ลั่วอู่หลินก็หันหลังและเดินเข้าไปสวมกอดนางในทันใด หลี่อิงคนนี้แม้จะดูเย็นชา ทว่าชายหนุ่มกลับสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของนางที่มีอยู่ในใจ
เมื่อเขากล่าวถึงต้นกำเนิดของนางเมื่อครู่ความอ่อนแอนี้ก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน จนทำให้ลั่วอู่หลินอดไม่ได้ที่จะโอบกอดเพื่อปลอบประโลมนาง
"ท่านอย่าได้ฝืนตัวเอง หากมันเป็นความทรงจำที่เลวร้ายก็ไม่ต้องกล่าวถึงมัน"ลั่วอู่หลินลูบผมสีแดงของนางอย่างแผ่วเบา จนทำให้หลี่อิงถึงกับมีน้ำตาไหลออกมา นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่ได้มีคนที่เข้าใจและใส่ใจตัวนางเช่นนี้
"ให้ข้าได้เล่าเถอะ ข้าไม่อยากปิดบังเจ้าอีกแล้ว"หลี่อิงที่อยู่ในอ้อมกอดกล่าว ลั่วอู่หลินที่ได้ยินคำกล่าวนั้นก็ค่อยๆนั่งลงในทันทีแต่ก็ไม่ได้คลายอ้อมกอดของเขาออกจากตัวหญิงงามแต่อย่างใด
"เช่นนั้นก็ได้"ชายหนุ่มกล่าวตอบไป นางจึงเริ่มเล่าเรื่องราวให้สามีได้ฟังในทันที
"อู่หลินเจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่เกิดมานั้นข้าไม่เคยได้รับความรักจากท่านพ่อท่านแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้รักกัน ข้าเกิดมาเพราะท่านพ่อเมามากและข่มขืนท่านแม่ก่อนที่จะหนีหายไป ส่วนท่านแม่ก็ตรอมใจในขณะตั้งครรภ์ข้า เมื่อคลอดออกมานางก็ตายจากไป"
"ชีวิตข้าจึงมีท่านตาคอยดูแลมาโดยตลอด ซึ่งท่านสอนข้าให้เข้มแข็งประดุจบุรุษและจะอ่อนแอไม่ได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ข้าเริ่มแต่งเป็นผู้ชายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและเริ่มใช้ชีวิตเยี่ยงบุรุษคนหนึ่ง จนกระทั้งในตอนที่ข้าอายุสามสิบปีท่านตาก็ตายจากไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ตอนนั้นข้าโดนรังแกหนักมากๆจากบรรดารุ่นเยาว์ของตระกูล และไม่มีผู้อาวุโสคนใดคิดให้การช่วยเหลือ"
"ดังนั้นข้าจึงได้ตัดสินใจหนีออกมาจากตระกูลสร้างกระท่อมอยู่กลางป่าเขา และในวันนั้นเป็นวันที่ข้าได้พบกับเหมยกุ้ยในขณะที่ตัวเองกำลังอาบน้ำ ความลับที่ปกปิดเอาไว้เนิ่นนานถูกนางรับรู้จนหมดสิ้น ดังนั้นพวกเราจึงได้ทำข้อตกลงกันคือนางจะช่วยเหลือข้าเรื่องทรัพยากร ส่วนข้าเองก็ต้องทำหน้าที่เป็นคู่หมั้นปลอมๆให้กับนางเพื่อกันพวกบุรุษทุกคนไม่ให้เขาใกล้"
"หลังจากนั้นข้าก็ไปอยู่กับเหมยกุ้ยที่คฤหาสน์เจ้าเมืองหยางและชีวิตก็ดำเนินมาเหมือนดังทุกวันนี้"กล่าวจบนางก็กอดลั่วอู่หลินเอาไว้แน่น และร้องไห้ออกมา
ชายหนุ่มลูบผมของนางช้าๆเขารู้สึกเห็นใจนางเป็นอย่างมาก เรื่องราวชีวิตของหลี่อิงมันน่าเศร้ากว่าเรื่องของเขาเสียอีก เพราะถึงอย่างไรเขาก็เกิดมาจากความรักของบิดามารดาแม้ว่าตอนเด็กเขาจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม
ส่วนหลี่อิงนั้นช่างอาภัพนักเพราะนางเกิดมาก็ไร้ซึ่งมารดา บิดาตอนนี้ก็คิดจะใช้นางเพื่อแต่งงานสร้างฐานะให้ตนเอง ท่านตาที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวของชีวิตก็มาตายจากไป อีกทั้งคนในตระกูลก็พากันรังเกียจและกลั่นแกล้ง หากไม่ได้หยางเหมยกุ้ยช่วยเอาไว้เกรงว่านางจะยังอยู่โดดเดี่ยวในป่าอยู่เลย
"ชีวิตของท่านช่างน่าสงสารนัก มิน่าละถึงได้ปิดกันทุกอย่างและสร้างบุคลิกเย็นชานี้ขึ้นมาเพื่อเป็นโล่ป้องกันให้ตนเอง........แต่นับจากนี้ท่านวางใจ สามีของท่านคนนี้จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังและจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านไปไหนอย่างแน่นอน"ลั่วอู่หลินกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ
หลี่อิงได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของนาง "เจ้าสัญญาแล้วก็ต้องทำให้ได้ด้วยเข้าใจหรือไม่?"
