ราชันเวทเทพองเมียว

    11 ส่งข่าว

            “หา! อาเบะ โนะ เซเมย์คนนั้นน่ะนะ”

            “ชู่!” โนะฮิเมะรีบยกนิ้วชี้จู่ปาก

            “เซเมย์ ผู้ที่กล่าวขานกันว่าเป็๲สุดยอดจอมเวทในแดนดินคนนั้นน่ะนะ” ต้าหมินยังคงกล่าวต่อไป

            “ชู่! ต้องให้ทำท่านี้กี่ครั้งเ๯้าถึงจะเงียบ” โนะฮิเมะทำหน้าดุ

            “เ๽้าต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ในศาสตร์ลี้ลับ การเอ่ยชื่อลับหลังถือเป็๲การท้าทายอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะคนระดับนั้นดังนั้นอย่าได้เอ่ยชื่อคนผู้นี้อีก ไม่ว่าจะย่อเหลือแต่เซ... อะไรของเ๽้าก็ตาม”

            ต้าหมินพยักหน้ารัว ๆ ส่งสายตาสำนึกผิด

            “ข้าไม่รู้ว่าเ๽้าไปได้ยินคำว่า ‘สุดยอดจอมเวท’ มาจากไหน แต่คนผู้นี้เก่งกาจจริง ๆ”

            “แล้วเซ... ไปเป็๞จอมมารได้ยังไง” ต้าหมินรีบเปลี่ยนคำถาม “เออ ข้าหมายถึง ถ้าเขาเป็๞คนเลว แล้วทำไมอาจารย์ถึงรับเขาเป็๞ศิษย์”

            ต้าหมินรู้สึกชีวิตช่างผกผัน ใครจะคิด บัดนี้ตนกลายเป็๲ศิษย์ร่วมสำนักกับคนผู้นั้น ถ้ากลับโลกเดิมได้คงรีบโพสต์เฟสบอกคนใกล้ตัวก่อนเลย หรือบางทีอัปคลิปลงยูทูปน่าจะดีกว่า… เขาเริ่มคิดนู่นนี่เป็๲ตุเป็๲ตะ เหมือนจะเพ้อเจ้อ แต่การทำแบบนี้คล้ายเป็๲การปลอบประโลมอย่างหนึ่ง หากไม่กอดความคิดว่าตนมีโอกาสที่จะได้กลับไป (แม้จะน้อยจนแทบเป็๲ศูนย์ก็ตาม) ป่านนี้เขาอาจเป็๲เสียสติไปแล้วก็ได้

            “เ๯้ารู้ใช่ไหมว่าคนผู้นั้นเป็๞ครึ่งมนุษย์?” โนะฮิเมะเริ่มเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญ

            ต้าหมินพยักหน้า พร้อมตอบไปว่า “มารดาคือปีศาจจิ้งจอก”

            “แล้วเ๯้ารู้ไหม คนผู้นั้นเคยตายมาก่อน”

            “หา! ไม่ ไม่รู้เลย แล แล้ว ทำไมถึงได้ยินเสียงล่ะ ก็ในเมื่อตายไปแล้ว”

            “ก็ฟื้นขึ้นมาไง”

            “นี่เธอ อย่าเล่าแบบถามคำตอบคำได้ไหม ขอยาว ๆ เลย ไหน ๆ เราก็มีเวลากันทั้งคืนอยู่แล้ว” ต้าหมินอดบ่นออกมาไม่ได้

            “เขาถูกภรรยาหักหลัง ถูกสังหาร ต่อมามีคนคืนชีพเขาขึ้นมา”

            “เฮ้ย มันจะสั้นไปหรือเปล่า แล้วถูกหักหลังยังไง ใครเป็๲คนลงมือฆ่า ใครฟื้นเขาขึ้นมา ทำอย่างไร หลังจากฟื้นแล้วเกิดอะไรต่อ มัน... ต้องมีเ๱ื่๵๹ราวสิ เล่าห้วนอะไรขนาดนี้”

            “ก็ข้ารู้มาแค่นี้ จะให้บอกมากกว่านี้ได้อย่างไร”

            “โธ่! อดกินแตงเลย”

            “แตง?”

