บทที่ 22 คำทำนายของไต้ซื่อ
ความสนิทสนมของแม่ทัพเฉินและคุณหนูเล็กจ้าวเป็ข่าวลือไปทั่วทุกพื้นที่ในเมืองหลวงความสนิทสนมที่แม่ทัพไม่เคยให้ใครได้ปรากฏต่อหน้าผู้คนในเมืองหลวงยิ่งข่าวลือหนาหู ยิ่งมีการแต่งเติมใส่สีเข้าไปอีกมากบ้างก็ว่าทั้งสองคนเป็คนรักกันมาั้แ่อารามห่างไกลชายแดนเมืองเว่ยยามที่เฉินจือหานไปทำศึกยังเมืองซีหยาง
บ้างก็ว่าทั้งสองคนพึ่งจะตกหลุมรักกันยามที่เดินทางมาเมืองหลวงหนักกว่านั้นก็ลือกันไปว่าที่เฉินจือหานไม่ยอมแต่งงานตนอายุถึงเท่านั้นเป็เพราะแม่นางน้อยผู้นี้
ซึ่งมันก็มีทั้งจริงและไม่จริงอยู่ในนั้น
“ที่นายท่านกับท่านแม่ทัพนั่งตึงใส่กันนี่เพราะข่าวลือนั้นหรือเ้าคะ”อาจิงถามด้วรอยยิ้มเสร็จก็หัวเราะในลำคอชอบใจ ที่ข่าวลือพวกนั้นหลุดออกไป
เฉินจือหานผู้นั้นมาที่เรือนั้แ่เช้าแต่ถูกพี่ใหญ่รั้งไว้ที่เรือนหลัก บ่าวว่าทั้งสองคนทำสีหน้าเคร่งเครียดใส่กันแต่จ้าวซินเยว่กลับคิดว่า คงมีแต่พี่ใหญ่ที่ทำหน้าเครียดใส่แม่ทัพเป็แน่
“อาจิงลามปามใหญ่แล้วนะ คุณหนูจ้าวอี้หยางกับแม่ทัพให้ท้ายก็ใช่ว่าจะพูดอะไรก็ได้นะ”เสี่ยวโยวตักเตือนบ่าวรุ่นน้อง แต่ก็รู้สึกดีกับข่าวลือเ่าั้เพราะั้แ่ที่แม่ทัพสารภาพกับคุณหนูในวันนั้นคุณหนูก็ดูจะผ่อนคลายขึ้นยามอยู่กับแม่ทัพคงเป็เพราะคุณหนูรับรู้แล้วว่าแม่ทัพรู้สึกอะไร ทำให้วางตัวได้ถูกต้องและดูเหมือนคุณหนูก็จะไม่ได้ปิดใจกับท่านแม่ทัพด้วย
คุณหนูของพวกนางดูร่าเริงขึ้นและแสดงความเอาแต่ใจอย่างที่ไม่เคยเป็กับท่านแม่ทัพคุณหนูยามนั้นช่างสดใสและน่าเอ็นดูยิ่ง
“ข้าดีใจนี่เ้าคะขืนเป็แบบนี้อีกไม่นานจวนเราได้มีงานมงคลคู่เป็แน่ เนอะ พี่เสี่ยวโยว”
“รีบหรอ”จ้าวซินเยว่ที่ฟังมาสักพักก็พูดแทรกบทสนทนาของบ่าวยามนี้นางสนใจแต่เรือนสมุนไพรที่พึ่งสร้างเสร็จของนางยามนี้นางขอให้จ้าวหานบอกจ้าวฉางหยางให้นำเมล็ดสมุนไพรจากอาจารย์ของนางมาให้ด้วย
“คุณหนูแม่ทัพก็อายุมากขึ้นทุกวัน ท่านไม่รีบแต่งเดี๋ยวก็มีลูกไม่ทันใช้หรอกนะเ้าคะ”อาจิงพูด
“เื่ของเฉินจือหานผู้นั้นสิไม่เกี่ยวกับข้าเลย” จ้าวซินเยว่พูดด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนนางยังคงสนใจขนของเข้าในโรงเรือนของนางต่อไป
“เช่นนั้นก็น่าสงสารแย่เลยนะท่านแม่ทัพน่ะ”จ้าวอี้หยางที่มักจะเดินมาเล่นที่เรือนของนางมากกว่าเรือนตัวเองพูดด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ
“เ้าก็อีกคนนะอี้หยางอยากแต่งก็แต่งไปก่อนเลยไม่ต้องรอ ข้ายังไม่อยากแต่ง”จ้าวซินเยว่กล่าวกับสตรีที่พึ่งเดินเข้ามา
ทั้งสามคนเข้ากันได้ดีจนนางเริ่มสงสัยว่าเสี่ยวโยวกับอาจิงเป็บ่าวของใครกันแน่ เหตุใด่หลังถึงเข้ากับจ้าวอี้หยางได้ดีขนาดนั้น