"แน่นอน ข้าขอใช้เกียรติข้าของเป็นเดิมพัน"
"หากเป็นเช่นนั้นนับจากนี้เป็นต้นไปห้ามเรียกข้าว่าศิษย์พี่อีก!"
"หืม แล้วจะให้ข้าเรียกท่านว่าอะไรดีละ?"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม
"เรียกแค่ชื่อข้าก็พอ นับจากนี้ข้าจะเป็นภรรยาเจ้าและจะไม่ใช่ศิษย์พี่ของเจ้าอีกต่อไป"หลี่อิงกล่าว
"ฮ่าๆๆตกลงๆ เช่นนั้นหลี่อิงที่รัก เรื่องตระกูลของเจ้าให้ข้าเป็นคนจัดการเองได้หรือไม่"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม
"หืม? มีเรื่องอะไรหรือเปล่า เหตุใดเจ้าจึงอยากจัดการตระกูลหลี่นัก" หลี่อิงมองลั่วอู่หลินด้วยความแปลกใจ ด้วยที่ชายหนุ่มไม่อยากปิดบังนางจึงเล่าเรื่องราวที่เขาไปพบเจอมา ในเวลาต่อมาหลี่อิงที่เมื่อครู่มีสภาวะจิตใจที่อ่อนแอ ใบหน้าก็เปลี่ยนกลายเป็นโกรธเกรี้ยวในทันใด
"คนพวกนั้นรังแกข้าตั้งแต่เด็กไม่พอยังจะคิดใช้แผนสกปรกเช่นนี้กับข้าอีกหรือ อีกทั้งผู้ชายคนนั้นที่ไม่แม้แต่จะเห็นข้าในฐานะลูกสาวกลับจะให้ข้าไปแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์บ้าอะไรนั่นอีก นี่คิดว่าข้าเป็นตัวอะไรกัน! สามีเจ้าอยากจะจัดการอย่างไรก็ตามสบายเถอะ ทำให้พวกมันหายไปได้ยิ่งดี!!"หลี่อิงกล่าวด้วยความโกรธ สำหรับนางแล้วมีเพียงท่านปู่ของนางเท่านั้นที่มีความสำคัญ คนอื่นในตระกูลก็ไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้า ส่วนบิดาที่ไม่เคยมาดูแลนางก็คล้านที่จะสนใจ
"หืม ข้าก็คิดว่าท่านอยากจะทำลายพวกมันด้วยตัวเองเสียอีก?"ลั่วอู่หลินกล่าวด้วยความสงสัย
"ข้าเองก็อยากทำ แต่รู้ดีว่าตอนนี้ข้าไม่แข็งแกร่งพอที่จะแก้แค้นพวกมันได้ ดูจากแผนการของพวกมันอีกไม่นานก็น่าจะลงมือตามแล้ว ให้เจ้าจัดการก็นับเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้"หลี่อิงกล่าว ลั่วอู่หลินก็พลันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ทั้งสองหลังจากพูดคุยจนไม่มีความลับใดๆต่อกันแล้วก็เดินกลับมายังชั้นที่หนึ่งในทันที ตอนนี้สวีปิงเอ่อร์กำลังพูดคุยกับสาวๆคนอื่นอย่างสนุกสนาน เห็นได้ชัดว่านางเริ่มคุ้นชินกันคนอื่นๆแล้ว