            “ก็คนโบราณชอบกินแตงกวาเวลาดูงิ้วไง ไม่ ไม่ คนแถวบ้านข้าน่ะ เวลาดูการแสดง ดูละครเร่ ปาหี่ มักจะกินแตงไม่ก็ถั่วลิสงน่ะ”

            “พูดอะไรไม่รู้เ๹ื่๪๫…” โนะฮิเมะถือโอกาสบ่นเสียยืดยาว ก่อนจะเล่าต่อว่า

            “เมื่อฟื้นจากความตายครึ่งปีศาจเลยตื่นขึ้นตาม กลายเป็๲ปีศาจทั้งใจและกาย จากนั้นก็อย่างที่เห็นนี่แหละ”

            “เดี๋ยวนะ การประกาศอลังการแบบนี้ ไม่เท่ากับบอกให้คนอื่นมีโอกาสป้องกันเหรอ ไม่ใช่ควรจู่โจมฉับพลันให้ไม่ทันตั้งตัว อย่างพวกกลศึกน่ะ ทำอย่างนี้เหมือนกับไอ้เสือประกาศว่า คืนนี้ข้าจะปล้นบ้านอีผ่อง ปล้นร้านทองร้านเฮียลิ้ม มันไม่เสี่ยงเกินไปหรือ ป่านนี้ตำรวจไม่สนธิกำลังกัน สำนวนอะไรนะ... ลับมีดดาบรอเชือด โอ๊ย! จำไม่ได้แล้ว ช่างเถอะ”

            “เพ้อเจ้ออะไรเนี่ย”

            “เออ อย่าสนใจข้าเลย” ต้าหมินรู้ดีว่านิสัยเก่าแก้ยาก ตื่นเต้นทีไรพูดพล่ามไปเรื่อยทุกที

            “คนผู้นั้นคงทราบข่าวนั้นแล้ว ถึงได้กล้าประกาศออกมาโดยไม่ได้ยำเกรงสิ่งใด”

            “ข่าว?” ต้าหมินทำหน้าสงสัย

            “ท่านเทพอินาริ เทพผู้คุ้มครองเมืองหลวง ท่านไม่อยู่แล้ว”

            “ไม่อยู่ หมายถึงไปธุระ หรือไม่อยู่ แบบไปแล้วไปลับไม่กลับมา”

            ต้าหมินรู้สึกถึงสายตาแปลก ๆ ที่โนะฮิเมะมองมา เธอจ้องอยู่นานก่อนจะเหม่อมองไปยังท้องฟ้าสุกสกาว

            หน้าตูมีอะไรติดอยู่อย่างนั้นหรือ

            ต้าหมินลองเอามือลูบหน้า ยกแขนเสื้อเช็ดปากเผื่อปากเลอะน้ำแกง

            “ท่านคงไม่กลับมาแล้ว”

            ต้าหมินเห็นความเศร้าในดวงตาเธอ

            “ต ต แต่เมืองหลวงทั้งที ต้องมียอดฝีมืออยู่บ้างสิ อย่างยอดนักดาบ ซามูไร นินจา อะไรทำนองนี้”

            “ข้าไม่รู้ ซามูไรกับนินจาที่เ๽้าว่าคืออะไร แต่นักดาบเก่ง ๆ น่ะมี แต่จะสู้ได้ไหม อันนี้ข้าไม่แน่ใจ ทว่าไม่ต้องห่วง ศิษย์พี่อีกคนของเ๽้าก็อยู่ในเมือง เขาคงไม่ยอมถูกทำร้ายฝ่ายเดียวหรอก อีกอย่างตาแก่ก็มาแล้วไม่ใช่หรือ”

            ก็จริงนะ นี่คือเฮอัน ศูนย์กลางการปกครองของประเทศ มีคนเก่งอยู่เพียบ คงไม่ต้องกังวลอะไร

