เปลวไฟในใจเซี่ยชิงหลิวลุกโชนโหมกระหน่ำกางเกงสูทตึงแน่นราวกับจะปริแตก เขาจึงเชยคางของชายหนุ่มให้เงยหน้าขึ้นสบตา
"แค่ปากคงไม่พอให้นายพอใจหรอกมั้ง"เซี่ยชิงหลิวเอ่ยพลางใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงเคล้นริมฝีปากชุ่มชื้นสีแดงสดของชิวฮว๋ายจุน
ชิวฮว๋ายจุนเบิกดวงตาคู่สวยมองเขาพลันลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าท่อนล่างออกอย่างไม่ลังเล แล้วหันไปเท้าแขนกับขอบหน้าต่าง
ชายเสื้อเชิ้ตของชิวฮว๋ายจุนคลุมปิดบั้นท้ายกลมกลึงเอาไว้พอดิบพอดีถุงเท้ายาวถึงต้นขาสีดำขับให้ขาขาวผ่องเปล่งประกายราวกับมีแสงในตัวแทบจะทำให้เขาตาพร่า
ต่อหน้าสายตาคนนอกคือภาพลักษณ์ของหนุ่มนักการเมืองผู้ชาญฉลาดหลักแหลมและเ็าแต่ภายใต้สูทราคาแพงนี้กลับซ่อนเร้นร่างกายที่เต็มไปด้วยราคะเป็เพียงดอกไม้ที่เบ่งบานอย่างงดงามเพื่อเขาเพียงผู้เดียว
เซี่ยชิงหลิวลูบไล้ต้นขาเรียบเนียนเต่งตึงอุณหภูมิของหนุ่มวัยเยาว์ทำให้เขาเผลอไผลไปชั่วขณะ
เห็นเขาไม่ขยับเขยื้อนชายหนุ่มก็เอียงศีรษะเล็กน้อย ถามเสียงเบา "ท่านสส. ครับ?"
เสียงเร่งเร้าอย่างขลาดเขินจุดไฟสุมทรวงเซี่ยชิงหลิวตาแดงก่ำ ใช้เข่าแยกเรียวขาสวยออก แล้วลูบไล้ไปยังส่วนสงวนที่เร้นลับ
"อ๊ะ…" ทันทีที่ปลายนิ้วสอดแทรกเข้าไปชิวฮว๋ายจุนก็ส่งเสียงครางหวานหยดย้อยร่างกายต่อต้านการรุกรานอย่างไม่ตั้งใจด้วยการบีบรัดแน่น
เซี่ยชิงหลิวรู้สึกถึงปลายนิ้วที่ถูกผนังลำไส้ชื้นแฉะบีบรัดดูดดึงเขาหวนรำลึกถึงความสุขสมที่แทบจะทำให้เขาขาดใจ จึงร้อนรนขึ้นมามือไม้จึงไม่ค่อยอ่อนโยนนักรู้อย่างนั้นแล้วแต่ก็ยังขยี้กลีบเนื้อเล็กแคบอย่างหยาบโลนได้ยินเพียงชิวฮว๋ายจุนสูดลมหายใจเข้า ร่างกายยิ่งบีบรัดแน่นขึ้น
"อืม... อื้อ... ท่าน สส. ครับ…"
เสียงครางแหบพร่าของชิวฮว๋ายจุนเซ็กซี่เย้ายวนใจเหลือเกินพลางฮึมฮัมตามการลูบไล้ของเขา แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายลงเลยยิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ สภาพที่ผิดปกติเช่นนี้ทำให้เซี่ยชิงหลิวสงสัยเขาชักมือออก แล้วจับบั้นท้ายของชิวฮว๋ายจุนแยกออก พบว่าบริเวณช่องทางนั้นแดงก่ำบวมเป่งจากการเสียดสีเมื่อครู่
"เจ็บแล้วทำไมไม่บอก?"
