บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 32 | ห้วงแห่งแรกเริ่ม 7

            แม้จะเพียงชั่วครู่ขณะ กระนั้นพละกำลังของกวีกลับเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล ด้วยผลพวงจากความพยายามและความล้มเหลว ทำให้ยามนี้กวีจึงไร้เทียมทานในช่วงเวลาหนึ่ง

            “โฮ้กกก !!”

            เสียงคำรามของอสูรกระทิงคลั่งเปี่ยมไปด้วยความแค้นเหลือล้ำยากเกินจะพรรณนา มันเร่งใช้แขนอีกข้างต่อยเข้าไป ทว่ากวีกลับไม่ยอมเลี่ยงหลีก เขากางแขนทั้งสองข้างออกพลางรับการโจมตีโดยการเพิ่มพลังมานาไปที่กลางอก  

            เรือนร่างของกวีลอยละลิ่วปลิวออกไป กระนั้นแล้ว แม้นจะมิได้รับความเสียหายทางกายภาพเพราะร่างนี้คือโครงกระดูก ทว่าจิตใจกลับรู้สึกเจ็บปวดเพราะการเจาะทะลวงของพลังมานา 

            ในขณะที่ร่างกายยังคงโบยบินอยู่ ณ ห้วงอากาศอันว่างเปล่า กวีได้ครุ่นคิดถึงบางสิ่ง ถ้อยคำอันปราศจากเสียได้เบ่งบานขึ้นมา กระนั้นกลับไม่มีผู้ใดนอกเหนือจากตัวเขาจะได้ยินวาจาเหล่านั้น 

            “การโจมตีแม่งโคตรกระจอกเลยว่ะ ถ้าเทียบกับความทุกข์ทรมานที่ชั้นต้องพบในคุกใต้ดินเส็งเคร็งนั่น ความเจ็บปวดแค่นี้แม่ง..’’

            ‘โคตรกระจอกเลยว่ะ’

            ทันใดนั้น กวีเร่งพลิกตัวในฉับพลันและปักคมดาบลงสู่พื้นดินเพื่อใช้แรงเสียดทานในการลดแรงผลัก ผลลัพธ์ออกมาดีดังคาด ร่างกายของกวีหยุดลง แต่แล้ว เรือนร่างของอสูรกระทิงคลั่งกลับปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมปากที่อ้าออกมาใหญ่โตมากพอจะเขมือบเขาทั้งเป็น

            ในเสี้ยววินาทีที่เล็กน้อยยิ่งกว่าหนึ่งวินาที กวีได้ปล่อยวางมือขวาของตน ดาบทมิฬจึงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน พร้อมกันนั้นจึงพนมมือด้วยแขนข้างเดียวและกล่าวออกมา

            “โล่อากาศ.. ฟาเรม”

            พลันสิ้นสุดเสียง โล่แสงสีขาวปรากฏขึ้นขนาบข้างศีรษะของอสูรกระทิงคลั่ง บีบตัวและบดขยี้จนแหลกสลายในทันที ร่างกายที่ไร้สติจึงพุ่งชนติดกับกำแพง พร้อมกับความตายได้พรากวิญญาณด้วยเงื้อมมือของยมทูตผู้น่าสะพรึง

            หนึ่งผู้พิทักษ์ได้สูญสิ้นไป กวีหยิบดาบขึ้นมาพลางลุกขึ้นยืน เขาเฝ้ารออย่างนิ่งสงบ ทันใดนั้น แผ่นดินได้สั่นไหวอย่างรุนแรง เขาแหงนมองขึ้นไป ส่งพลังมานาสองในสิบส่วนไปยังเท้าทั้งสองข้าง และส่งพลังมานาที่เหลืออีกแปดในสิบไปยังดาบทมิฬ

            “ซุ่มมม !!”

            กวีพุ่งตรงขึ้นไป แววตาของเขาแฝงความชั่วร้ายอย่างเต็มเปี่ยม พลันขึ้นมาได้ราวห้าร้อยเมตร เหนือหัวของเขาได้ปรากฏหลุมอากาศที่กำลังแยกออก พร้อมกับงูยักษ์ร่างทมิฬได้ร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า 

            พลันกวีได้สบตากับราชินีแห่งงูพิษ เมื่อนั้นเขาจึงง้างดาบออกไปจนสุดเอื้อมมือ พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดุดันประหนึ่งเสียงกลอง และเลือดเย็นราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังไล่ล่าเหยื่อในช่วงเวลาเดียวกัน

            “กินนี่แล้วก็ตายซะไอ้ไส้เดือนดิน !!”