ที่จ้าวซินเยว่พูดนางก็คิดเช่นนั้นจริงๆยอมให้เข้าหาใช่จะคบหา แม้จะคบหากันก็ใช่ว่าจะต้องตบแต่งกับบุรุษผู้นี้เฉินจือหานเป็คนร้ายลึก ก้าวพลาดนิดเดียวนางอาจจะเสียใจไปทั้งชีวิตก็ได้ก่อนจะตกลงอยู่ร่วมกัน ก็ต้องทันเฉินจือหานผู้นี้ให้หมดเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพกับพี่ใหญ่คุยกันเสร็จแล้วเดี๋ยวก็คงมาหาเ้าอีก”
จ้าวซินเยว่ถอนหายใจยาวเมื่อรู้ว่าแม่ทัพผู้นั้น จะมาหานางอีก นับั้แ่งานชมดอกไม้วันนั้นผู้ชายคนนั้นก็มาหานางทุกวันเท่าที่จะมาได้ อยู่คุยกันไม่นานก็ต้องมาแต่แปลกที่จ้าวซินเยว่กลับไม่ได้ผลักไสแบบก่อนๆ
“นั่นไงเ้าคะมานั่นแล้ว” อาจิงชี้ชวนให้หันไปดูเฉินจือหานที่เดินหน้าบานมาทางนี้ส่วนนางเพียงมองด้วยหางตาแต่ก็ยังสนใจต้นไม้ในมืออยู่ดี
“ทักทายแม่ทัพเฉินจือหานเ้าค่ะ”จ้าวอี้หยางพูดขึ้น บ่าวก็ทำตาม เฉินจือหานก็ยังเหมือนเดิม
“คุณหนูหลิว”เฉินจือหานทักทายกลับ
“เสี่ยวโยวอาจิง พาคุณหนูของไปเปลี่ยนชุดเสียหน่อยเถอะ นางต้องออกไปข้างนอกกับข้า”
“ไปไหนเ้าคะ”ใบหน้าสวยไร้การแต่งเติมเงยหน้าถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย
“ฝ่าาให้นำข้าวของไปให้อารามหลวงกล่าวว่าอยากให้เ้าออกจากเรือนบ้าง เลยให้ข้ามารับออกไป” เฉินจือหานตอบด้วยรอยยิ้มจ้าวซินเยว่พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับบ่าวเพื่อเปลี่ยนชุด เติมหน้าทำผมเสียใหม่ เพื่อจะออกไปกับเฉินจือหาน
วันนี้เฉินจือหานแต่งกายสบายกว่าวันปกติไม่ได้อยู่ในชุดสีดำหรือสีน้ำเงินเข้มแต่อยู่ในชุดสีอ่อนอาจิงจึงเสนอให้คุณหนูของนางแต่งกายให้เข้ากัน โดยเลือกสีเขียวพลิ้วดูอ่อนโยนเติมแต่งอย่างบางเบา ส่วนผมเสี่ยวโยวก็มัดให้ง่ายๆ แต่เรียบร้อยเครื่องประดับวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก อาจิงหยิบเอากำไรหยกสีขาวกับปิ่นเรียบๆขึ้นมาแทนที่จะโอ้อวด เพราะอย่างไรวันนี้ท่านแม่ทัพก็แต่งกายสบายๆจะแต่งให้เยอะกว่าก็จะดูประหลาด
“คุณหนูของบ่าวไม่แต่งก็สวย แต่งก็ยิ่งสวย” อาจิงชมไม่ขาดปากเสี่ยวโยวกับจ้าวซินเยว่มองหน้ากันก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“ไม่จริงหรอกมีคุณหนูมากมายที่งดงามกว่าข้า” จ้าวซินเยว่กล่าวถ่อมตน
“ข้าคิดเหมือนอาจิงนะเ้าคะข้าว่าคุณหนูงดงามจริง” เสี่ยวโยวยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
“เสี่ยวโยวก็งดงามหากสนใจบุรุษคนใดเป็พิเศษต้องบอกข้านะ”จ้าวซินเยว่บอกบ่าวที่อายุมากกว่าหลายปีแต่ยังไม่ได้ตบแต่งกับผู้ใด
“ข้าอยากอยู่กับคุณหนูตลอดไปเ้าค่ะ”เสี่ยวโยวยกยิ้ม
“ข้าก็เหมือนกัน”อาจิงเสริมด้วยความร่าเริง
“ไปกันเถอะ”
... ... ...
