บทที่ 39 ความคิดสร้างสรรค์ของหลินชุ่ย
เสิ่นเสี่ยวเยว่ปั่นจักรยานอย่างมีความสุขมาถึงร้านสหกรณ์ในเมือง เธอลูบคลำคูปองในกระเป๋าก่อนจะเดินเชิดหน้าเข้าไปในร้าน
ต้องรู้ว่า แม้ก่อนหน้านี้เธอจะมีเงิน ทว่ายุคนี้การมีเงินแต่ไม่มีคูปองก็ไร้ประโยชน์ไม่แพ้กัน
เธอใคร่ครวญอย่างละเอียด และพบว่าของจำพวกธัญพืชและผ้าผืนต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้คูปอง
ส่วนของที่ไม่ต้องใช้คูปอง เป็นพวกลูกอมช็อกโกแลตที่วางตามมุมร้าน แถมยังไม่ค่อยเป็นที่ต้องการจึงเหลือบานเบอะอีกต่างหาก
กระนั้นราคาของเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูก ชิ้นเล็ก ๆ แค่นั้นกลับมีราคาถึงหนึ่งเฟิน*[1]
อย่างไรก็ตาม เสิ่นเสี่ยวเยว่มีเงินติดตัวค่อนข้างมาก เธอจึงหยิบแต่ละอย่างมากำใหญ่ รวมแล้วใช้เงินไปกว่าสี่เหมา
นึกถึงเสื้อกล้ามของสวี่หนิงอันที่ขาดจนมีหลายรู เสื้อผ้าของพ่อสวี่ และซุนหลานที่ซักแล้วซักอีกจนสีซีด
เสิ่นเสี่ยวเยว่จึงตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พวกเขา
แต่หลังจากที่เดินวนไปมาหลายรอบ กลับพบว่าส่วนใหญ่เป็นผ้าผืน มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
เพราะผู้หญิงในยุคนี้ล้วนมีฝีมือในการเย็บปักถักร้อย ปกติพวกเธอจะซื้อผ้าผืนกลับไปตัดเย็บเองที่บ้าน นอกจากจะได้ตามรสนิยมของตัวเองแล้ว ยังประหยัดเงินด้วย
เรื่องนี้ทำให้เธอลำบากใจไม่น้อย
ทักษะที่เธอไม่ถนัดเลย ก็คืองานเย็บปักถักร้อยนี่แหละ
สุดท้ายจึงได้แต่ซื้อเสื้อกล้ามสองตัว รองเท้าผ้าหนึ่งคู่ และซื้อผ้าให้ซุนหลานกับซูเหมยคนละผืน
ทำให้คูปองผ้าในมือหมดไปในคราวเดียว
ส่วนของใช้ประจำวันอย่างสบู่ ยาสีฟัน รวมถึงข้าวสารและแป้ง ในมิติของเธอมีอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผยเท่านั้นเอง
จริง ๆ แล้วในพื้นที่มิติก็มีเสื้อผ้าอยู่เหมือนกัน แต่มันดูทันสมัยเกินไป ไม่เข้ากับยุคสมัยนี้เอาเสียเลย
เธอเอาห่อผ้าใส่ของวางไว้ในตะกร้าจักรยาน ก่อนหน้าตะกร้านี้ใช้สำหรับขนยำผักไปขาย ตอนนี้จึงยังไม่ได้เอาออก
มองดูท้องฟ้า ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงวัน
เมื่อวานซืนเธอนัดกับหลินชุ่ยไว้ว่าจะไปหาตอนเที่ยง เสิ่นเสี่ยวเยว่จึงตัดสินใจไปขออาศัยกินข้าวที่นั่นเลยแล้วกัน
กว่าเสิ่นเสี่ยวเยว่จะหาหอพักบุคลากรของโรงเรียนเจอ พอเดินเข้าประตูไป ก็เห็นหลินชุ่ยกำลังกินซาลาเปากับน้ำร้อนอยู่
"ทำไมเธอถึงกินแค่นี้ล่ะ?"
ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน ทำไมอีกฝ่ายถึงดูยากจนขนาดนี้เลยหรือ?
หลินชุ่ยเห็นเธอแล้วก็วางซาลาเปากลับลงชาม พูดอย่างหงุดหงิด "ก็เพราะรอเธอไงล่ะ ฉันหิวแล้วเลยจะรองท้องก่อน!"
พูดพลางเดินไปที่เตาเล็ก ๆ หยิบกับข้าวและซาลาเปาที่อุ่นไว้ออกมา
"แต่ที่เตรียมไว้ก็ไม่ได้หรูหราอะไรหรอกนะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ยิ้มพลางหยิบขวดซอสเนื้อที่ลอกฉลากออกแล้วจากมิติ นำวางลงบนโต๊ะ
"พอดีเลย เมื่อเช้าฉันไปร้านสหกรณ์มา ซื้อซอสเนื้อมาขวดหนึ่ง จะได้เพิ่มรสชาติหน่อย"
หลินชุ่ยไม่รีรอ รีบเปิดฝาขวดแล้วตักซอสมาทาบนซาลาเปา จากนั้นก็กัดคำใหญ่
"อร่อยจัง หอมมากเลย!"
