ่งตามติดอย่างเหนื่อยหอบชุดกระโปรงของเหล่าสตรีสะบัดไปตามแรงวิ่ง ทว่าไม่มีใครกล้าส่งเสียงห้ามปราม
ผู้ที่วิ่งนำมาเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นอายุประมาณสิบเก้ายี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน ผิวขาวอมชมพูราวกลีบโบตั๋นดวงหน้ารูปไข่ละมุน ดวงตากลมใสดั่งอัญมณีสีนิลรับกับขนตางอนยาวคิ้วเรียวโค้งดุจหางนกนางแอ่น บนใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสดใสร่าเริง
เรือนผมดำสนิทยาวสยายผูกริบบิ้นเส้นเล็กสีเขียวหยก ชุดกระโปรงผ้าพลิ้วสีอ่อนเย็บด้วยลายกลีบหลิวลู่ลมเมื่อวิ่งมาในสวนทำให้ภาพของนางเหมือนนกน้อยที่โผบินในท้องฟ้า
เสียงเรียกอย่างตื่นเต้นของนางดังกังวาน
“ท่านป้า!”
น้ำเสียงใสของหญิงสาวประหนึ่งระฆังเงินดังสะท้อนไปทั่วทั้งสวน…
ชายาเอกที่นั่งอยู่ใต้ต้นหลิวเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นหลานสาวของตนวิ่งพรวดเข้ามานางเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยน้ำเสียงตำหนิที่แฝงความห่วงใย
“ไม่ใช่ว่าบิดาของเจ้ากักตัวเจ้าอยู่ในเรือนตะวันออกหนึ่งเดือนหรือ?เหตุใดเจ้าจึงโผล่มาที่นี่ได้?”
เสียงนั้นไม่ได้ดังนักทว่าเหล่าสาวใช้โดยรอบต่างขยับตัวเงียบงันด้วยความเคารพ
หญิงสาวที่เพิ่งวิ่งมาหยุดลงด้านหน้าโต๊ะใต้ต้นหลิวถึงกับชะงักเท้า สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะกระแอมไอเบา ๆคล้ายพยายามกลบเกลื่อนอาการเขินอายแล้วจึงยกมือกุมอกกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แน่นอนเจ้าค่ะ...ต้องได้รับคำอนุญาตจากท่านพ่อแล้ว...”
แต่ถ้อยคำนั้นแม้ยังไม่ทันจบดีแววตาเลิ่กลั่กและท่าทางลังเลของนางกลับบอกความจริงทุกอย่างได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด
ซูอวิ๋นเจียวเลื่อนสายตากลับมามองเงียบๆ สักครู่ แล้วจึงเอ่ยเสียงเรียบ
“เช่นนั้นข้าจะให้คนไปถามบิดาเจ้าสักหน่อย”
เพียงสิ้นประโยคนั้นสีหน้าของหญิงสาวก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้าแดงเรื่อคล้ายโดนจับได้ ก่อนจะรีบโค้งตัวโบกมือไปมาด้วยความตื่นตระหนก
“ไม่ได้ ๆ ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะท่านป้า!”
เสียงของนางสูงขึ้นอย่างห้ามปรามพร้อมกับรีบสาวเท้าเข้ามาใกล้ แล้วเอื้อมมือน้อย ๆ ขึ้นมานวดไหล่ชายาเอกเบา ๆพร้อมกับรัวคำประจบออกมาเป็นชุด
“ตัวของข้าไม่ได้คิดจะก่อเรื่องอันใดเลยจริง ๆเจ้าค่ะ... เพียงแต่ออกมาดูหลานสาวของท่านเท่านั้นได้ยินข่าวลือแพร่ไปทั่วเมืองหลวง ข้าเองก็อดใจไม่ไหว อยากมาเห็นกับตาตนเองว่าเป็นเด็กน้อยน่ารักเพียงใด”
นางว่าแล้วก็หันไปมองเถาเถาที่นั่งอยู่บนตักของชายาเอกดวงตาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น
“ดูสิ! น่ารักจริง ๆ ด้วย ขนมเต็มสองแก้ม...กินเก่งเหมือนข้าตอนเด็กไม่มีผิด!”
เถาเถาที่ยังไม่ทันกลืนขนมในปากก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆดวงตากลมโตเป็นประกายใสจ้องมองหญิงสาวแปลกหน้าเบื้องหน้าด้วยความสงสัย
สองแก้มของนางพองตุ่ยราวซาลาเปาน้อยๆ เพราะยังเคี้ยวขนมอยู่เต็มปากกลายเป็นภาพที่ทั้งน่าเอ็นดูและน่าขำในเวลาเดียวกัน
ซูอวิ๋นเจียวถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะละสายตาจากใบหน้าขี้อ้อนของหลานสาวหันไปสบตากับไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนใจแต่แฝงด้วยความเอ็นดู
“นางเป็นหลานสาวของข้าเอง... ชื่อว่า ซูเหม่ยหรู”
ขณะนั้นเองซูเหม่ยหรูที่ยังคงยืนอยู่ด้านหลังของชายาเอกชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินการแนะนำของท่านป้า ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง นางก็ค่อย ๆเงยหน้าขึ้นหมุนสายตาไปมองยังสตรีที่นั่งสงบอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
เมื่อสายตาของซูเหม่ยหรูได้ประสานเข้ากับใบหน้าของไป๋ซือเหนียงภาพบางอย่างก็ฉายวาบขึ้นในจิตใจดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะสะดุ้งผงะถอยหลังครึ่งก้าวราวกับถูกแรงบางอย่างกระแทกเข้าเบื้องในอย่างไม่ทันตั้งตัว
ไป๋ซือเหนียงที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบอยู่ก็ชะงักปลายนิ้วลงในทันทีนัยน์ตาคมของนางไม่ได้หลบเลี่ยงแต่อย่างใดแต่กลับมองตรงไปยังหญิงสาวตรงหน้าอย่างแน่วแน่ภายในดวงตาคู่นั้นสั่นไหวเพียงเล็กน้อยก่อนจะสงบลงราวกับบ่อน้ำลึกที่ไร้คลื่นสะท้อน
...นางรู้จักข้าตั้งแต่เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสะดุ้งในเสี้ยววินาทีแรกแล้ว
สตรีผู้นี้...ไม่ได้แค่ “รู้จัก” แต่ต้อง “เคยพบ” ไป๋ซือเหนียงมาก่อนหน้านี้
ซูเหม่ยหรูปล่อยมือจากไหล่ของชายาเอกอย่างลืมตัวแล้วก้าวเท้าเข้ามาใกล้ไป๋ซือเหนียงด้วยท่าทีที่ผิดไปจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
นางยืนอยู่ตรงหน้าของอีกฝ่ายดวงตาคู่นั้นสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุมได้ ขณะริมฝีปากขยับเอ่ยออกมาเสียงเบาทว่าหนักแน่นเต็มไปด้วยแรงสะท้อนของความทรงจำที่ยังไม่จางหาย
“เจ้า... หรือว่า... เจ้า… ไป๋ซือเหนียงหรือ?”