บทที่ 12 ผู้กองทัตเทพ
ชายชุดดำกุมข้อมือข้างขวาวิ่งไปอย่างเ็ป คิ้วขมวดหน้าบิดเบี้ยวหันกลับไปมองด้านหลังยังเห็นคนทั้งสี่วิ่งตามมาติด ๆ อยู่ไม่เลิก เขาจึงรีบสับข้อเท้าวิ่งไปอย่างลนลาน หน้ามองไปข้างหน้าทีข้างหลังทีอย่างกระวนกระ วายใจ
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!" แบงค์ะโตามหลังมาติด ๆ รวมทั้งท็อป ทั้งธี ทั้งแจ็ค ะโกันโหวกเหวกบอกให้หยุดอย่างต่อเนื่อง แต่คนที่วิ่งนำอยู่ด้านหน้าก็ไม่ยอมหยุด ซ้ำยังสับเท้าวิ่งรัว ๆ วิ่งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ตนเองจะรอดพ้นไปได้
"ไม่ได้การแล้ว!.. ถ้ายังห่างกันอยู่แบบนี้ มีหวังได้คราดกันแน่" ท็อปบอก สีหน้าชักเริ่มไม่ดีนัก ชายชุดดำแหวกผู้คนที่เดินจับจ่ายตลาดพุ่งชนจนล้มไปหลายคน แล้วเลี้ยวเข้าไปในบล็อกที่สอง ซึ่งเป็บล็อกที่ขายอาหารจำพวกของกิน แจ็คหลบผู้คนที่กระจัดกระจายจากการถูกชนของชายชุดดำ แล้วะโบอกเสียงดัง
"แยกกันไป!! "
ว่าแล้วทั้งสี่คนก็แยกกันไปคนละทิศละทาง โดยที่แจ็ควิ่งไปทางบล็อกกลางตามหลังชายชุดดำ แบงค์วิ่งเป็แนวทะแยงลัดไปทางบล็อกแรก ท็อปกับธีวิ่งเฉียงลัดขึ้นไปทางบล็อกที่สามเพื่อแยกไปดักหน้าไว้ ชายชุดดำทลายข้าวของของพวกพ่อค้าแม่ค้าแล้วขว้างใส่คนวิ่งที่ตามหลังมา แจ็คเบี่ยงหลบแล้ววิ่งตามต่อไป
"แย่แล้วสิ...มันหายไปสามคนแล้ว" ชายชุดดำเริ่มรู้สึกไม่ดีที่เห็นมีแต่แจ็คคนเดียวที่วิ่งตามมา แต่เหตุการณ์ตอนนี้ไม่ได้มีเวลามากพอให้คิดแล้ว เขาเลยวิ่งต่อไป แล้วดึงไหล่คนที่ขวางหน้าให้ล้มลง เพื่อกันคนที่ตามหลังมาให้เข้าใกล้ได้ยากขึ้นไปอีก อีกไม่กี่เมตรข้างหน้าก็ถึงทางแยกแล้ว เขาคลุ่นคิดภายในใจไม่รู้ว่าจะหนีไปทางไหนดี หากไปทางขวาสิ่งกีดขวางก็เยอะเกินไป พอทางซ้ายคนก็เต็ม แต่ถ้าไปทางซ้ายเขาต้องหนีไม่พ้นแน่ พอมาถึงทางแยกเขาเลยตัดสินใจวิ่งไปทางขวาแทน แต่บัดนั้นเขาก็ต้องถอยหลังกลับมา เพราะแบงค์มาดักหน้าไว้แล้ว เลยเปลี่ยนใจวิ่งไปทางซ้ายแทน เขาวิ่งได้ไม่เกินสองก้าวก็ต้องหยุดเช่นกัน เพราะท็อปกับธีดักไว้ด้วยเหมือนกัน เช่นนั้นเขาเลยถอยหลังกลับไปทางเดิม แต่แจ็คก็ยืนดักไว้ ตอนนี้ไม่มีทางให้เขาหนีได้อีกแล้ว
"นายหมดทางหนีแล้ว" ธีบอกหน้ายิ้มอย่างชัยชนะ
ชายชุดดำหันไปทางนู้นทีทางนี้ที ภายในใจกระวนกระวายพยายามหาทางออก แล้วบอกกับทั้งสี่คนไป "หมดทางเหรอ...งั้นก็จับให้ได้สิ" ว่าแล้วเขาก็ก้มลงหยิบทรายขึ้นมากำนึง แล้วสาดใส่ท็อปกับธี จากนั้นก็พุ่งชนแจ็คจนล้มลง แบงค์เห็นท่าไม่ดี เขาเลยะโสุดแรงไปพยุงคอเสื้อไว้ ด้วยน้ำหนักตัวของคนที่ะโเข้าใส่ ทำให้ทั้งสองล้มกลิ้งทับกันไปทับกันมาหลายตลบ พอตั้งตัวได้ก็เริ่มปล้ำกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เมื่อท็อปกับธีสามารถลืมตาได้ ทั้งสองก็เดินมาสมทบกับแจ็คที่ยืนดูคนทั้งคู่ปลุกปล้ำกันอยู่ โดยที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย ปล่อยให้ทั้งคู่สู้รัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างเต็มที่