            คมดาบเคลือบพลังงานสีเทาเข้าเชือดเฉือนศีรษะของราชินีแห่งงูพิษจนขาดสะบั้น 

            “ตู้มม !!”

            ร่างกายของมันตกลงสู่พื้นดินอย่างรุนแรง ดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่งและแน่นิ่งไปในท้ายที่สุด

            ช่างน่าอนาถใจ เพราะมันยังมิอาจได้สำแดงฤทธิ์เดช หรือกระทั่งได้ใช้ความรวดเร็วที่ตนภาคภูมิใจให้ศัตรูได้ประจักษ์ กระนั้นกลับต้องสิ้นชีวีในทันที 

            กวีล่อนลงสู่พื้นดินและแปรเปลี่ยนร่างกลับคืนเป็นมนุษย์อีกครั้ง เท้าขวาย่างกรายเข้ามาหาพลางจดจ้องไปยังเรือนร่างของศัตรู ถ่มน้ำลายรดศีรษะของมันพร้อมทั้งรอยยิ้มและกล่าว

            “ก็ไม่เห็นเท่าไหร่นี่หว่า”

            การต่อสู้จบลงโดยชัยชนะได้ตกเป็นของกวี เขาล้มลงและนอนแผ่ราบอยู่เหนือพื้นดิน ร่างกายโรยราประหนึ่งคนใกล้ตาย 

            “เหนื่อยจังเลย” เขากล่าวในขณะปล่อยตัวให้เป็นอิสระ ยามนี้มานาของเขาหลงเหลืออยู่เพียงห้าในร้อยส่วน คงเพราะส่วนหนึ่งของมานาคือพลังกาย ทำให้เมื่อมันแห้งเหือดลง กวีจึงหมดพลังและตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนตาย

            ทันใดนั้น ณ บริเวณใจกลางของห้องโถงได้ปรากฏเสาแสงสีทองส่องประกายสว่างไสว พลันแสงเลือนหายไป กล่องสีทองได้ปรากฏขึ้นแทนที่อย่างเด่นชัดอยู่ ณ ใจกลาง

            ความใคร่รู้ทำให้กวีลืมเลือนความเหนื่อยล้าทั้งหมด เขาลุกขึ้นยืนและมุ่งตรงไป 

            กล่องสีทองสลักลวดลายด้วยอักขระโบราณ กวีมิอาจคาดเดาได้ว่าพวกมันหมายถึงสิ่งใด กระนั้นสิ่งสำคัญมิได้อยู่ที่ตัวกล่องแต่เป็นของข้างในต่างหาก 

            พลันคิดได้เช่นนั้น กวีจึงไม่รอช้าเอื้อมมือเข้าไปและเปิดฝากล่องขึ้นมา พบว่าภายในมีสิ่งของอยู่สามอย่าง หนึ่งในนั้นคือปืนลูกโม่สีทองอร่าม ชิ้นต่อมาคือแหวนวงหนึ่งซึ่งฝังมณีสีแดงอยู่ภายใน และชิ้นสุดท้ายมิใช่สิ่งของ หากแต่เป็นหนอนตัวหนึ่งซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับตะขาบกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในขวดทดลอง 

             .

            [ชื่อวัตถุโบราณ: ลูกโม่กระสุนแสง ดูน

            ระดับ: 3 (??)

            ประเภท: อาวุธ (ปืนสั้น)

            คำอธิบาย: พลังโจมตี+10 สามารถยิงกระสุนแสงได้หกนัด เมื่อกระสุนหมด ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนพลังมานาของตนจำนวน5หน่วยแลกเปลี่ยนกับกระสุนหนึ่งนัดได้]

            .

            [ชื่อวัตถุโบราณ: แหวนสะกดพลัง อาเรกูรัส

            ระดับ: 5

            ประเภท: อุปกรณ์สวมใส่ (แหวน)

            คำอธิบาย: เมื่อสวมใส่ ค่าเลเวลจะถูกลดทอนจนเหลือหนึ่ง รวมไปถึงค่าพลังชีวิตที่จะลดลงเหลือเพียง200 และพลังมานาจะลดลงเหลือเพียง100 ]

            .

            [ชื่อวัตถุโบราณ: ปรสิตเลือดอำพัน 

            ระดับ: 1

            ประเภท: อาวุธ (ปรสิต)

            คำอธิบาย: เมื่อใช้งาน ปรสิตเลือดอำพันจะแปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ และผู้ใช้งานจะสามารถผสานอาวุธกับเลือดของตนได้เจ็ดอย่าง]

            .

