เขาพยักหน้า พร้อมกำมือแน่นด้วยความเคียดแค้น พวกมันพรากอาจารย์ที่เขาทั้งรัก ทั้งเคารพไปคนหนึ่งแล้ว ครั้งนี้มันยังฆ่าเพื่อนสนิทของเขาอีกคน เรียกได้ว่าตัดแขน ตัดขาเขาทุกอย่าง ไม่ให้เขาเหลือใครที่จะหันหน้าไปพึ่งได้เลย แถมยังใช้คนเหล่านี้กลับมาเพื่อทำร้ายเขาได้อีกด้วย ...หึ..สมแล้วที่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี...
ลู่เจ๋อ ยังไม่รู้เรื่องราวจึงรีบถามทันที
“ท่านมู่? เกิดอะไรขึ้นกับท่านมู่”
“พวกมันฆ่ามู่หย่งอี้แล้ว แล้วป้ายความผิดให้ข้า โดยที่บอกว่าหย่งอี้เขียนชื่อฆาตกรเอาไว้ก่อนตาย ก็คือชื่อของข้า ‘หลงหลาน’”
“แล้วฮ่องเต้ทรงเชื่อพวกมันหรือพะย่ะค่ะ ทรงให้ความไว้วางพระทัยกับฝ่าบาทมาก ไม่น่าจะทรงเชื่อคำเพ็จทูลเหล่านี้”
“เดิมทีเสด็จพ่อให้เวลาข้าสิบวันในการหาข้อพิสูจน์เรื่องกบฎ แต่พวกมันเร่งเวลาโดยใช้มู่หย่งอี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถจับข้ามาได้โดยไม่ต้องรอราชโองการ”
“ซีซี ครั้งนี้ ข้าเห็นจะเอาตัวรอดยาก พวกมันเตรียมการเอาไว้อย่างรอบคอบทีเดียว เว่ยซิงหยวนมีขุนนางในมือมากกว่าครึ่ง มันคงปิดทางออกของข้าทุกทาง ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องมาจบชีวิตไปพร้อมกับข้า เจ้ายังมีโอกาสได้กลับไปที่...โลกของเจ้า ข้าจะหาทางให้เจ้าออกไปให้ได้ ข้าเตรียมเรื่องเงินกับบ้านเอาไว้ให้เจ้าหมดแล้ว เจ้าอยู่ที่นั่นได้สบาย ข้าเชื่อว่าคนฉลาดอย่างเจ้าอย่างไรก็เอาตัวรอดได้” เมื่อพูดจบเขาก็หันไปทางลู่เจ๋อ
“ลู่เจ๋อ ข้าจะหาทางให้เจ้ากับซีซีออกไป เจ้า...ช่วยพานางไปที่บ้านของข้าที่นอกเมือง ที่นั่นนอกจากส่วนที่ข้ามอบให้นาง มีอีกส่วนที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้เจ้าด้วย เจ้าก็หลบลี้ไปตั้งตัวที่อื่นใช้ชีวิตต่อไปให้ดี” เขาพูดเหมือนสั่งเสีย เพราะในใจเขาคิดว่าคงไม่รอดแน่ เมื่อมีโอกาสจึงรีบบอกกล่าวเสียก่อน
“ไม่พะย่ะค่ะ ต่อให้ตายกระหม่อมก็จะไม่ทิ้งฝ่าบาท” ลู่เจ๋อยืนกราน
“ถ้าเป็นคำขอร้องจาก ‘เพื่อน’ ให้ดูแล ‘หัวใจของเพื่อน’ เจ้าจะทำให้ ‘เพื่อน’ คนนี้ได้หรือไม่” ลู่เจ๋อน้ำตาเอ่อคลอ ก่อนจะพยักหน้าและให้คำสัญญา “ไม่ว่าจะในฐานะองครักษ์หรือฐานะเพื่อนอันทรงเกียรติสูงสุดนี้ ลู่เจ๋อขอสาบานว่าจะปกป้อง ‘พระสนม’ ด้วยชีวิต” เพื่อนสองคนสบตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอทั้งคู่ ถ่ายทอดความรู้สึกให้กันโดยไม่ต้องพูดออกมา คำว่า ‘พระสนม’ เขาเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยใจที่ยอมรับหญิงสาวในบทบาทนั้นอย่างเต็มใจ
“พวกท่านทั้งสองคน ถามข้าก่อนไหม” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเซ็งๆ ผู้ชายนี่เหมือนกันหมด ทุกยุค ทุกสมัย ตั้งแต่พ่อเธอแล้ว ทำไมต้องคิดแต่ให้เธอเอาตัวรอด ให้เธอปลอดภัย รอดไปแล้วอย่างไร อยู่คนเดียวอย่างหัวใจแตกสลายจะอยู่ไปทำไม