เขานึกถึงความเร่าร้อนในห้องทำงานเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่แปลกใจที่จะบวมได้ขนาดนี้ ชิวฮว๋ายจุนนั่งคร่อมตัวเขาแล้วบดเบียดอยู่นานความเร็วที่ไม่เร็วไม่ช้ากับร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อทำให้เขาตื่นเต้นจนควบคุมไม่อยู่ จัดหนักไปสองยก...
พอนึกถึงตรงนี้เซี่ยชิงหลิวก็ทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน จึงลงโทษด้วยการตีก้นเขาไปที"ซนนักนะ!"
เสียงดัง 'เปี๊ยะ'ทำให้ชิวฮว๋ายจุนหน้าแดง เขาเอี้ยวตัวมาคล้องคอเซี่ยชิงหลิวกระซิบเสียงแ่เบา "ถ้าผมบอกท่านคงไม่แตะต้องตัวผมแล้วล่ะครับ"
เซี่ยชิงหลิวมองดวงตากลมโตชื้นน้ำของชายหนุ่มก็อดขำไม่ได้ "...ในสายตานายฉันเป็คนอ่อนโยนขนาดนั้นเลยเหรอ?"
ชิวฮว๋ายจุนพยักหน้า ยิ้มเล็กน้อย"ครับ"
ดวงตาคู่นั่นที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธาทำให้เซี่ยชิงหลิวพูดไม่ออก
"เซี่ยชิงหลิว นายมันคนไร้หัวใจ"
อดีตภรรยาของเขาเคยปรามาสเขาเช่นนี้ก่อนจากกันไป เธอผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียวยังใช้ปลายปากกาที่ใช้เซ็นใบหย่าจิ้มตรงอกเขาอย่างแรง ทิ้งคราบหมึกเลอะเสื้อเชิ้ตตรงกลางหัวใจของเขาพอดี
เขาไม่รู้จักคำว่า"ใส่ใจ" คืออะไรไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ผ่านไปได้ง่ายดาย ไม่เคยรู้สึกถึงความล้มเหลว ดังนั้นคำว่า"ไร้หัวใจ" ที่อดีตภรรยาเอ่ยเขาจึงไม่ได้เก็บมาคิดไตร่ตรองอะไรมาก ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เขาไม่เข้าใจจะเอามาขบคิดทำไม?
เขาไม่เคยสงสัยอะไรแต่ชิวฮว๋ายจุนกลับทำให้เขาสับสนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็สายตาที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อหรือแม้แต่ความชื่นชมที่เอ่อล้นออกมา มากมายเสียจนเขารู้สึกแปลกประหลาด
เขาจำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรให้ชิวฮว๋ายจุนรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณหรือว่าจะเป็ติ่งที่คลั่งไคล้จนใส่ฟิลเตอร์ให้เขา? เขาลงความเห็นอย่างหลงตัวเองเช่นนี้แต่ก็ยังไขข้อข้องใจไม่ได้
ตัวตนที่เขาคิดว่าเป็กับตัวตนในสายตาของชายหนุ่ม แตกต่างกันมากเกินไป… แต่ยังไม่ทันคิดหาคำตอบชิวฮว๋ายจุนก็จูบเบาๆ ที่คางของเขา แ่เบาราวกับลมโชยพัดผ่านแต่กลับอบอุ่นจนหนังศีรษะชา
ชายหนุ่มชะงักไปวินาทีหนึ่งแล้วก็หัวเราะออกมา "นานๆครั้งที่ท่านจะไม่หลบจูบผมนะครับ"
เห็นชัดว่าเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วแต่รอยยิ้มของชิวฮว๋ายจุนกลับสดใสราวกับแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิเซี่ยชิงหลิวเผลอไผลไปชั่วขณะ แต่ก็กลับมาเป็เหมือนเดิมในเร็ววันพึมพำพลางหัวเราะเบาๆ "...ไร้สาระ"
......