แบงค์พลิกขึ้นมานั่งคร่อมตัว มือซ้ายรัดแขนของอีกฝ่ายไว้แล้วรัวหมัดขวาไปหลายตุ๊บ ทำเอาชายชุดดำเือาบปาก เขาอึดสุดแรงพยายามพลิกร่างกายให้แบงค์ล้มลงไป พอได้จังหวะเขาก็กลับขึ้นไปคร่อมตัวแทน สองมือประสานกันบีบคอสุดแรง แบงค์เริ่มหายใจไม่สะดวก ตาลอยพล่ามัวมองได้ไม่ถนัด มือสองข้างจับข้อมือของอีกฝ่ายบีดสุดแรงพยายามดึงให้ออก แต่เปล่าประโยชน์ แรงของเขามีน้อยกว่าศัตรู ไม่อาจปลดมือของอีกฝ่ายให้ออกไปได้ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต้องแย่แน่ แบงค์เหวี่ยงแขนทั้งสองข้างใส่ใบหน้าของชายชุดดำหลายครั้ง พยายามดิ้นให้หลุด แต่อีกฝ่ายก็ทนไม่น้อยเหมือนกัน ใบหน้าโดนกระแทกตั้งหลายครั้ง จนเืกระเซ็นใส่หน้าของคนที่อยู่ด้านล่าง แต่ก็ยังอึดไม่ยอมปลดมือออก ซ้ำยังบีบไปสุดแรงเสียอีก จนตอนนี้แบงค์เริ่มหมดอากาศหายใจ ตาพล่ามัวมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว
"เอาไงดีรุ่นพี่! เขาจะไม่ไหวแล้วนะ" ท็อปโพล่งออกมา ตั้งท่าจะเข้าไปช่วย แต่ยังรอคำสั่งจากรุ่นพี่อย่างแน่ชัด หากแจ็คตอบตกลงเขาจะพุ่งเข้าไปช่วยทันทีทันใด
"ชักไม่เข้าท่าแล้วสิ!! " แจ็คบ่นออกมาพร้อมวิ่งเข้าไปทันที โดยไม่ได้บอกใครก่อนเลย ธีจึงวิ่งตามไปอย่างไม่เข้าใจอะไรนัก เว้นแต่ท็อป เพราะเขาตั้งใจจะเข้าไปช่วยอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นรุ่นพี่วิ่งไปเขาจึงเข้าใจได้ในทันที
แบงค์บีบข้อมือของชายชุดดำสุดแรงทั้งสองข้าง จนชายชุดดำร้องออกมาสุดเสียง มือเกร็งอ้าออกพร้อมกันเพราะเ็ปที่ข้อมือจนไม่สามารถบีบคอแบงค์ต่อไปได้ จึงจำเป็ต้องปลดมือออก แบงค์กดข้อมือของศัตรูไว้แน่นแล้วพลิกขึ้นไปอยู่้าแทน แต่จังหวะที่เขาจะฟาดหมัดใส่ ท็อปกับแจ็คก็วิ่งมาถึงพอดี ทั้งคู่ไม่อาจหยุดได้ทัน จึงชนแบงค์จนปลิวไปไกล เมื่อชายชุดดำเป็อิสระได้เขาก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปทันที ธีที่ยังวิ่งต่อได้ เขาจึงวิ่งตามไปติด ๆ แต่ชายชุดดำเข้าไปรวมอยู่กับกลุ่มคนในบล็อกที่สามซะแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถวิ่งฝ่าเข้าไปได้ ชายชุดดำจึงหายไปในที่สุด
ระหว่างที่กริ้นท์กับสองสาวพูดคุยอยู่กับชายที่มาช่วยไว้ แบงค์และคนอื่น ๆ ก็เดินหน้านิ่วกลับมาสมทบ กริ้นท์เห็นเพื่อน ๆ มีสีหน้าแบบนั้นเหมือนกันหมด เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เลยแกล้งถามออกไปอย่างไม่จริงจังนัก
"เป็ไง..."