“ซีซี เจ้าทำเพื่อข้ามาเยอะแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาติดร่างแห เอาชีวิตมาทิ้งไปกับข้าหรอกนะ”
“ฝ่าบาทจะให้หม่อมฉันทิ้งฝ่าบาทไป เพื่ออยู่เดียวดายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ จะใจร้ายไปหน่อยไหมเพคะ” หญิงสาวจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปิดเผยความรู้สึกในใจทั้งหมด ...อย่าบอกว่าไม่รู้ว่าข้ารู้สึกกับท่านอย่างไรนะ...ยอมให้กอดไปตั้งหลายครั้งแล้วนะฝ่าบาท...จะมาพระเอกอะไรตอนนี้!...
“ซีซี...”
“ในโลกของหม่อมฉัน เรามีคำพูดเล่นๆ กันว่า ‘สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร’ อาจเป็นตลกร้ายสำหรับยุคนี้ แต่ความหมายของมันคือตราบใดที่เรื่องราวมันยังไม่สิ้นสุด อย่าเพิ่งรีบสรุปผล เรายังสู้ต่อไปได้ อย่าเพิ่งยอมแพ้เพคะ”
“หม่อมฉันไม่เชื่อว่าท่านมู่ ผู้ซึ่งเป็นทั้งเพื่อน ทั้งผู้ร่วมงานที่ภักดีกับองค์ชายจะใส่ร้ายองค์ชายแบบนั้น มันต้องมีเงื่อนงำเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นสภาพศพและตัวหนังสือ ‘หลงหลาน’ ที่เขียนด้วยเลือดท่านมู่จริงๆ เผื่อจะจับพิรุธอะไรได้บ้าง” จ้าวรั่วซีชวนทั้งสองหนุ่มกลับมาหารือกันหาทางออกดีกว่า จะมานั่งหาทางให้เธอหนีออกไป
“ก่อนมาที่ห้องขังนี่ เพื่อเป็นการตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้กับข้า พวกมันพาข้าไปดูห้องที่ขังท่านมู่ ให้ข้าได้เห็นกับตาว่ามีรอยเลือดเขียนชื่อข้าเอาไว้จริงๆ
“ฝ่าบาททรงได้เห็นอะไรบ้างเพคะ ทรงเล่าให้หม่อมฉันฟัง แบบละเอียดเลยนะเพคะ”
ไป๋หลงหลานจึงเล่าสภาพห้องที่เขาเห็นว่าศพมู่หย่งอี้ได้นำไปฝังแล้ว สภาพห้องขังได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อย “...มีเพียงรอยเลือดที่เขาใช้นิ้วเขียนชื่อข้าเอาไว้ที่กำแพงก่อนสิ้นใจ พวกมันคงตั้งใจทิ้งชื่อข้าบนกำแพงเอาไว้ให้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี ให้ทุกคนได้รู้เห็น จึงยังไม่เข้าไปทำอะไร ทั้งๆ ที่หน่วยต้าหลี่ซื่อได้เข้ามาตรวจสอบและมีการจดบันทึกสภาพศพ และสภาพโดยรวมเอาไว้หมดแล้ว”
หญิงสาวฟัง พร้อมคิดภาพตาม แล้วขมวดคิ้ว แล้วก็ส่ายหัวไปมา
“เจ้าคิดอะไรอยู่คนเดียว ซีซี เล่าให้ข้าฟังหน่อย”
“หม่อมฉันต้องเรียบเรียงความคิดก่อนเพคะ แต่สภาพห้องที่ทรงเล่ามันแปลกๆ มันมีบางอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่บ้าง”
“งั้นพวกเราพักผ่อนเอาแรงกันก่อน” ทั้งสามคนตกอยู่ในความเงียบอยู่พักใหญ่ ไป๋หลงหลานและจ้าวรั่วซีนั่งพิงผนัง จนหญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหันหน้ามองชายหนุ่มที่นั่งพิงกำแพงหลับตา …เขาคงเพลีย...