            ทั้งสามชิ้นล้วนมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป สำหรับชิ้นแรก แม้จะมีพลังทำลายเพียงสิบเทียบเคียงกับดาบงูพิษทมิฬ เกลด้า ซึ่งเป็นอาวุธระดับสอง กระนั้นเพราะมันสามารถบรรจุกระสุนชุดใหม่โดยใช้มานา ทำให้ขั้นตอนจึงถูกลดทอนเพื่อให้การต่อสู้เป็นไปได้อย่างไหลลื่น 

            ส่วนชิ้นต่อมา แม้มันจะมีระดับห้า กระนั้นกลับลดทอนความสามารถแทนที่จะสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ใช้งาน เพียงแต่ว่า หากลองคิดในอีกด้านหนึ่ง สำหรับกวีที่ต้องปิดบังตัวตนจากผู้คน การแสร้งว่าเป็นคนทั่วไปย่อมดีเป็นที่สุด 

            และสำหรับชิ้นสุดท้าย นับว่าเป็นวัตถุโบราณที่คาดไม่ถึง ไม่นึกว่าอาวุธปรสิตจะเป็นสิ่งมีชีวิต 

            ด้วยความสามารถของมัน เมื่อใดที่กวีผสานเข้ากับอาวุธ เพียงเลือดหนึ่งหยดจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธชิ้นนั้นๆ เพียงแต่ว่า แม้จะจัดเก็บอาวุธได้ถึงเจ็ดชิ้น กระนั้นกวีจะสามารถใช้งานได้เพียงครั้งละชิ้น และที่สำคัญยิ่งกว่า แม้ปรสิตเลือดอำพันจะทรงประสิทธิภาพ ทว่าความสามารถของมันกลับทับซ้อนกับช่องเก็บของล่องหน

            “เอาไงดีล่ะ ในเมื่อเรามีช่องเก็บของล่องหนอยู่แล้ว ปรสิตเลือดอำพันจะยังจำเป็นอยู่รึเปล่า ?” กวีกล่าวพลางทำมือเท้าคางเพื่อครุ่นคิด ซึ่งนอกเหนือไปจากความสามารถที่ทับซ้อนกัน ยังมีข้อด้อยอีกสองอย่างที่เขาพบเจอ หนึ่งคือการผสานเข้ากับอาวุธปรสิต จากข้อมูลในสมุดคู่มือของแอนนา คนหนึ่งคนจะสามารถผสานเข้ากับอาวุธปรสิตได้เพียงหนึ่งตัว ข้อด้อยที่สอง การสูญเสียของอาวุธ เพราะเมื่อใดที่ผู้ใช้งานผสานเข้ากับอาวุธครบเจ็ดชิ้น หากต้องการเพิ่มชิ้นใหม่เข้าไป ผู้ใช้จำต้องสละหนึ่งชิ้นเพื่อสับเปลี่ยน และอาวุธที่เลือกจะหายไปโดยไม่มีทางกลับคืน

            .

            < ไม่สิ พอมาลองคิดให้ดี การใช้ช่องเก็บของล่องหนเองก็มีข้อเสียเหมือนกัน ในขณะที่เรียกใช้งานอาวุธ มันจะปรากฏออกมาจากเหนือหัวของเรา ซึ่งจะเป็นที่สนใจของศัตรูอย่างแน่นอน แต่หากเราใช้ปรสิตเลือดอำพัน เราสามารถกรีดนิ้วมือของตนเองและแปรเปลี่ยนเลือดให้เป็นอาวุธได้ในทันที การพลิกแพลงย่อมดีกว่าช่องเก็บของล่องหนอย่างแน่นอน >

            .

            เมื่อตัดสินใจได้แล้ว กวีจึงไม่รอช้า กล่าววาจาเพื่อเริ่มต้นใช้งานวัตถุโบราณในทันที

            “ใช้งานปรสิตเลือดอำพัน” สิ้นเสียงของเขา ขวดทดลองในมือของกวีได้แตกกระจาย สิ่งมีชีวิตคล้ายตะขาบเริ่มต้นเคลื่อนไหว จากปลายแขนซ้ายค่อย ๆ เคลื่อนไปยังต้นแขนขวา 

            “น่าขยะแขยงเป็นบ้า” กวีมิอาจต้านทานสัมผัสที่ตนได้รับ ทุกครั้งที่ขานับหมื่นเคลื่อนไหวไปตามผิวหนังของเขา ขนทั่วกายพลันลุกซู่ตั้งชันอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย

            ทันใดนั้น เขี้ยวที่แยกออกได้เจาะเข้าไปผ่านเนื้อหนัง หนึ่งเขี้ยวประกอบไปด้วยอีกนับหมื่นเขี้ยวงอกออกมา เรือนร่างของมันมุดเข้าสู่ร่างกายและหายไปราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน

            .