“เฉินจือหาน”เสียงต่ำของจ้าวหานเรียกแม่ทัพหนุ่มที่กำลังส่งนางขึ้นรถม้าจนทั้งสองคนต้องหยุดแล้วมองคนเรียกที่ยืนกอดอกทำให้ตึงใส่บรรยากาศรอบข้างเย็นเฉียบไปหมดจนจ้าวซินเยว่กลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก
ต่างจากคนโดนเรียกที่ยืนมองอีกฝ่ายนิ่งๆยิ้มมุมปากเท่านั้น
“ถ้านี่ไม่ใช่คำสั่งของฮ่องเต้ข้าไม่ปล่อยให้เ้าพาน้องสาวข้าไปแน่”
“ท่านลุงนี่ก็สอดมือไม่เข้าเื่หวังว่าเ้าจะไม่ถือโทษโกรธฝ่าาหรอกนะ ท่านพี่จ้าวหาน”
“ไอ้!...”
“ท่านแม่ทัพฝากน้องเล็กด้วย นานๆ ทีนางจะได้เปิดหูเปิดตา” หลี่หลินที่ยืนข้างๆอดทนไม่ไหวต้องมาขัดอารมณ์ของสองสหายสนิท ตลอดมาทั้งสองคนมีปากเสียงกันน้อยมากยกเว้นครั้งนี้
ส่วนต้นเหตุที่ทำให้บุรุษสองคนมองกันด้วยสายตาประหลาดทั้งยังประชดกันราวกับสตรีก็กระพริบตาปริบๆ มองพี่ชายของตนและแม่ทัพด้วยความมึนงง
“พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วงเฉินจือหานผู้นี้จะดูแลสตรีของข้าให้ดีเอง”
“เฉินจือหาน!!”
แม่ทัพหนุ่มรีบดันหญิงสาวเข้าไปในรถม้าคันใหญ่โดยที่เสี่ยวโยวกับอาจิงนั่งอยู่ด้านนอกตามมารยาทพร้อมกับรีบบอกให้คนเอารถม้าออกทันที ปล่อยให้จ้าวหานโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงโดยมีหลี่หลินคอยห้ามอยู่
... ... ...
ทัศนียภาพรอบๆเป็ที่สนใจของหญิงสาว มือบางค่อยๆยกขึ้นแหวกม่านหน้าต่างเล็กน้อยเพื่อมองรอบนอกรถม้าสกุลเฉินที่ผ่านถนนหนทางในเมืองลัดมายังเขตนอกเมืองที่มีพรรณไม้นานาชนิดรอบๆใบหน้าสวยจ้องทิวทัศน์ไม่กระพริบเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่จ้องทัศนียภาพของตัวเองไม่หยุดเช่นกัน
เฉินจือหานผู้นี้ก็ยังคิดว่าตนยังไม่อยากแต่งงานและไม่คิดเื่แต่งงานจนกว่าจะเลิกเป็ทหารเพราะตนเองรู้ว่าศึกข้างนอกนั่นเต็มไปด้วยคมดาบและความตายที่พร้อมจะพรากเอาชีวิตของเขาไปความคิดที่จะเป็เสาหลักให้สตรีสักคนหรือสร้างครอบครัวจึงไม่เคยอยู่ในความคิดของเขา
ยามได้พบกับจ้าวซินเยว่ในครั้งนั้นั้แ่ที่ช่วยนางที่น้ำตก จนได้รับการดูแลจากนางตอนที่ถอนพิษเขาไม่เคยถูกสตรีใดต่อล้อต่อเถียงมาก่อน เดิมก็แค่สนใจเอ็นดูนางอยากรู้จักสตรีที่อยู่ต่อหน้า เพราะนางไม่เหมือนกับสตรีคนอื่นในยุคสมัยนี้
เดิมทีมันเป็ความสนใจที่นางช่างแตกต่างแต่พอได้มองนาง ทั้งใบหน้าของนางที่ดูงดงามแต่ไม่ได้ดูอ่อนหวานเช่นคนอื่นรูปร่างและนิสัยที่พึ่งพาตนเองได้ ไม่พึ่งพาบุรุษ เขาจึงหลงไหลในตัวนางหากสตรีเช่นใดเหมาะกับทหารที่สามารถตายได้ทุกเมื่อเช่นเขาหากจะวางใจให้ใครดูแลบ้านดูแลครอบครัว ก็ต้องเป็สตรีเช่นนี้
และความคิดอยากแต่งงานก็เข้ามาในหัว
"จ้าวซินเยว่ เหตุใดเมื่อมาเมืองหลวง เ้าถึงไม่ออกไปไหนมาไหนเลย"เฉินจือหานชวนอีกฝ่ายสนทนาเพื่อกลบความเงียบ ั้แ่ที่ชายหนุ่มบอกอีกฝ่ายว่าสนใจจ้าวซินเยว่ก็ดูเกร็งเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นทั้งที่ปกติก็แทบจะไม่ได้ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว
“ข้าไม่อยากรบกวนท่านพี่กับพี่สะใภ้เ้าค่ะ”
“แล้วข้าล่ะเ้ามีข้าอยู่ทั้งคน เหตุใดไม่เคยเอ่ยปากบอกข้าว่าอยากไปไหนมาไหนบ้าง”เฉินจือหานไม่ได้โกรธ แค่อยากจะรู้ อยากรู้ว่าตนเองอยู่ส่วนใดของหัวใจนาง
“ข้าคิดว่ามันไม่เหมาะสมชายหญิงไม่ควร...”
