เมื่อได้สดับวาจาอันเด็ดเดี่ยวของอวิ๋นเหมย ทุกคนในที่นั้นต่างตกอยู่ในสภาวะโศกเศร้าเพียงชั่วครู่ “ภรรยาข้า ตัวข้าเองก็จะปกป้องจิ่นติ้งอย่างสุดกำลัง ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ้นชีพตักษัยก็ตาม!” จิ่นลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมก้าวเข้าไปเคียงข้างอวิ๋นเหมย
แม้แต่จ้าวดินแดนเทพนภาก็ประกาศกร้าว “พวกเ้าทั้งสองจงวางใจ ข้าเองก็จะปกป้องหลานชายผู้นี้ด้วยทุกสิ่งที่มี!” ทว่าในขณะนั้น เจียงเหอกลับลอบทอดถอนใจ ความจริงแล้วนิมิตที่เขาเห็นมิใช่เพียงความตายธรรมดา หากแต่เป็ภาพของ บุรุษผู้ยืนหยัดท่ามกลางมหาสมุทรโลหิตและกองซากศพนับล้าน!
ทันใดนั้นจิ่นติ้งพลันแผดเสียงร้องไห้ก้อง สร้างความตระหนกให้แก่จิ่นลี่และอวิ๋นเหมยยิ่งนัก “เกิดเื่อันใดขึ้นกับลูกเรา!” แต่เพียงชั่วพริบตากลิ่นอายพลังมารอันแสนบ้าคลั่งก็พลันะเิออกครอบคลุมทั่วร่างของทารกน้อย! ทั้งสี่คนในห้องถึงกับหน้าถอดสี “ไอพลังมารช่างเข้มข้นและบริสุทธิ์ยิ่งนัก!” จ้าวดินแดนเทพนภาเอ่ยด้วยความตกตะลึง ก่อนที่กลิ่นอายนั้นจะอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
อวิ๋นเหมยตกอยู่ในอาการเหม่อลอย กลิ่นอายมารอันบริสุทธิ์เช่นนี้ ในใต้หล้าหาได้มีใครเทียบเคียง มารทุกตนในดินแดนของนางล้วนมีไอมารต่ำกว่าเศษเสี้ยวของจิ่นติ้งด้วยซ้ำ กลิ่นอายนี้นางจดจำได้ลึกถึงจิติญญา มันช่างคล้ายคลึงกับ เสด็จยายของนาง!
ทว่าผู้ที่สภาวะจิตใจปั่นป่วนที่สุดกลับเป็เจียงเหอ ใบหน้าของเขามืดมนอัปลักษณ์จนถึงขีดสุด ก่อนจะเอ่ยลาจ้าวดินแดนเทพนภาเพื่อขอตัวกลับพรรค เขาสะบัดข้อมือเพียงคราเดียวม่านมิติก็พลันฉีกขาดออกเพื่อนำพาเขากลับสู่สำนัก
*****************************************************************************
ณ พรรคเทพส่องฟ้า
เมื่อเจียงเหอก้าวพ้นม่านมิติมาถึงประตูพรรค เหล่าศิษย์เฝ้าประตูต่างประสานมือคารวะด้วยความยำเกรง เขาพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะพุ่งตรงไปยัง หอคัมภีร์บรรพชน เพื่อค้นหาคำทำนายโบราณ และเมื่อเขาเปิดคัมภีร์เล่มหนึ่งขึ้น ข้อความข้างในกลับจารึกไว้ว่า
“เทพมารลืมตาตื่น ราตรีกาลมืดมน ปฐีอาบโลหิต”
ร่างของเจียงเหอสั่นเทิ้มด้วยความหวาดหวั่น คัมภีร์ในมือร่วงหล่นลงพื้นราวกับสติสัมปชัญญะได้หลุดลอยไป
“ข้าควรทำเช่นไร เด็กผู้นั้นคือปีศาจโดยแท้! ข้าต้องลงมือทำบางอย่าง แม้วิธีนี้จะอำมหิตเกินหยั่งถึง แต่เพื่อความมั่นคงของใต้หล้า... จงอย่าได้ถือโทษโกรธข้าเลย” เขาเอ่ยเสียงแ่เบาก่อนจะเรียกศิษย์คนสนิทมาเพื่อถ่ายทอดคำสั่งลับ “ไปตาม จื่อลู่ มาพบข้าที่ห้องเดี๋ยวนี้!” ศิษย์คำนับแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องลับอันเงียบสงัด เจียงเหอยืนทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหนักใจ
“แอ๊ดด” เสียงประตูเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า
เมื่อจื่อลู่ก้าวเข้ามาและทำความเคารพ เจียงเหอก็หันกลับมาพร้อมแววตาที่เยือกเย็น “ข้ามีภารกิจสำคัญให้เ้าจัดการ และเื่นี้ห้ามผิดพลาดแม้เพียงกึ่งก้าว!” เจียงเหอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เ้าคงรู้เื่บุตรชายของจิ่นลี่และอวิ๋นเหมยแล้ว จื่อลู่ ฟังคำสั่งข้าให้ดี จงไปสังหารทารกนั่นเสีย!”
จื่อลู่หน้าถอดสีทันทีด้วยความไม่ยินยอม “นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร? จะให้ข้าลงมือสังหารเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกงั้นรึ!” เขามิอาจยอมรับคำสั่งที่เืเย็นเช่นนี้ได้
“ข้ามีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้!” เจียงเหอกล่าวเสียงแข็ง “ข้ามีสองทางเลือกให้เ้า หนึ่งคือสังหารมันเสียอย่าให้ได้มีลมหายใจอยู่ในใต้หล้านี้! หรือสอง จงทำลายเส้นลมปราณของมันให้พิการตลอดกาล แล้วโยนมันลงสู่ม่านปราการมิติอันไร้ที่สิ้นสุด!”
จื่อลู่ครุ่นคิดด้วยหัวใจที่บีบคั้นก่อนจะเอ่ยปาก “ข้าน้อมรับคำสั่งท่านเ้าพรรค ทว่าข้าขอเลือกหนทางที่สอง ข้าจะทำลายเส้นลมปราณของเด็กน้อยผู้นั้นและโยนเขาเข้าสู่ม่านมิติ” เมื่อสิ้นคำ จื่อลู่ก็คำนับและเดินจากไป ทิ้งให้เจียงเหอยืนทอดถอนใจอยู่กลางความเงียบงันเพียงลำพัง