            [ใช้งาน ‘ปรสิตเลือดอำพัน’]

            .

            [เริ่มต้นกระบวนการปรับแต่งพันธุกรรมในเชิงลึก]

            .

            [0.5]

            .

            [0.75]

            .

            [1]

            .

            [กระบวนการปรับแต่งพันธุกรรมเสร็จสิ้น]

            .

            ข้อความได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของกวี กระนั้นแล้ว กลับไม่มีสิ่งใดแปรเปลี่ยนไปในเชิงกายภาพ ร่างกายของเขายังคงเหมือนเดิมในทุกระเบียบนิ้ว

            กวีเริ่มต้นการทดลองในขั้นตอนต่อไป เขาถือดาบงูพิษทมิฬ เกลด้าในมือซ้าย และปืนลูกโม่กระสุนแสง ดูนในมือขวา ครู่ต่อมาริมฝีปากจึงเริ่มต้นสั่นไหวพลางเปล่งออกเป็นเสียงอันแผ่วเบา

            “ปรสิตเลือดอำพัน.. จัดเก็บ..” เมื่อสิ้นเสียง อาวุธทั้งสองได้เปล่งประกายเป็นแสงสว่างไสว ก่อนจะเลือนหายไปกลายเป็นอณูแสง และพุ่งทะยานเข้าสู่ร่างกายของกวีในท้ายที่สุด

            ในขั้นตอนต่อมา กวีได้กรีดนิ้วชี้ข้างขวาจนหยาดเลือดหลั่งไหล 

            “ปรสิตเลือดอำพัน เกลด้า” เขากล่าว ครู่ต่อมาหยดเลือดได้แปรเปลี่ยนเป็นดาบสีทมิฬในทันตา ใช้เวลาอยู่ราวสามวินาทีจากการก่อเกิดจนกระทั่งการสรรค์สร้างเสร็จสมบูรณ์

            “ปรสิตเลือดอำพัน ดูน” วาจาถูกเปล่งอีกครั้ง พร้อมกับดาบในมือขวาได้แปรเปลี่ยนเป็นปืนสั้นในทันตาเห็น 

            แม้จะเป็นอาวุธปรสิตระดับหนึ่ง กระนั้นกลับมีความสามารถดีเลิศหากผู้ถือครองสามารถประยุกต์ใช้ เพียงแต่ว่า ยิ่งครุ่นคิดกลับยิ่งเพิ่มพูนความสงสัย ไม่ว่าจะแหวนสะกดพลัง อาเรกูรัสก็ดี แหวนวงนี้ช่างเหมาะสมกับผู้หลบหนีเยี่ยงกวี ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงไปที่จุดเดียวกัน นั่นคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เขา 

            ในขณะที่ครุ่นคิดอยู่นาน โถงถ้ำขนาดใหญ่ได้สั่นไหวอีกครั้ง เพดานเหนือศีรษะขึ้นไปเริ่มต้นแตกหัก ครู่ต่อมาทุกสิ่งได้มืดลงในทันใด

            พลันกวีลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทิวทัศน์ตรงหน้าได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท้องนภาทอแสงสีครามขยับขยายอาณาเขตไปทั่วทุกสารทิศ ใต้เท้าคือทุ่งหญ้าสดเขียวขจี เบื้องหน้าปรากฏทะเลสาบใสสะอาด พร้อมต้นไม้ใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยผลไม้มากถึงเจ็ดสี บ่งบอกว่ายามนี้กวีได้ย้อนคืนกลับมายังห้วงแห่งแรกเริ่มอีกครั้ง

            เมื่อมาถึง กวีเหลียวมองเจ้าโครงกระดูกที่ยามนี้แน่นิ่งราวกับตุ๊กตา หนึ่งสิ่งที่แน่นอนคือมันไม่มีชีวิต เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ปะทะกับกองโจรงูเห่าดำ กวีย่อมรู้ว่ามีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป แต่มีครั้งเดียวที่เขามีความรู้สึกคุ้นเคยมากกว่าครั้งอื่นใด