“ข้าชอบเ้าเกี้ยวเ้า ทำอะไรเปิดเผยตรงไปตรงมา เช่นนั้นการไปไหนมาไหนกับข้าจะไม่เหมาะสมหรือ”เฉินจือหานพูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมมองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัยจ้าวซินเยว่เองก็จ้องหน้าอย่างไม่ได้เกรงกลัว “หรือเ้ารังเกียจข้า”
“ท่านแม่ทัพข้าไม่ได้รังเกียจท่าน ข้าแค่ไม่อยากรบกวน เื่ที่ท่าน... ชอบข้าข้าเองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นกัน” จ้าวซินเยว่ขมวดคิ้วตอบตามความเป็จริงเทียบกับบุรุษอื่น นางไม่ได้รังเกียจหรืออยากหนีหน้ามากเพียงแต่นางทำตัวไม่ถูกเท่านั้นจึงพยายามหนีหน้าเพื่อตั้งหลัก
“ก็ไม่เห็นจะต้องทำอะไรแค่เป็ตัวเ้าเช่นเดิมก็เพียงพอแล้ว”
... ... ...
รถม้าสกุลเฉินเทียบที่หน้าอารามแห่งหนึ่งบ่าวชายนำบันไดเล็กๆ มาตั้งก่อนที่แม่ทัพเฉินจือหานจะเดินออกมาจากรถม้าอย่างสง่างามด้วยอาภรณ์สีสว่างแตกต่างจากปกติ
เดิมทีชายหนุ่มก็มีความงดงามแบบน่าเกรงขามในชุดเกราะมักสวมชุดสีเข้ม แม้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่ไว้หนวดเคราแต่ก็ดูทรงอำนาจแต่วันนี้ชายหนุ่มกลับดูอ่อนนุ่มแปลกตาจนดรุณีน้อยใหญ่ที่ผ่านไปมาต่างจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่ละสายตา
แต่ความฝันของสตรีน้อยใหญ่ต้องสลายหายไปเมื่อมือเล็กๆสีขาวเนียนยื่นออกมาจากรถม้าจวนสกุลเฉินก่อนที่สตรีที่ปรากฏตัวออกมาจะทำให้ทุกคนลืมหายใจ
เป็จ้าวซินเยว่น้องสาวของจ้าวโหวกุนซือเพื่อน สตรีที่แทบจะไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นเลยทว่าสตรีที่อยู่ในงานชมบุษผาของไทเฮาย่อมจำใบหน้าของนางได้เป็อย่างดี
สตรีที่มีข่าวลือกับแม่ทัพเฉินมีมากมายแต่สตรีคนเดียวที่ยังสามารถใกล้ชิดแม่ทัพได้กลับมีเพียงผู้เดียวคือจ้าวซินเยว่ยิ่งวันนี้ทั้งสองคนปรากฏตัวด้วยกันอีกทั้งแม่นางจ้าวผู้นี้ยังมาด้วยรถม้าสกุลเฉิน บางทีจวนเฉินอาจจะมีข่าวดีในไม่ช้านี้แล้ว
จ้าวซินเยว่ที่เดินลงมาโดยทีเฉินจือหานจับมือเป็หลักเพื่อให้นางไม่ล้มเมื่อถึงพื้นนางก็มองเบื้องหน้าด้วยความสนใจ
อารามที่นี่ดูร่มรื่นเต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิดพร้อมกับผู้คนที่เดินไปมากันมากมายสำหรับจ้าวซินเยว่นี่เป็การเข้าสถานที่เช่นนี้ใยรอบหลายเดือนั้แ่มาอยู่ที่เมืองหลวง
เฉินจือหานเห็นท่าทีของหญิงก็พลันยิ้มดีใจสมัยที่อยู่เมืองเว่ย หญิงสาวตรงหน้ากับอาจารย์ผู้สอนวิชาแพทย์มักจะแวะเวียนไปทำบุญกันบ่อยครั้งเพราะการรักษาผู้คนมันทั้งรักษาให้หาย หรือตายคามือหมอล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้นอาจารย์ของนางจึงขยันพาลูกศิษย์ไปทำบุญให้แก่คนไข้ที่หมดสิ้นอายุไขเป็ประจำ
ั้แ่มาเมืองหลวงจ้างซินเยว่ก็เอาแต่อยู่ในเรือน จ้าวหานก็ไม่มีเวลาพานางออกมาเที่ยวชมเมืองหลวงเฉินจือหานจึงคิดจะพานางออกมาด้วยตัวเอง
"ที่นี่เป็อารามที่คนทั่วไปมากราบไหว้ไต้ซือของที่นี่เองท่านลุงก็นับถือมานาน เห็นว่ากลับมาจากศึกษาแล้วท่านลุงไหว้วานให้ข้ามาพบ ข้าเลยถือโอกาสพาเ้ามาด้วย" เฉินตือหานค่อยๆปล่อยมือบางของหญิงสาวพลางเดินเคียงจ้างอีกฝ่ายขึ้นไปที่้าเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยมีอาจิงและทหารอีกสองคนเดินตาม