เสิ่นเสี่ยวเยว่เองก็เริ่มกินบ้าง
คุณครูสาวกินไปสักพักก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ เสิ่นเสี่ยวเยว่ดูใจป้ำผิดปกติ
"ทำไมวันนี้เธอถึงซื้อซอสเนื้อมาล่ะ ของพวกนี้ราคาไม่น้อยเลย ฉันยังนึกว่าเธอจะเอายำมากินซะอีก"
เสิ่นเสี่ยวเยว่จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้เธอฟัง แต่เล่าสั้นกว่าที่สวี่หนิงจิ้งเล่าให้ครอบครัวฟังมาก และไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นระทึกใจเหมือนตอนนั้น
คนหนึ่งเล่าเหมือนนักเล่านิทาน อีกคนเล่าเหมือนเด็กประถมหนึ่งที่เขียนเรียงความจากภาพ
นอกจากนี้ยังเล่าว่าขายสูตรอาหารแล้วได้เงินมา เลยเอามากินข้าวฉลองในวันนี้
หลังจากได้ฟังประสบการณ์ของเพื่อนสนิท หลินชุ่ยก็พบว่าตัวเองไม่รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อเพื่อนเธอคนนี้เป็นผู้ที่เอาชนะผู้ชายตัวใหญ่ ๆ หลายคนมาแล้ว ยังต้องกลัวว่าเธอจะถูกพ่อครัวพวกนั้นรังแกอีกหรือ
"แล้วต่อจากนี้เธอจะทำอะไรต่อ?"
"ยังไม่ได้คิดไว้ การเรียนหนังสือก็สำคัญ แต่อาจจะขายขนมอย่างอื่นไปด้วย"
ทั้งสองคนกินไม่เร็วไม่ช้า แต่ก็อาหารบนโต๊ะหมดเกลี้ยงทุกอย่าง
ในยุคนี้ การทิ้งขว้างอาหารถือเป็นเรื่องน่าละอายมาก
"อ้อใช่ เธอจะเอาหนังสือมัธยมปลายพวกนั้นไปทำอะไรเหรอ?"
ก่อนหน้านี้เธอได้ยินมาว่าครอบครัวสามีของเสิ่นเสี่ยวเยว่มีน้องสาวที่กำลังเรียนมัธยมต้นอยู่ และบังเอิญว่าเด็กคนนั้นเรียนอยู่ห้องข้าง ๆ ที่เธอสอนพอดี จึงคิดว่าเพื่อนสาวคงยืมหนังสือไปติวให้น้องสามี
แต่สาวน้อยคนนั้นเพิ่งเรียนมัธยมต้นเองนะ จะเรียนล่วงหน้าก็ไม่น่าไปไกลขนาดนั้น
เสิ่นเสี่ยวเยว่ถามอย่างประหลาดใจ "ฉันไม่เคยบอกเธอเหรอ ว่าหนังสือพวกนี้ ฉันยืมไปสอนสามีน่ะ?"
ถามตอนนี้ไม่ช้าเกินไปหน่อยเหรอ
เธอนึกว่าหลินชุ่ยรู้อยู่แล้วเสียอีก
แต่หลินชุ่ยแสดงออกชัดเจนว่าไม่รู้เรื่อง พอได้ยินคำพูดนี้ก็แทบจะผุดลุกขึ้นยืน
"อะไรนะ?!"
เสียงดังมากจนคนข้างตัวตกใจจนมือสั่น
"เธอตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นล่ะ!"