ทั้งสองไม่ได้สานสัมพันธ์ต่อเพียงแค่อิงแอบกันครู่หนึ่ง แล้วแต่งตัวให้ดูสง่างามดังเดิมและเร่งรุดไปยังสถานที่จัดงาน
ตอนที่พวกเขาไปถึงสถานที่จัดงานก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนแล้ว งานบรรยายนี้จัดขึ้นโดยคณะนิติศาสตร์เน้นหารือเกี่ยวกับคดีพิพาทแรงงานที่เพิ่มขึ้นและกฎหมายตอบโต้ที่รัฐบาลร่างขึ้นเซี่ยชิงหลิวเคยเป็ทนายความอยู่สองสามปีก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งจึงมาปรากฏตัวที่นี่ในฐานะศิษย์เก่า ถือเป็การช่วยเหลือผู้จัดงานหรือก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาของเขา
เซี่ยชิงหลิวกำลังจะก้าวเข้าไปในสถานที่จัดงานก็ถูกชายหนุ่มรั้งเอาไว้
"ท่าน สส. ครับที่หนีบเนกไทของท่านเบี้ยวครับ" ชิวฮว๋ายจุนเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับเอื้อมมือมาช่วยจัดให้
ไม่รู้ว่าเป็เพราะจูบเมื่อครู่หรือเพราะผู้คนที่เดินขวักไขว่การกระทำที่แสนธรรมดานี้กลับทำให้เซี่ยชิงหลิวรู้สึกขัดใจ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่มือของชิวฮว๋ายจุนจะััตัว ก็ถอยหลังออกมาอย่างไม่ให้มีพิรุธแล้วจัดการด้วยตัวเอง "รู้แล้ว"
การต่อต้านอย่างเงียบๆ ของเขาทำให้แววตาของชิวฮว๋ายจุนฉายแววเศร้าเล็กน้อย แต่ก็ยังทำตามแต่โดยดี เก็บมือกลับมาทำท่าทางนอบน้อมดูน่าสงสารเซี่ยชิงหลิวยังไม่มีเวลาที่จะคิดว่าทำไมตนเองถึงทำอย่างนี้อาจารย์ก็เดินเข้ามาทักทายอย่างดีใจ
"ท่าน สส. เซี่ย ขอบคุณที่มา!"อาจารย์วัยหกสิบกว่ายังคงมีน้ำเสียงดังฟังชัด จับมือเขาด้วยความดีใจ
เมื่อเห็นดังนั้นชิวฮว๋ายจุนก็โค้งคำนับอย่างรู้ความ แล้วถอยไปยืนรออยู่ด้านข้าง
"อาจารย์คุณเรียกผมว่าชิงหลิวเหมือนเดิมเถอะครับ"
เขาพูดอย่างมีมารยาทสายตาเหลือบมองไปยังชิวฮว๋ายจุนที่ยืนตัวตรงอยู่ไม่ไกล ยังคงทำหน้าเ็าแบบเดิมสาวๆ รอบข้างกระซิบกระซาบถึงเขา แต่เขาไม่ชายตามอง จ้องมองมาทางเขาอย่างตั้งใจราวกับสุนัขที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
การบรรยายจะเริ่มในอีกสิบห้านาทีอาจารย์จึงดึงเขาไปพูดคุยเื่ทั่วไป ั้แ่คุณภาพของนักเรียนที่แย่ลงไปจนถึงตัวแดงในรายงานสุขภาพ พูดพล่ามไปเรื่อย เซี่ยชิงหลิวแปะรอยยิ้มไว้บนใบหน้าแต่ไม่ได้ฟังอะไรมากนัก เพราะเขายังไม่หายจากความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อครู่
เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องตอบสนองรุนแรงขนาดนี้เมื่อก่อนเขายังยอมรับการดูแลแบบนี้ได้อย่างเต็มใจ… เขาคิดแล้วคิดอีกบางทีอาจจะเป็เพราะสายตาของชิวฮว๋ายจุนอ่อนโยนและตั้งใจมากเกินไปทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกรัก
'รักบ้าบออะไรกัน ไร้สาระ' เขาหัวเราะเยาะตัวเอง แล้วก็เห็นชายในชุดสูทเนี้ยบเดินเข้าไปหาชิวฮว๋ายจุนชิวฮว๋ายจุนรีบยิ้มและโบกมือ ทักทายว่า 'สวัสดีครับรุ่นพี่'
ชายในชุดสูทสีเทายิ้มและพูดอะไรบางอย่างชิวฮว๋ายจุนก็ตอบกลับอย่างสุภาพเซี่ยชิงหลิวมองใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของชายในชุดสูทสีเทาพลันนึกขึ้นได้ว่าเขาคือผู้บริหารของสำนักงานกฎหมายชื่อดัง ชื่อ 'หานลิ่งฉู่' มีชื่อเสียงในวงการั้แ่อายุสามสิบกว่าๆ
เขาใช้ชิวฮว๋ายจุนจนเคยตัวพอเห็นทนายความชื่อดังคุยกับอีกฝ่ายอย่างถูกคอก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าชิวฮว๋ายจุนก็เป็นักศึกษาหัวกะทิของคณะนิติศาสตร์เช่นกันคนเก่งกาจเช่นนี้ยอมลดตัวมาอยู่ข้างกายเขา ทั้งคอยปรนนิบัติทั้งยังต้องยอมให้เขาขยี้ขยำใต้ร่าง อีกฝ่าย้าอะไรกันแน่…ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยสงสัยในเื่นี้
ในเวลานั้นนักศึกษาสาวคนหนึ่งเดินเข้าไปทักทายอาจารย์ พร้อมกับกล่าวกับเซี่ยชิงหลิวว่า"สวัสดีค่ะท่าน สส."
เสียงใสๆ นั้นไพเราะจับใจเซี่ยชิงหลิวถูกดึงกลับสู่โลกแห่งความเป็จริง รีบปรับสีหน้า ยิ้มเบาๆ"สวัสดีครับ"
"ท่าน สส.นี่คือดาวคณะนิติศาสตร์ของเรา ทราบว่าท่านจะมาวันนี้เธอก็มานั่งรอในห้องประชุมั้แ่เที่ยงแล้วครับ" อาจารย์เอ่ยแซว
"อ้อ?" เซี่ยชิงหลิวมองใบหน้าสวยหวานของเด็กสาวดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ "ขอโทษด้วยนะครับคงทำให้คุณต้องผิดหวัง ที่เห็นชายวัยกลางคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง"
เด็กสาวหน้าแดง รีบส่ายหน้า"ไม่ๆ ไม่เลยค่ะ ตัวจริงท่าน สส.ดูหนุ่มและหล่อกว่าในรูปอีกนะคะ ในรูปว่าหล่อแล้ว ตัวจริงยิ่งหล่อกว่าอีก… เอ่อ...หนูไม่ได้ว่าในรูปไม่หล่อนะคะ ท่าน สส. ขึ้นกล้องมากๆ ค่ะ…" เด็กสาวพูดจาติดขัดด้วยความประหม่า ใบหน้าแดงก่ำ
โลกนี้ใจดีกับสาวน้อยน่ารักเสมอเซี่ยชิงหลิวก็เช่นกัน เขายิ้มและโบกมือ บ่งบอกว่าไม่ถือสา
เซี่ยชิงหลิวเป็คนหน้าตาดีอยู่แล้วยามที่คลี่ยิ้มอ่อนโยนเพื่อปลอบโยนเด็กสาว ก็ยิ่งดูอ่อนโยนและดูดีเป็พิเศษเด็กสาวเขินอายจนลำคอขาวผ่องแดงก่ำ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจพูดออกมา"ท่าน สส. คะ พอจะขอถ่ายรูปกับท่านได้ไหมคะ?"
เซี่ยชิงหลิวพยักหน้าอย่างมีมารยาทเด็กสาวดีใจจนเนื้อเต้น ก้าวมายืนข้างเขา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปรับเป็โหมดเซลฟี่ลบล้างท่าทีเขินอายเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง พลันโอบแขนแนบชิดกับตัวเขาอย่างเปิดเผย