"ทั้งที่อยู่ในเมืองแท้ๆ แต่กลับเต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายผู้ที่สร้างอารามต้องร่ำรวยมากนะเ้าคะ"
"เงินส่วนใหญ่ที่นี่ก็มาจากภาษีของประชาชน ทางที่มาที่นี่ก็เช่นกันท่านลุงข้าเชิดชูศาสนา จึงอยากให้ทีวัดที่ใกล้เมือง เดินทางมาง่ายแต่ไม่ทิ้งความเป็ธรรมชาติไว้"
จ้าวซินเยว่พยักหน้ารับกับสิ่งที่เฉินจือหานกล่าวท่านลุงของชายหนุ่มก็คือโอรส์ผู้นั้นไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดอารามนี้จึงใหญ่โตและงดงาม
ผู้คนที่มาที่นี่ล่วนมีฐานะทางสังคมที่แตกต่างกันนางดูจากการแต่งกาย แต่ทุกอย่างก็สงยเรียบร้อยคงเพราะมีทหารจากวังหลวงมาประจำการตามจุดต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยไม่เช่นนั้นที่นี่คงเต็มไปด้วยขอทานมากมายเช่นอารามอื่นๆ แล้ว
ทั้งสองคนเดินพูดคุยกันไปตามทางโดยไม่สนสายตาที่มองทั้งคู่ว่าจะมองด้วยสายตาแบบใดและนำไปพูดต่ออย่างไรโดยเฉพาะจ้าวซินเยว่ แม้นางจะยังมิได้รู้สึกกับเฉินจือหานลึกซึ้งทว่าอีกฝ่ายก็ชัดเจนว่าชอบนางอย่างออกหน้า นางเองก็ไม่รังเกียจที่จะลองเปิดใจ นางก็ไม่ได้รู้สึกว่าเฉินจือหานจะบังคับขืนใจอะไรทุกครั้งที่มาหา หากนางว่างก็จะมาพูดหยอกล้อ อยู่ด้วยตามประสาแต่หากนางอยากทำอย่างอื่น คนคนนี้ก็ขอแค่มานอนหลับพักที่เรือนของนางเท่านั้น
ทั้งที่เฉินจือหานจะบังคับนางแต่งกับเขาเพียงนำราชโองการมายื่นตรงหน้าก็ได้แต่อีกฝ่ายกลับเข้าหานางอย่างเปิดเผย และอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายนางจึงไม่รังเกียจที่จะลองทำความรู้จักกับอีกฝ่ายให้มากขึ้น
ขณะที่สองหนุ่มสาวเดินไปอย่างไม่เร่งรีบก็บังเอิญเจอกับใครบางคนที่หยุดต่อหน้าพวกนางเฉินจือหานมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบดวงตานิ่ง ส่วนนางนั้นไม่รู้จักอีกฝ่ายจึงได้แต่มองเฉยๆ
"บังเอิญเสียจริง ไม่คิดว่าจะได้มาเจอเ้าที่นี่"สตรีสูงวัยพูดด้วยน้ำเสียงไม่หนักไม่เบาพร้อมมองนางั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาและรอยยิ้มเหยียด
เื่การหักหน้าหลิวลู่เสียนในงานชมดอกไม้ย่อมมาถึงหูตระกูลหลิวยิ่งทำให้ชังน้ำหน้าลูกสาวของจ้าวอันหรานกว่าเดิม
"ฮูหยินผู้เฒ่าหลิว ไม่ได้พบกันเสียนาน"เฉินจือหานทักทายอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบกล่าวตามมารยาทไม่ได้แสดงท่าทียินดียินร้าย ส่วนจ้าวซินเยว่ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใครก็มองหน้าพวกนางอีกครั้ง
"คุณหนูจ้าวสินะ เราเคยเจอกันแล้ว จำข้าไม่ได้หรือ" หลิวฮูหยินเสิ้นอ้าย กล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แววตากลับจิกกัดจ้าวซินเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยทำท่าทีเหมือนจำอีกฝ่ายไม่ได้เพื่อยียวน
"คารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลิว ฮูหยินหลิว ข้าเสียมารยาทแล้ว" จ้าวซินเยว่คารวะอีกฝ่ายตามาุโแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้สิ่งใด