หลินชุ่ยได้สติกลับมา เธอโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเสิ่นเสี่ยวเยว่ พยายามข่มกลั้นอารมณ์พลางลดเสียงลง
"ฉันให้หนังสือเธอ ไม่ได้ให้เธอไปมีความรักนะ"
พอได้ยินว่าเป็นหนังสือสำหรับสามีชาวนาของเธอ ในหัวก็วาดภาพอันแสนหวานขึ้นมาทันที
ทั้งสองนั่งอยู่บนเตียงด้วยกันอย่างหวานชื่น เพราะอ่านหนังสือเล่มเดียวกันทำให้ใบหน้าใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็จูบกัน แล้วกลิ้งไปมากันบนเตียง แม้แต่หนังสือที่ตกลงพื้นก็ไม่มีใครสนใจ
แค่คิดก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว
"หา?"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ตกใจจนคางแทบหลุด เมื่อได้ฟังจินตนาการอันแปลกประหลาดของเพื่อนรัก ขนก็ลุกซู่ไปทั้งตัว
"เราไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย ฉันกำลังสอนเขาอย่างจริงจังนะ" เธอแก้ตัวอย่างไร้เดียงสา
ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้เลยว่าในหัวของหลินชุ่ยจะมีความคิดแบบนี้อยู่
หลินชุ่ยพลันพ่นจมูกทำเสียงฮึดฮัด
"ตอนที่พี่ชายฉันอยากจีบครูสาวที่โรงเรียนเรา ก็ใช้วิธีนี้แหละ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สนใจเรียนเลยสักนิด แต่ก็ถือหนังสือเดินไปเดินมา แกล้งทำเป็นมีคำถามมากมายที่ต้องถาม"
"เห็นแล้วน่ารำคาญจริง ๆ "
การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชายหญิงที่ว่า เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นเอง จุดประสงค์ที่แท้จริงล้วนเกี่ยวข้องกับความรักล้วน ๆ
เหมือนสำนวนที่ว่า 'สร้างทางเดินบนภูเขา กลับใช้ทางลัดเข้าสู่เฉินชาง'*[2]
เสิ่นเสี่ยวเยว่เอามือปิดหน้าอย่างจนใจพลางอธิบายว่า "บ้านฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก แค่เรียนกันตามปกติเท่านั้นเอง"
"เขาเป็นแค่ชาวนา จะเรียนหนังสือเยอะแยะไปทำไม?"
หลินชุ่ยยังคงไม่เข้าใจ การอ่านหนังสือไม่ได้ทำให้สามีของเธอได้คะแนนแรงงานเพิ่มขึ้น และไม่ได้ทำให้ข้าวสาลีในทุ่งเติบโตได้มากขึ้นหรือเร็วขึ้น มันจะมีความหมายอะไร
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่สามารถบอกได้ว่านี่เป็นการเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต จึงพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย
"ฉันแค่อยากให้เขาได้เปิดโลกทัศน์กว้างขึ้น และมีหัวข้อสนทนาร่วมกันระหว่างสามีภรรยามากขึ้นน่ะ"
"อ๋อ..."
หลินชุ่ยรู้สึกว่าเธอเดาไม่ผิด เมื่อมีหัวข้อสนทนาร่วมกันมากขึ้นแล้วจะทำอะไรต่อ นอนคุยกันใต้ผ้าห่มเหรอ?
หึ คู่รักหวานเลี่ยน
เสิ่นเสี่ยวเยว่มองรอยยิ้มที่ดูลามกของหลินชุ่ยอย่างอึ้ง ๆ พลางยืดข้อต่อร่างกาย
"หยุดความคิดสกปรกพวกนั้นเดี๋ยวนี้เลย"
"ฉันผิดตรงไหน?"
"เธอยังไม่เคยแต่งงาน จะไปเข้าใจอะไร"
หลินชุ่ยดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ จึงหยอกล้อเสิ่นเสี่ยวเยว่ว่า "เธอดีกับสามีจังเลยนะ ฉันนึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอจะธรรมดา ๆ เสียอีก"
ดีงั้นหรือ?
ในความคิดของเสิ่นเสี่ยวเยว่ สิ่งที่เธอทำตอนนี้ก็ไม่ได้ดีเด่อะไร แต่ก็ไม่ได้แย่
เธอคิดว่าตัวเองแค่ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดี และยังไม่อยากออกจากสถานะนี้เท่านั้น
ความชอบที่มีต่อสวี่หนิงอันนั้น เธอมีอยู่ในใจบ้างก็จริง แต่ยังห่างไกลจากคำว่ารักมากนัก
นั่นเป็นความเข้าใจของเธอ
"อืม...ก็ไม่เลวนะ ถึงยังไงตอนนี้ก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว" เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดอย่างคลุมเครือ
หลินชุ่ยเห็นเสิ่นเสี่ยวเยว่ดูไม่มั่นใจ เมื่อนึกไปถึงเรื่องคนรักในสมัยเรียนของเสิ่นเสี่ยวเยว่ ปากก็เร็วกว่าสมองพูดออกมาประโยคหนึ่ง
"น่าเสียดายกู้เหวินเยี่ยนจริง ๆ"
[1] 10 เฟิน เท่ากับ 1 เหมา (หรือเรียกอีกอย่างว่า เจี่ยว) / 10 เหมา เท่ากับ 1 หยวน ดังนั้น 100 เฟิน เท่ากับ 1 หยวน
[2] สร้างทางเดินบนภูเขา กลับใช้ทางลัดเข้าสู่เฉินชาง (明修栈道,暗度陈仓) หมายถึง การแกล้งทำอย่างหนึ่งเพื่อปิดบังความจริงอีกอย่าง เป็นการอ้างอิงจากกลยุทธ์ลอบตีเฉินชาง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลศึกสามก๊ก