"ปิงเอ่อร์พวกเราต้องไปกันแล้ว ตอนนี้ตาแก่หลินน่าจะมาถึงตระกูลแล้ว เอาไว้หลังจากถอนพิษหยินเสร็จสิ้นค่อยมาใหม่"เมื่อได้ยินคำกล่าว สวีปิงเอ่อร์พยักหน้า "เช่นนั้นพี่หญิงน้องหญิงทั้งหลาย ข้าขอตัวลาก่อน เดี๋ยวจะเข้ามาสนทนากับพวกท่านใหม่"
เหล่าหญิงสาวพลันยกยิ้มให้ ลั่วอู่หลินเองเดินไปหอมแก้มนางคนละหนึ่งฟอดใหญ่ๆปิดท้ายด้วยจูบลงที่บริเวณท้องของซีอวิ้นอย่างแผ่วเบา เพื่อแสดงความรักต่อลูกสาวที่กำลังจะเกิดมาในอีกไม่นาน
หลังจากที่ร่ำลาเสร็จสิ้นชายหนุ่มและสวีปิงเอ่อร์ก็ออกจากหอคอยมหาสมบัติในทันที สวีปิงเอ่อร์ตอนนี้ยิ้มแก้มปริราวกับนางมีความสุขเอามากๆ
แต่ทว่าเมื่อออกมา ลั่วอู่หลินก็สัมผัสได้ถึงพลังสองสายที่กำลังปะทะกันบริเวณสวนที่ท่านยายของเขาอยู่จึงรีบอุ้มสวีปิงเอ่อร์และพุ่งทะยานออกไป
"เกิดอะไรขึ้นขอรับ!"เมื่อมาถึงลั่วอู่หลินกล่าวถามท่านยายและท่านยายทวดที่กำลังยืนอยู่ ส่วนด้านตรงข้ามคือหลินฉีที่กำลังจ้องมองบนฟากฟ้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ
"ไม่มีอะไรมากมายหรอก ตาแก่หัวแข็งนั่นพอกลับมาก็ท้าตีท้าต่อยกับท่านตาเจ้าน่ะสิ แล้วบอกว่าหากท่านตาเจ้ายืนหยัดได้หนึ่งก้านธูปก็จะยอมรับเป็นลูกเขย ก็เลยเป็นอย่างที่หลานเห็น"หลินอี้เฟยกล่าวอย่างสงบนิ่งและหันกลับไปจ้องมองดูการต่อสู้ของท่านพ่อและสามีของตนเอง
ส่วนตัวของลั่วอู่หลินเมื่อได้ยินก็ถึงกับตื่นตะลึง ตาแก่หลินอยู่ระดับเซียนไม่ใช่หรือ แล้วแบบนี้ท่านตาจะไปสู้ได้อย่างไร แต่เมื่อชายหนุ่มแหงนมองบนท้องนภาดวงตาสีทับทิมก็เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า
ในตอนนี้มันราวกับการไล่จับกันก็ไม่ปาน โดยที่ลั่วไห่เฟิงเป็นคนหนี ส่วนหลินเทียนเป็นไล่ตามแถมใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความหงุดหงิดยิ่ง
"ฮ่าๆๆต่อให้ท่านพี่เป็นระดับเซียนก็ใช่ว่าจะจับเจ้าหนูไห่เฟิงได้ง่ายๆ กายเทพเหินนภานับว่าเทพสมชื่อของมัน เมื่ออยู่บนท้องฟ้าเจ้าหนูนั่นจะมีความเร็วมากขึ้นร้อยเท่าพันทวี"หลินเยว่เฟยกล่าวอย่างขบขัน ด้วยตบะปัจจุบันของลั่วไห่เฟิงที่อยู่ระดับจอมปราชญ์ขั้นเก้าความเร็วของเขาก็นับว่าไม่ธรรมดายิ่ง
#วันที่ 1 งดลงนิกายหนึ่งวันนะครับ