"ข้าสองคนก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของเ้า เ้าเป็หลานสาวของข้าแท้ๆอย่าได้คิดเช่นนั้น หากว่างเ้าก็เข้ามาดื่มน้ำชาที่จวนสกุลหลิวบ้างสิ"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวมัดมือชกจ้าวซินเยว่อย่างไม่เกรงกลัวหลิวซือิลูกชายนางเชิญผ่านจ้าวหานหลายครั้งแต่ก็ไร้วี่แววคนสกุลจ้าวมาเยือนที่จวนนางจึงมัดมือชกเด็กสาวตัวคนเดียวเสียเลย
ทางด้านจ้าวซินเยว่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นคนอื่นอาจไม่รู้แต่ไม่ใช่นางและคนรอบข้าง คนพวกนี้้าสานสัมพันธ์เดิมกับสกุลจ้าวด้วยหลายเหตุผลอย่างหนึ่งก็คือเพื่อสืบหาหลักฐานที่มารดาในครั้งนั้นหรืออาจจะมีอะไรมากกว่านั้นก็เป็ได้ นางจึงนิ่งเอาไว้
เฉินจือหานได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มอย่างรังเกียจตระกูลหลิว้าสิ่งใดเขาก็ย่อมรู้ คงอยากได้จ้าวซินเยว่กลับไปเป็หลานสาวของตนเอาไปทรมานกลั่นแกล้งหนักที่สุดก็คงจัดแจงแต่งงานให้นาง หรือไม่ก็อยากหาหลักฐานที่อยู่ในมือของจ้าวอันหราน
"ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกต้องบรรพบุรุษที่จ้าวซินเยว่กราบไหว้ล้วนเป็คนของตระกูลจ้าวแม้ท่านจะเอ็นดูแต่ก็ควรให้เกียรติท่านหญิงเจี่ยลี่แห่งสกุลจ้าวที่เลี้ยงดูนางมาั้แ่เกิดตามลำพัง"เฉินจือหานย่อมไม่พอใจที่อีกฝ่ายจะเข้าหาจ้าวซินเยว่ ไม่ใช่เพราะเขาโปรดหญิงสาวแต่เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ตระกูลหลิวไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดวันนี้จะมายัดเยียดความเป็สายเืให้คงไม่เหมาะสม
"แม่ทัพเฉิน เสี่ยวอี้ของเราก็ไม่ได้พบมารดาของท่านนานแล้วไว้ข้าจะกล่าวให้นางเข้าพบพิงจิ่งกงจูบ้างดีหรือไม่"เสิ้นอ้ายกล่าวกับเฉินจือหานด้วยรอยยิ้ม ตระกูลหลิวโลภมากนักอยากให้บุตรีมาเชื่อมวาสนากับตระกูลเฉินความโลภที่ชัดเจนเช่นนี้ทำให้เฉินจือหานแทบจะหายใจไม่ออก
"ไม่รบกวนจะดีกว่า ข้ากับนางไม่รู้จักกัน เกรงว่าผู้คนจะมองไม่ดี"เฉินจือหานปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาไม่รักษาหน้าอีกฝ่าย จนเสิ้นอายยิ้มค้าง"ข้ากับคุณหนูจ้าวขอตัวก่อน ลาตรงนี้"
เฉินจือหานไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรต่อกับจับจูงมือของจ้าวซินเยว่เดินขึ้นไปทิ้งให้สองฮูหยินตระกูลหลิวนิ่งพูดไม่ออก และมองตามด้วยความไม่พอใจ
"เป็แค่ขุนนางผู้หนึ่ง อายุก็ยังน้อยมีสิทธิ์อะไรมาหักหน้าข้า เฉินจือหานก็แค่ลูกชายของแม่ทัพเฉิน จะตายที่ศึกไหนยังไม่รู้"ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวสบถด้วยความไม่พอใจเบาๆก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้นโดยมีเสิ้นอ้ายเดินตาม
ทั้งสองคนย่อมไม่พอใจเฉินจือหานที่ปฏิเสธหลานสาวของสกุลหลิวและยังปกป้องจ้าวซินเยว่ ทั้งที่ทั้งสองเป็พี่น้องร่วมบิดามารดาจนเผลอหลุดคำหยาบไป
โดยที่ทั้งสองไม่ได้เรียบเรียงเลยว่าอู่หงถิงแม้จะไม่ได้อยู่ในตำหนักของตนเองที่อยู่นอกรั้ววังเพราะนางไม่ใช่คนเ้ายศเ้าอย่างแต่นางก็ยังคงเป็พิงจิ่งกงจูองค์หญิงผู้หนึ่งของไทเฮา น้องสาวแท้ๆ ของฮ่องเต้เฉินจือหานทีตำแหน่งเป็ท่านชายั้แ่เกิด ฮ่องเต้เองก็กล่าวว่าตนเองเป็พ่อทูลหัวของหลายชายอำนาจของเฉินจือหานแท้จริงแทบไม่ต่างจากองค์ชายในรั้ววังหากเฉินจือหานจะเอาผิดฐานลบหลู่ราชวงศ์ เกรงว่าตระกูลหลิวคงสิ้นชื่อไปแล้วจริงๆ
... ... ...