แจ็คส่ายหน้าอย่างหมดอาลัย แต่ละคนมีสีหน้าไม่ต่างจากกันเลย ท็อปเห็นคนอื่น ๆ ไม่พูดอะไร เขาเลยตอบแทนเพื่อน ๆ ไป "จับตัวมันไม่ได้ครับ"
"อื้มมม ช่างมันเถอะ" กริ้นท์บอกกับเพื่อน ๆ อย่างไม่ถือโทษโกรธอะไร แล้วหันไปแนะนำเพื่อน ๆ ให้คนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้รู้จัก ชายคนนั้นก็แนะนำตัวเองกลับไป หน้าดูเป็มิตรไม่ได้มีความั์อะไรให้สงสัย แต่พอแบงค์ได้รับรู้ว่าชายคนนี้เป็ใคร เขาเลยพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อแล้วตะคอกเสียงดัง
"แกมาที่นี่ทำไม!! อยากจะลองดีกับพวกเราเหรอ..."
แจ็คกับท็อปช่วยกันดึงแบงค์ไว้ไม่ให้เขาทำอะไรบุ่มบ่ามออกไป แต่ละคนต่างใในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ทันได้ตั้งตัวกันเลย อยู่ดี ๆ แบงค์ก็กระโจนเข้าใส่โดยไม่ได้แสดงอะไรให้เอะใจมาก่อนเลยแม้แต่น้อย กริ้นท์ปลดมือแบงค์ที่ดึงคอเสื้อของชายคนนี้ออกแล้วเข้าไปขวางไว้
"นายใจเย็น ๆ ก่อนสิ!!"
"ทำไมล่ะกริ้นท์...นายจำไม่ได้เหรอว่าพวกมันเคยทำอะไรกับพี่น้องของเราไว้!"
"จำได้สิ!! ฉันจำได้ดีเลย แต่ทิมเขาไม่ได้อยู่ในศึกครั้งนั้นด้วยเลย เราจะไปเหมารวมว่าเขาเป็ศัตรูไม่ได้นะ ถึงแม้โดยหลักการจะเป็อย่างนั้นก็เถอะ"
"จะยังไงมันก็ยังเป็คนของแก๊งดิอายอยู่ดี พวกมันคือศัตรูของเรานะกริ้นท์..."