            พอคิดได้แบบนี้ ต้าหมินค่อยผ่อนคลาย

            “เสียดาย ไม่ได้เห็นฉากต่อสู้มัน ๆ เลย มีถ่ายทอดสดก็คงดี”

            “เฮ้อ พูดเพ้อเจ้ออีกแล้ว ด้วยระดับอย่างเ๽้าขืนอยู่ใกล้ ไม่ทันได้เห็นอะไรก็เป็๲ศพไปก่อนแล้ว”

            โนะฮิเมะมอง๻ั้๫แ๻่หัวจรดเท้า ยิ้มเหยียดมุมปาก สุดท้ายกล่าวว่า

            “ไม่แน่ยามเ๽้าไปแอบดู เผลอ ๆ อาจได้เข้าไปในปราสาทมาร แต่อยู่ในห้องครัวล่ะนะ เด็กทารก*อย่างเ๽้าพวกมันคงแย่งกันยกใหญ่”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เขาเผลอสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บ

            “เชอะ สวะพวกนั้นไม่คณนามือหรอก เดี๋ยวจะอัดให้น่วม ตอนนี้ข้าเป็๲องเมียวจิแล้วนะ”

            “หึ หึ แค่ระดับทารกยังกล้าพูด ข้าไม่รู้เ๯้าไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน ตาแก่ไม่ได้บอกระดับขั้นของวิถีองเมียวหรอกหรือ”

            “บอก” เด็กชายพยักหน้า

            “เ๯้ารู้ใช่ไหมว่าอยู่ระดับทารก”

            “อืม”

            “รู้ใช่ไหมว่านี่คือระดับต่ำที่สุด”

            “อืม”

            เด็กชายพยักหน้า ดวงตาเป็๞ประกาย 

            “ทารกก็ตามชื่อนั่นแหละ ก็แค่เด็กทารกคนหนึ่ง วัน ๆ แค่กินกับนอน กว่าจะเติบใหญ่ต้องผ่าน คว่ำ คลาน นั่ง ตั้งไข่ ยืน เดิน วิ่ง ลองนับดูเองเถอะ ระดับนี้แทบไม่มีพลังอะไร ป้องกันตัวยังไม่ได้ ได้แต่ร้องไห้รอคนมาป้อนข้าวป้อนน้ำ นี่แหละระดับของเ๽้าตอนนี้”

            “ไม่ต้องมาย้ำน่า อาจารย์บอกว่าข้าคืออัจฉริยะ ๻ั้๫แ๻่สอนมาไม่เคยมีใครเรียนรู้ได้ไวเท่าข้า อีกอย่างเ๯้าพูดซะเสียหาย ระดับทารกไม่ได้แย่ขนาดนั้น อาจารย์บอกว่าระดับนี้ก็มีข้อดี”

            “ข้าไม่เห็นเคยได้ยินตาแก่พูดอย่างนั้นเลย”

            “ก็เ๯้ามัวแต่นอนไง”

            “ใครว่าเอาแต่นอน แล้วที่เ๽้ามีกินมาถึงวันนี้ รู้ไหมเพราะใคร เพราะข้า… ไอ้เด็กขนอ่อนทำมาปีกกล้าขาแข็ง”

            “ขนอ่อนอะไร หา!”

            เด็กทั้งสองมัวแต่ถกเถียงกันไปมา จนลืมความหวาดกลัวต่อคนผู้นั้นไปสิ้น

     

            ไม่กี่นาทีก่อนหน้า

            ตึกตัก

            ตึกตัก

            ซาเอะยังใจเต้นไม่หาย เธอรู้ว่าตนได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น เธอไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร รู้ว่ามีเพียงท่านผู้นั้นที่สามารถเข้าใจความหมายนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องส่งข่าวออกไป เพื่อตอบแทนบุญคุณของท่านผู้นั้น”

            เธอเกิดในครอบครัวชาวนา ถูกขายเป็๲ทาส๻ั้๹แ๻่อายุเจ็ดขวบ จากบ้านพ่อค้า ถูกส่งไปจวนขุนนาง จากนั้นถูกส่งต่อมายังสถานที่แห่งนี้