            ‘นั่นคือครั้งที่ตนพบกับเด็กสาวร่างเล็ก ณ งานเลี้ยงเมื่อยามค่ำคืนในตอนนั้น’

            กวีมิอาจคาดเดาถึงเรื่องราวทั้งหมด ทว่าทิวทัศน์รอบกายกลับเริ่มต้นสูญสลายหายไปอีกครั้ง และในครู่ต่อมา พบว่าตนนั้นได้กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงเป็นที่เรียบร้อย

            กวีกลับมายังห้องหนึ่ง ณ วิหารใหญ่ที่ตนเคยจากมา เขาลองก้มลงพลางเอามือขวากวาดฝุ่นที่เกาะตามพื้นลาน

            “ดูเหมือนจะผ่านไปนานพอสมควร สิบวัน.. ไม่สิ อย่างต่ำคงจะราว ๆ ยี่สิบวัน” เขากล่าว

            ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงแห่งแรกเริ่มล้วนล่วงผ่านไปตามเวลาจริง นับตั้งแต่ที่กวีเริ่มต้นเข้าไปยังที่แห่งนั้น จนถึงยามนี้วันเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วยี่สิบวันเช่นกัน

            ทันใดนั้น กวีได้ยินเสียงบางสิ่งกระทบพื้นดิน คล้ายคลึงกับเสียงฝีเท้า 

            “นั่นคนหนิ !!” กวีส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ เท้าขวาย่างก้าวไปพร้อมรรอยยิ้มที่เปี่ยมความสุข 

            พวกเขาคือกลุ่มนักเดินทางจำนวนสี่คน คนแรกคือชายร่างใหญ่สูงราวร้อยแปดสิบเซน ศีรษะไร้ซึ่งเส้นผมประหนึ่งลูกบอล พร้อมมือขวาถือโล่ใหญ่สีทมิฬสลักลวดลายคล้ายคลึงกับดอกบัวตูม

            คนต่อมาเป็นผู้ชายและมีส่วนสูงเทียบเคียงกัน เส้นผมสีดำยืดยาวประบ่า มือขวาถือดาบเล่มใหญ่คล้ายกับดาบที่โอเกอร์เคยมีอยู่ กระนั้นกลับดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าในอีกระดับหนึ่ง

            คนที่สามเป็นผู้หญิง เธอมีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเรียวยาวเป็นลอน ใบหน้าแลดูสละสรวยกระนั้นกลับถูกปกปิดด้วยแว่นตา สวมใส่เสื้อคลุมประหนึ่งบัณฑิตผู้จบการศึกษา พร้อมมือขวาถือหนังสือเล่มหนึ่งสลักลวดลายดวงตาแห่งปีศาจแลดูน่าเกรงขาม ส่วนสูงของเธอคงอยู่ที่ราวร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร

            และคนสุดท้าย รูปลักษณ์ของเธองดงามราวกับหลุดรอดออกมาจากในนิยาย เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ราวทุ่งหิมะ เธอสูงในระดับหญิงสาวคนแรก ดวงตามีสีมรกตเช่นเดียวกับองค์หญิงแอนนา สวมใส่เสื้อผ้าดูเรียบง่ายพร้อมถุงย่ามเล็กกระนั้นกลับแสดงออกถึงความสูงส่งผ่านกิริยาและมารยาท 

            กวีปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทั้งสี่คนในสภาพมอมแมม เสื้อกล้ามที่เคยมีสีขาวทว่ายามนี้กลับเลอะฝุ่นจนแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล 

            พลันได้เห็นสภาพของเขา เมื่อนั้นสาวน้อยผู้มีสีผมราวหิมะขาวจึงยื่นผ้าให้แก่เขา “เอานี่ไปสิคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน กวีจึงเร่งรับเอาผ้าพลางเช็ดหน้าของตนในทันที

            ทุกคนรู้สึกงุนงงและฉงนสงสัย ใครกันที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา เร่งมองตากันครู่หนึ่ง ครู่ต่อมาหญิงสาวคนเดิมจึงเริ่มต้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง 

            “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันคะ ?” 

            เมื่อได้ยินคำถาม กวีจึงแปรเปลี่ยนสีหน้าไปในฉับพลัน 

            .

            < เอาไงดีล่ะ ถึงคนพวกนี้จะดูไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร แต่การจะบอกความจริงทั้งหมดมันจะดีแน่หรือ ? >

            .