"นั่นสิ..." แจ็คเห็นด้วยกับเพื่อน แต่ยังคงจับเพื่อนไว้ไม่ยอมปล่อย "ถึงมันจะไม่เข้าร่วมศึกครั้งนั้นด้วย แต่มันก็คือศัตรูของเรานะ"
"ใช่!! ถ้าเมื่อก่อนอะนะ" ทิมตอบเรียบ ๆ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองคนที่ไม่ไว้วางใจในตัวเขา แล้วชี้แจงไป "แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ในแก๊งดิอายอีกแล้ว พวกเราก็ไม่ได้เป็ศัตรูกันอีกต่อไป อีกอย่างผมก็ไม่เคยเห็นด้วยที่คนในแก๊งจะเปิดศึกกับพวกนาย ผมคัดค้านมาตลอด แล้วตอนนี้ผมก็ไม่ได้อยู่ในแก๊งอีกต่อไปแล้ว ผมถูกไล่ออกมาอย่างไม่ใยดี พวกนายยังจะมองว่าผมเป็ศัตรูอยู่อีกเหรอ"
คนอื่น ๆ ต่างพากันอึ้งเมื่อได้ยินที่ทิมเล่า เว้นเสียแต่กริ้นท์กับสองสาว เพราะพวกเขาได้รับรู้กันมาก่อนแล้ว เลยไม่มีอะไรให้อึ้งอีกต่อไป ธีสลัดความรู้สึกสงสารออกไป แล้วถามเสียงเรียบ ๆ กลับไปแทน
"แล้วนายมาที่นี่ทำไม"
กริ้นท์กับคนอื่น ๆ ต่างเห็นด้วยกับคำถามนี้ของธี พวกเขาอยากจะรู้เหมือนกัน แต่ไม่มีใครกล้าถามออกไป ทิมก้มหน้านิ่งไประยะหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นตอบอย่างเต็มเสียง
"ฉันขอเข้าร่วมแก๊งพวกนายด้วยได้มั้ย"
ด้วยคำตอบนี้ของทิมทำให้ทุกคนต้องหันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง ไม่คิดว่าทิมจะพูดออกมาแบบนี้
"ไม่!! ไม่ได้" แบงค์ตอบมาทันควัน เขาปฎิเสธโดยไม่ปรึกษาเพื่อน ๆ ก่อนเลย แจ็คดึงแบงค์ออกมาจนปลิวไปด้านหลัง แล้วหันไปปรึกษากับกริ้นท์แทน โดยมีท็อปกับธีเข้าร่วมด้วย ยกเว้นแบงค์ที่ไม่ได้ร่วมการสนทนาอยู่ด้วย เนื่องจากเขาเป็คนโผงผางเกินไป อาจทำอะไรที่เป็ปัญหาสำหรับพวกเขาอีก เลยปัดแบงค์ออกไปก่อนไม่ให้เขาเข้าร่วมวงสนทนาด้วยในตอนนี้ ทิมเห็นทุกคนมีสีหน้าที่จริงจังขนาดนั้น เขาเลยเสริมเพิ่มเติมไป
"ฉันรู้ว่าพวกนายกำลังเจอศึกใหญ่ ฉันช่วยพวกนายได้ แต่ถ้าพวกนายไม่ตกลงก็ไม่เป็ไร ฉันก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรอยู่แล้ว พวกนายต่างหากที่ไม่ได้มีทางเลือกมากมายอยู่แล้วหนิ"
พวกกริ้นท์หันหน้ากลับมาในวงสนทนาและเอาคำของทิมมาร่วมปรึกษากันอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกด้วย
"คิดดูดี ๆ นะ"
แบงค์เดินไปรวมกับสองสาว เนื่องจากเพื่อน ๆ ไม่ให้เข้าร่วมวงปรึกษาด้วย ได้แต่ยืนมองทิมอย่างโกรธเคืองสลับไปกับกลุ่มเพื่อนที่ล้อมวงสนทนากันอยู่ ไม่นานกริ้นท์กับคนอื่น ๆ ก็เดินกลับมาหลังจากปรึกษากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แจ็คจึงถามทิมไปเพื่อขอความแน่ใจอีกที
"ทำไมนายถึงอยากช่วยพวกเรา"
แบงค์กับสองสาวและคนอื่น ๆ ต่างตั้งใจฟัง เพราะอยากรู้ด้วยเหมือนกัน ทิมยิ้มอย่างเป็มิตรแล้วตอบคำถาม
"ความจริงฉันเฝ้าดูพวกนายมาอาทิตย์นึงแล้ว และฉันเห็นว่าพวกนายเป็คนที่คบได้ ไม่ได้เลวร้ายอะไร ฉันเลยอยากเข้าร่วมกับพวกนายด้วย ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรไม่ดีเลย อีกอย่างฉัน..."