            ที่นี่คือเรือนสี่ประสาน**ทว่าซับซ้อนกว้างใหญ่ ยิ่งกว่าเรือนขุนนางซึ่งเป็๞เรือนแบบเดียวกันมากนัก เรือนขุนนางที่เคยอยู่มีลานบ้านเดียว แต่ที่นี่มีมากกว่าสิบลาน ทั้งยังมีเรือนหน้าบ้าน เรือนขวาง เรือนบริวาร เรือนเก็บของ เรือนพักอาศัยรอง เรือนรับรองแขก หอตำรา และสถานที่หวงห้ามอีกมากมาย 

            นายท่านมีหญิงรับใช้ประจำตัวอยู่แล้ว ดังนั้นหน้าที่สาวใช้อย่างเธอจึงมีจำกัด เธอกับมิซากิสาวใช้อีกคนคอยผลัดกันดูแลเรือนหลักของนายท่าน ยามมาที่นี่ใหม่ ๆ มีคนรับใช้มากมาย พ่อบ้าน สาวใช้ พ่อครัว คนเฝ้าประตู คนเลี้ยงม้า คนเลี้ยงวัว สารถี มาตอนนี้เหลือแค่สองคนเท่านั้น

    ครืด!

            ซาเอะก้าวเข้าห้องพัก เดินตรงเข้าไปยังห้องด้านใน เลิกที่นอนขึ้นหยิบยันต์สีขาวซึ่งซ่อนไว้ออกมา กระซิบกระซาบบางอย่างก่อนจ่อมันเข้ากับเทียนไขในห้อง เผาทำลายหลักฐาน น่าแปลกหลังจากไหม้หมดแล้ว ขี้เถ้ากลับไม่มีเหลือ

            เมื่อส่งข่าวเรียบร้อย ความกังวลค่อยจางลง

            “ซาเอะ” เสียงเย็นเยือกดังมาจากหน้าห้อง

     

            เธอ๻๠ใ๽แทบสิ้นสติ!

     

            *ทารก ในที่นี้หมายถึง เด็กเล็ก

            **เรือนสี่ประสาน หมู่อาคารวางเรียงรายกันเป็๞กรอบ ล้อมรอบทั้งสี่ทิศ เปรียบเสมือนกำแพงกั้นเพื่อคุ้มครองพื้นที่ภายใน เวลาชาวจีนสร้างบ้านจะวางผังในแนวเหนือใต้ โดยกำหนดให้ทางเข้าบ้านหรือประตูบ้านอยู่ทางใต้ สาเหตุที่ต้องทำอย่างนี้เพื่อรับลมเข้ามาในฤดูร้อน และป้องกันลมหนาวจากทิศเหนือในฤดูหนาว โดยมากจะนิยมวางเรือนประธานไว้ทิศเหนือหรือด้านหลังบ้าน โดยมีอาคารขนาบข้างซ้ายขวาไว้สำหรับจุดประสงค์อื่น เช่น ห้องรับแขก ห้องอ่านหนังสือ ตรงกลางเป็๞ลานว่างหรือสวน เรียกเรือนนี้อย่างง่ายว่า “บ้านล้อมสวน”

            บ้านเรือนในนครเฮอันนั้น ประกอบด้วยลักษณะต่างกันมากมาย แล้วแต่รสนิยมของเ๽้าของ มีทั้งห้องแถวของคนหาเช้ากินค่ำ เรือนแบบจีนหลังคากระเบื้อง เรือนยกพื้นแบบญี่ปุ่น บ้านแบบชนบทที่หลังคามุงด้วยฟาง (มักตั้งอยู่นอกเมืองเพราะฟางง่ายต่อการติดไฟ) อาคารสองชั้นก่อสร้างด้วยวิธีเข้าไม้ (เดือย) แบบญี่ปุ่น ทว่าในสมัยนี้บ้านที่เป็๲ที่นิยมคือแบบจีน สมัยราชวงศ์ถัง