            กวีครุ่นคิด หลากหลายความคิดได้ปรากฏขึ้นในหัวของเขา แน่นอนว่ากวีย่อมไม่บอกความจริงเรื่องแอนนา 

            เพียงแต่ว่า โลกใบนี้คือโลกที่แตกต่าง หนึ่งในพวกเขาอาจจะมีผู้ที่ถือครองทักษะในการจับเท็จ หรือบางทีอาจจะสามารถอ่านจิตใจในขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด การโกหกจึงมิใช่หนทางที่ดีไม่ว่าทางใดก็ตาม

            .

            < ดูจากท่าทีของพวกเขา แสดงว่าคงไม่มีใครที่มีความสามารถอ่านใจสินะ แต่ก็ยังต้องระวังทักษะจับเท็จอยู่ >

            .

            กวีครุ่นคิดอีกครั้ง เขาไม่ย่อหย่อนความระมัดระวังแม้แต่น้อย โลกใบนี้นั้นโหดร้าย กระนั้นสิ่งที่โหดร้ายยิ่งกว่ากลับเป็นมนุษย์ด้วยกันเอง  

            “เผอิญว่าผมต้องแยกออกจากกลุ่มเมื่อหลายวันก่อน เป้าหมายของผมคือการออกไปจากทะเลทรายอาวาเลส แต่สืบเนื่องด้วยความผิดพลาดบางประการ ทำให้ผมจึงมาถึงที่นี่โดยบังเอิญ” กวีเอื้อนเอ่ยออกไปพร้อมทั้งรอยยิ้ม เขามิใช่พูดปด เพียงแต่ในเนื้อความมิได้บอกถึงความจริงทั้งหมด ‘หลายวันก่อน’ กับ ‘ยี่สิบวันก่อน’ มีความหมายที่คล้ายคลึงกัน ทว่า ‘หลายวันก่อน’ กลับมีความหมายคลุมเครือยิ่งกว่า การจะตีความว่ากวีพึ่งหลงทางมาเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน

            ทั้งสี่คนจ้องตากวีเมื่อเขากล่าวจบ แม้ยามนี้สีหน้าของเขาจะแลดูนิ่งสงบ กระนั้นหัวใจกลับเต้นระรัวจนผิดแปลกไปจากระดับปกติ

            เมื่อนั้นหญิงสาวผู้มีนัยน์ตาสีมรกตได้เผยยิ้มออกมา ริมฝีปากของเธอสั่นไหวและกล่าว “เช่นนั้นก็โชคดีแล้วที่คุณมาจากพวกเรา”

            ได้ยินถ้อยคำของเธอ กวีจึงทอดถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หรือในบางที เขานั้นเพียงคิดมากเกินไปจนระแวงไปเองก็เป็นได้ 

            “งั้นผมขอถามกลับ พวกคุณเป็นใคร และมาทำอะไรที่นี่ ?” กวีเอ่ยถามกลับไป พลันได้ยินคำถาม เธอจึงเผยยิ้มออกมาอีกครั้งพร้อมกล่าว 

            “ก่อนอื่นขอให้พวกเราได้แนะนำต่อกันสักครู่ ชั้นชื่อแมรี่ เบ็คเนอร์ ส่วนผู้ชายที่ถือโล่คือผู้พิทักษ์ของพวกเรา ชื่อว่ากามู อาหมัด ส่วนชายที่ถือดาบเล่มใหญ่คือพลบุกทะลวง ชื่อว่าเซนต์จอส ไอฟิว และคนสุดท้าย เธอคือน้องสาวของชั้นและเป็นผู้สนับสนุนของกลุ่ม ชื่อว่าเรเชล เบ็คเนอร์ พวกเรามาที่นี่เพื่อทำการสำรวจวิหารแห่งนี้ด้วยความต้องการของพวกเรา”

            พลันได้ยินในสิ่งที่เธอเอื้อนเอ่ยออกมา แววตาของกวีจึงเปล่งประกายออกมาด้วยความตกตะลึง

            “งั้นพวกคุณก็คือ !!” วาจาว่ากล่าวดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกันนั้น ทั้งสี่คนได้จดจ้องมองหน้ากัน พวกเขาเผยยิ้ม ครู่ต่อมา หญิงสาวผู้มีนามว่าแมรี่จึงหยิบยกบางสิ่งออกมาจากกระเป๋า คล้ายกับตราสัญลักษณ์ สรรค์สร้างมาจากทองแดง ณ ใจกลางมีสลักรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวนหนึ่งขีด 

            “ใช่แล้วค่ะ เป็นอย่างที่คุณคิด พวกเราคือนักบุกเบิกค่ะ”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912