"สตรีผู้นั้น คือฮูหยินผู้เฒ่าหลิวหรือเ้าคะ"จ้าวซินเยว่ยอมให้อีกฝ่ายจับจูงมาสักพักก็เอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความอยากรู้
"ใช่ ดูท่าจะอยากได้เ้าเป็หลานสาวเสียตัวสั่น ทางที่ดีจะไปไหนก็อย่าไปคนเดียว" จ้าวซินเยว่ไม่ได้รับคำเพียงแต่พยักหน้า ทั้งที่ไม่ได้มีสัมพันธ์ใดๆกันมาก่อน คนพวกนี้ช่าง... หน้าด้านเหลือเกิน
"เมืองหลวงล้วนวุ่นวายนัก ถ้าข้ายังอยู่เมืองเว่ยป่านนี้คงเปิดโรงหมอช่วยคนมากมาย ไม่ก็เปิดโรงเรียนสอนเด็กๆ เล่นดนตรีไปแล้ว"นางตัดพ้อกับตนเองเพราะเดิมก็ไม่ชอบความวุ่นวายของคนชั้นสูงทว่านางก็ได้แต่คิดเพราะนางห่วงทุกคนในจวน นางคงกลับเมืองเว่ยไปนานแล้ว
"อยู่กับข้า ใครก็ทำอะไรเ้าไม่ได้ เ้าก็รู้ข้าก็ไม่ต่างจากองค์ชายคนหนึ่งของฝ่าา"เฉินจือหานกระชับมือของหญิงสาวแน่นพร้อมยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจจนจ้าวซินเยว่ต้องชักมือออก
"ข้ากับท่านมิได้เป็อะไรกัน"
"เกรงว่าคนข้างนอกจะไม่คิดเช่นนั้นแล้ว" เฉินจือหานพูดพลางมองรอบๆจ้าวซินเยว่จึงสังเกต ผู้คนต่างมองพวกนางแปลกๆ จนทำให้ใบหน้าของนางร้อนแม้แต่เสี่ยวโยวกับอาจิงก็ก้มหน้าหัวเราะกันคิกคัก
... ... ...
เฉินจือหานนำทางจ้างซินเยว่เข้ามาไหว้ไต้ซือที่อารามหลักทั้งสองล้วนนำของมาทำบุญ และเป็ตัวแทนฮ่องเต้นำของต่างๆ มาให้ไต้ซือผู้นี้
ไต้ซือมองหนุ่มสาวทั้งสองที่พูดคุยกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมแต่ก็ไม่ได้สุขเสียทีเดียว ดวงตาเข้มมองแม่ทัพหนุ่มด้วยสายตาที่บ่งบอกไม่ได้ออกมา
เฉินจือหานเดินออกไปจัดการตรวจดูของที่ส่งมาโดยปล่อยให้จ้างซินเยว่และอาจิงอยู่พูดคุยกับไต้ซือก่อน
"คุณหนูผู้นี้มาไกลนัก คงจะลำบากน่าดูเพราะที่นี่ไม่ได้สะดวกสบายเช่นที่ที่เ้าจากมา" ไต้ซือพูดทักจ้าวซินเยว่ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นมาจิบเล็กน้อยแล้วพูดต่อ
ส่วนจ้าวซินเยว่ครั้งแรกก็ไม่ได้คิดอะไรแต่พอมิ้งระยะไว้สักพัก นางก็ใกับคำพูดของผู้ทรงศีลผู้นี้กล่าว
“...ท่านรู้อะไรมาหรือเจ้คะ”
“ไม่อาจพูดได้ว่ารู้แต่ก็ใช่ว่าไม่รู้ ภาระบนบ่านั้นช่างหนักยิ่งนักการทดสอบนี้มิใช่ของเ้าแต่เพียงผู้เดียวหรอก ยังมีอีกคนที่ต้องผ่านมันไปด้วย เพียงแต่คนผู้นั้นถูกจองจำด้วยความรู้แจ้งทนทุกข์ทรมานหลายภพหลายชาติ หากเ้าผ่านการทดสอบกลับไปเจอคนผู้นั้นได้ก็จะหลุดพ้นกันทั้งคู่” สวีเจียฉีในร่างจ้าวซินเยว่คิดทบทวนเื่ที่ไต้ซือพูดหากเป็เื่จริงแล้วการทดสอบนี้คืออะไร แล้วใครที่ทดสอบอยู่กับนางหรือจะเป็จ้าวซินเยว่ในชุดแดงผู้นั้นกัน