ทิมเงียบเสียงแล้วก้มหน้าเหมือนมีความในใจอะไรบางอย่างที่พูดไม่ได้ ยิ่งทำให้พวกกริ้นท์อยากรู้เข้าไปใหญ่ แบงค์เห็นทิมไม่ยอมพูดต่อเขาเลยย้ำไปอีกที
"อีกอย่างอะไร...?"
ทิมคลุ่นคิดอยู่ภายในใจแล้วเงยหน้าขึ้นมองทุกคน จากนั้นก็บอกเปลี่ยนคำตอบไปแทน
"ไว้พวกนายรับฉันเข้าแก๊งก่อน แล้วฉันจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด"
"โอเค...ฉันรับนายเข้าแก๊งก็ได้"
ทุกคนหันขวับมามองที่กริ้นท์เป็ตาเดียว เนื่องจากคำตอบที่เป็เลศนัยแบบนี้ ไม่มีใครยอมตกลงทำงานด้วยหรอก แต่นี่ไม่ใช่! สำหรับกริ้นท์มันไม่ใช่ เขากลับตอบตกลงทันที ทั้งที่ควรจะคิดให้รอบคอบถี่ถ้วนก่อน
"ไม่นะกริ้นท์..!" แบงค์หลุดปากออกมา ใจหล่นฮวบ ไม่คิดว่าเพื่อนจะเชื่อคนง่ายแบบนี้
"งั้นก็ได้...ในเมื่อกริ้นท์ตัดสินใจแล้ว ฉันจะยอมเชื่อนายก็ได้" แจ็คบอกกับทิมไป แล้วหันไปถามคนอื่น ๆ ทุกคนก็พยักหน้าตกลง ยกเว้นแบงค์คนเดียว ตอนนี้เขาจิตหลุดออกไปแล้ว
กริ้นท์ไม่รู้ว่าทิมเข้าหาพวกเขาด้วยผลประโยชน์อะไร แต่ก้นลึกในใจเขาไม่มีความรู้สึกว่าทิมจะมาเพื่อหวังผลประโยชน์เลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แต่ที่ผ่านมาลางสังหรณ์ของเขามักจะไม่ค่อยพลาดเลยสักครั้ง และครั้งนี้เขามั่นใจมากว่าทิมมาเพื่อช่วยพวกเขาจริง ๆ
ณ สถานีตำรวจภูธรปะเหลียน ขณะนี้มีเ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคนหนึ่งเดินไปอย่างเร็วรี่เข้าไปในห้องฝ่ายปกครองบนชั้นสอง แล้วมุ่งหน้าไปที่โต๊ะทำงานตัวสุดท้าย ที่ตอนนี้มีนายตำรวจท่านหนึ่งนั่งทำงานอยู่ เขาตะเบ๊ะมือทำความเคารพผู้มียศที่เหนือกว่า แล้วพูดอย่างหนักแน่น
"ผู้กองครับ ผมไปสืบจนรู้มาแล้วว่าแก๊งปะเหลียนแฟมิลี่จะเปิดศึกรบกับแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ทวันไหน"
ตำรวจหญิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าได้ยินก็ลุกขึ้นมาฟังนายตำรวจนอกเครื่องแบบท่านนี้รายงานด้วยอีกคน ผู้กองก็พยักหน้าให้เขาเล่าต่อทันที
"วันที่ 18 สิงหาคม แก๊งปะเหลียนแฟมิลี่จะเคลื่อนขบวนไปล้อมโรงเรียนปะเหลียนวิทยาคม คาดว่าน่าจะมีประมาณหกสิบกว่าคนครับ"
"จ่าแน่ใจนะว่าเป็วันที่สิบแปด" ผู้กองถามกลับไปหน้าจริงจัง
"แน่ใจครับ เพราะเมื่อวานผมได้ยินมากับหู"
"จ่าทำเอาอิท่าไหนถึงไปแอบฟังมาได้" ตำรวจหญิงถามอย่างสงสัย นายตำรวจนอกเครื่องแบบยิ้มอย่างอดขำไม่ได้ แล้วเล่าให้ผู้เป็หัวหน้าทั้งสองฟัง
"ผมปลอมตัวเป็คนเก็บขยะเข้าไปเก็บของเก่าในโรงเรียนล้างที่เด็กพวกนั้นรวมตัวกันอยู่ แล้วได้ยินเด็กพวกนั้นพูดถึงเื่นี้พอดี แถมคนที่พูดก็เป็หัวหน้าแก๊งด้วยครับ"
"งั้นก็เชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์" ผู้กองหน้าคมบอกมา "ถ้าเป็ตัวหัวหน้าแก๊งพูดก็เชื่อได้ว่าพวกมันจะลงมือวันนั้นจริง ๆ "
"ยังไงจ่าก็ตามสืบไปเรื่อย ๆ ก่อน โปรแกรมอาจเปลี่ยนไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์" ตำรวจหญิงวัย 30 ต้น ๆ บอก เธอมีใบหน้าที่สวยมากอีกคนหนึ่ง ทั้งคิ้ว ขนตา จมูก ปาก ดูแล้วมีเสน่ห์เข้ากันมากที่สุด
"ระวังตัวด้วยนะจ่า" ผู้กองบอกอย่างเป็ห่วง
"ครับ!"