“เจ้าคิดอะไร บอกข้าได้ไหม” เสียงเขาถามทั้งๆ ที่ตายังปิดอยู่ แสดงว่าตลอดเวลาเขาไม่ได้หลับเช่นกัน
“ฝ่าบาท ไหนๆ ก็ทรงคิดว่าเราหมดทางสู้แล้ว ทรงลองเสี่ยงอีกสักครั้งไหมเพคะ”
ชายหนุ่มลืมตาแล้วหันมองเธอ เป็นสัญญาณว่าเขากำลังรับฟัง
***
“แผนของเจ้าดูจะห่างไกลความเป็นไปได้ แม้ว่าข้าได้ให้คำสาบานที่มั่นคงต่อหน้าพระพักตร์ไปแล้ว และข้ามั่นใจว่าเสด็จพ่อก็ทรงเชื่อ ถึงทรงประวิงเวลาให้ข้าหาหนทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งๆ ที่หลักฐานมัดตัว จะทรงสั่งประหารเลยก็ย่อมได้ แต่ด้วยหลักฐานที่พวกมันสร้างเพิ่มเข้ามา ข้าก็ไม่รู้ว่าความเชื่อของเสด็จพ่อจะสั่นคลอนเพียงใด”
“ไม่ลองก็ไม่รู้เพคะ ถ้าสำเร็จเราอาจรอดพ้นภัยครั้งนี้ หากไม่สำเร็จหม่อมฉันก็ยินดีจะอยู่เคียงข้างฝ่าบาทจนถึงที่สุด”
ไป๋หลงหลานสบตาเธออยู่ชั่วครู่ เห็นแววตาแน่วแน่ของเธอ เขาจึงมั่นใจว่าให้อย่างไร หญิงสาวก็ไม่ยอมหลบหนีไปก่อนตามที่เขาต้องการแน่นอน เขาจึงพยักหน้าพร้อมกับคว้ามือนุ่มมากอบกุมไว้ด้วยสองมือของเขา ถ่ายทอดความรู้สึกให้แก่กันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
“ปัญหาก็คือเราจะสามารถส่งสารอุทธรณ์ต่อองค์ฮ่องเต้ได้อย่างไรดีเพคะ รอบตัวเราดูจะมีแต่พวกมันทั้งสิ้น”
“เหลือทางสุดท้าย ที่...ต้องลองเดิมพันดู”
ไป๋หลงหลานให้ทหารไปนำกระดาษ หมึกและพู่กันมา องค์ชายหนุ่มเขียนจดหมายหนึ่งฉบับซึ่งมีข้อความเพียงสี่บรรทัด และดูเหมือนตัวอักษรเหล่านั้นพาเขาย้อนกลับไปในวันวานที่ยังอบอุ่นอยู่ในใจ...