“แต่ในชาติภพนี้ก็คงต้องอดทนสักหน่อย คุณหนูจะต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่แต่ก็ต้องมีสติเอาไว้ให้มั่น อย่าลุ่มหลงกับความแค้นเด็ดขาดมองให้ออกว่าสิ่งใดคือความจริง ไม่เช่นนั้นอาจจะตัดสินใจผิดพลาดเช่นสตรีชุดแดงผู้นั้นได้
"จงเชื่อใจคนที่ควรเชื่อใจ และเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ให้ถึงที่สุดในวันที่ทุกอย่างผ่านไป เ้าจะได้ความรักที่มากล้นตอบแทนมาแน่นอน"
"ขอบคุณไต้ซือที่ชี้แนะ" จ้าวซินเยว่รับมาใส่ใจเพื่อเตือนสติในการใช้ชีวิตในภายภาคหน้าไต้ซือเองก็ยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนที่เฉินจือหานจะเข้ามาพอดี
"ข้าให้คนขนข้าวของไปไว้ด้านในแล้ว หากมีอะไรขัดสน บอกทหารของข้าได้ทันทีพวกเขาจะหาของมาให้" เฉินจือหานแจ้งกับอีกฝ่ายด้วยความเคยชินอารามแห่งนี้เปิดโรงทานให้คนไร้บ้านและยังสอนให้คนเหล่านี้มีอาชีพด้วยจึงจำเป็ต้องใช้ของมากมายวังหลวงก็สนับสนุนเต็มที่
"แม่ทัพเฉิน ขอบใจท่านมาก ฝากบอกขอบคุณฝ่าาให้ด้วย"ไต้ซือยิ้มอ่อนโยนให้เฉินจือหาน ร่างสูงก็ก้มหัวรับเช่นกัน
"เช่นนั้น พวกข้าขอตัวลา"
"เดินทางปลอดภัยเถิด"
... ... ...
ตลอดทางบนรถม้าจ้าวซินเยว่มองเบื้องนอกอย่างเหม่อลอยั้แ่ออกมาจากอารามหลวงชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วจ้องอย่างเป็ห่วง
"เป็อะไรหรือ"
"ข้า... ไม่เป็ไรเ้าค่ะ เพียงแต่คิดอะไรไปเรื่อย"จ้างซินเยว่คิดถึงเื่ที่ไต้ซือพูดมันออกจากหัวของนางไม่ได้จึงได้แต่คิดทบทวนมันซ้ำๆ
"ทำไมหรือ ไต้ซือทักอะไรเ้าหรือ?"
จ้าวซินเยว่ไม่ได้ตอบเพียงมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง
"ไต้ซือมักจะทักแต่เื่เลวร้าย แต่นั่นเพื่อให้เ้ามีสติรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้นก่อนหน้าข้าก็เคยถูกทักว่าทุกวินาทีต้องอยู่บนความเป็ความตายอาจจะต้องพลัดบ้านพลัดเมืองไปนาน แต่จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังอยู่ไต้ซือก็ไม่ได้ทักได้ถูกต้องเสียทุกอย่างจริงไหม อย่าได้คิดมากเลย"เฉินจือหานพูดความจริง สิ่งที่ไต้ซือผู้นั้นกล่าวล้วนกล่าวเพื่อเตือนสติให้พร้อมรับมือกับความเลวร้ายในอนาคต
เพียงแต่ตัวเขาก็ไม่ได้เชื่อเสียทุกเื่บางเื่ก็เกิดขึ้นจริง แต่บางเื่ก็แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
"แล้วถ้ามันเกิดขึ้นจริงเพียงแต่มันยังไม่ถึงเวลาล่ะเ้าคะ"
"จ้าวซินเยว่ ข้าชอบเ้า ข้าไม่ทิ้งเ้าไปไหนหรอกหากพลัดไปแล้วเ้าไปแต่งงานกับคนอื่น ข้าจะทำเช่นไร"
"ท่านนี่นะ จริงจังหน่อยได้ไหม"
#####