นายตำรวจนอกเครื่องแบบเชิดอกตรงทำตะเบ๊ะมือแล้วเดินออกจากห้องไป ตำรวจหญิงเห็นแฟ้มคดีบนโต๊ะของผู้เป็หัวหน้า เธอเลยเปิดดูอย่างละเอียด แล้วแหนหน้าขึ้นมองผู้เป็หัวหน้า ปากอ้าค้าง
"ผู้กองมีข้อมูลขนาดนี้แล้วเหรอ..."
"อื้ม..สายของผมถ่ายภาพมาให้ดู แก๊งพวกนั้นทำสิ่งผิดกฏหมายทุกอย่างเลย"
"ถ้าผู้กองมีหลักฐานมากขนาดนี้แล้วทำไมไม่นำกำลังไปจับเลยล่ะคะ" ตำรวจหญิงพูดพลางเปิดแฟ้มดูภาพภายหลักฐานที่สายลับของผู้เป็หัวถ่ายมาได้ "ถ้าเรานำกำลังไปจับตอนนี้ก็อาจหยุดศึกไม่ให้เกิดขึ้นก็ได้นะ"
ผู้กองหน้าคมแหนหน้าขึ้นสบตากับตำรวจหญิง แล้วบอกเสียงเรียบ ๆ "ไม่ได้หรอก ถ้าเรานำกำลังไปจับตอนนี้ เราอาจจับตัวหัวหน้าไม่ได้ เผลอ ๆ จับได้แต่ลูกกระจ๊อกไม่กี่คนอีกต่างหาก" เขาผละสายตาไปมองแฟ้มคดี "ถ้าเรารอให้เกิดศึกก่อนแล้วนำกำลังไปล้อมจับ เราจะจับกุมตัวพวกนั้นได้กันหลายคน ตัวหัวหน้าก็หนีเราไม่พ้นหรอก"
"นั่นสินะ...แต่ยังไงก็ตาม ผู้กองจะรอให้มันเกิดเื่ขึ้นก่อนงั้นเหรอ"
"คุณเชื่อผมสิ ผมสามารถยับยั้งเด็กพวกนั้นได้"
ตำรวจหญิงมองตาของผู้เป็หัวหน้า เห็นความมุ่งมั่นที่ส่อออกมาให้เห็น ไม่มีแม้แต่ความกลัวอยู่ในนั้นเลย
ร้อยตำรวจเอกทัตเทพ อัศวมณี อายุ 43 ปี เขาเป็ตำรวจน้ำดีที่มีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามแก๊งเด็กวัยรุ่นที่ชอบก่อความวุ่นวาย เขาไม่ปล่อยให้ใครลอยหน้าลอยตาทำแต่เื่ทุจริตผ่านไปเลย เจอที่ไหนเขาจะเล่นงานที่นั่น ยิ่งเป็เด็กวัยรุ่นเขายิ่งต้องปราบปราม เพราะเขาไม่อยากให้ใครต้องตกเป็เหยื่อของเด็กเกเรอีกต่อไป
••••• Silver Bullet •••••