***
“ฮือ ฮือ...” ไป๋หลงหลินวัยแปดปีนั่งร้องไห้อยู่ริมแม่น้ำ หลังจากถูกไป๋หลงเยว่ พี่ชายร่วมมารดาซึ่งเป็นพระสนมเอกกุ้ยเฟย ไม่พอใจและรำคาญที่เขาไปตอแยเพราะอยากเล่นด้วย เลยใช้วาจารุนแรงกับองค์ชายพระองค์น้อย แล้วก็จากไป ทิ้งให้เด็กน้อยอยู่คนเดียวริมแม่น้ำใหญ่
“หลงหลิน เจ้าเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม แล้วทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว ทหารองครักษ์หายไปไหนหมด” ไป๋หลงหลานที่ผ่านมาพอดี รีบวิ่งเข้าไปหาพระอนุชา
“ฮือ...พี่รองเสด็จพี่ใหญ่โกรธข้า เลยลงโทษทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียว แล้วสั่งให้ทหารให้ตามพี่ใหญ่กลับไปหมด น้องกลัว น้องกลับกระโจมที่พักของเราไม่ถูก”
ปีนั้นฮ่องเต้พาองค์ชายทั้งสี่พระองค์เข้าป่าไปล่าสัตว์ด้วยกัน เวลาว่างที่เหลือพวกองค์ชายก็ออกมาเดินเล่นในบริเวณใกล้เคียง โดยมีทหารองครักษ์คอยเฝ้าดูแล
ไป๋หลงหลานในวัยสิบปี จึงโอบกอดพระอนุชาต่างมารดาอย่างปลอบประโลม พลางชวนคุย
“ไม่เป็นไร พี่อยู่นี่ทั้งคน พี่ใหญ่ไม่ทำร้ายเจ้าหรอก แถวนี้มีทหารดูแลอยู่รอบๆ เจ้าก็แค่มองไม่เห็นพวกเขาเท่านั้น ถ้าเจ้ากลัว พี่นั่งเล่นเป็นเพื่อนดีไหม แล้วเดี๋ยวพี่พาเจ้าไปส่งเอง”
“พี่รองไม่รำคาญข้าเหรอ เสด็จพี่บอกข้ายังเด็กเกินไป ไม่ควรมาร่วมขบวนล่าสัตว์นี่ด้วย น่ารำคาญ”
“ไม่รำคาญหรอก อยู่ในวังเราก็เล่นด้วยกันเป็นประจำ พี่จะรำคาญเจ้าได้อย่างไร”
“มีบทกวีบทหนึ่งเกี่ยวกับแม่น้ำพอดี ท่านแม่เพิ่งอ่านให้พี่ฟังเมื่อวันก่อน พี่ชอบมาก สอนให้เจ้าเอาไหม” เขาพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของอนุชาองค์น้อย หลังจากเด็กน้อยคลายความกลัวเพราะมีพี่ชายที่เขาสนิทสนมมากกว่าพี่ชายแท้ๆ เสียอีก มาอยู่เป็นเพื่อน เมื่อมีสิ่งที่น่าสนใจใหม่ จึงพยักหน้าหงึกๆ ดวงตาเป็นประกายอยากรู้ตามประสาเด็ก ไป๋หลงหลานจึงท่องบทกวีนั้น พลางโอบไหล่พระอนุชาองค์น้อยไปด้วย...
“แม่น้ำแห่งชีวิตที่กำเนิดจากต้นน้ำเดียวกัน
แม้เส้นทางแตกต่าง ย่อมเป็นแม่น้ำเดียวกัน
แม้ม้วยดินสิ้นฟ้า มหาสมุทรไร้ธารา ภูผาทลาย
สายน้ำแห่งชีวิตตัดไม่ขาด”
“น้องสาม เจ้าจำเอาไว้นะ เราเป็นพี่น้องกัน แม้เจ้ากับพี่จะกำเนิดจากต่างมารดา แต่เรามีเสด็จพ่อองค์เดียวกัน เราก็คือสายน้ำแห่งชีวิตที่มีกำเนิดจากต้นน้ำเดียวกัน ตัดกันไม่ขาด เจ้าเป็นน้องของพี่เสมอ”
***
บัดนี้ บทกวีสี่บรรทัดนั้นปรากฏอีกครั้งในกระดาษแผ่นน้อย ...น้องสามหากเจ้ายังจำได้ หวังว่าเจ้าจะยังเป็นน้องของพี่ เป็นโอรสของเสด็จพ่อ ไม่เปลี่ยนแปลง...
ไป๋หลงหลานตัดสินใจวางเดิมพัน เขาคิดว่าเขาดูน้องชายคนนี้ไม่ผิด แม้เขาจะเป็นพระอนุชาร่วมมารดากับองค์ชายใหญ่ หากด้วยความที่โตมาด้วยกัน ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด จึงพอรู้น้ำใจกันอยู่บ้าง ...หากแต่เวลาก็ล่วงเลยมานานแล้ว ความรู้สึกอาจเปลี่ยนแปลง อย่างไรเขาก็เป็นเพียงพี่ชายต่างมารดาเท่านั้น เลือดเขาอาจไม่เข้มข้นเท่าก็เป็นได้
ชายหนุ่มใช้น้ำตาเทียนปิดผนึกจดหมาย แล้วขอให้ทหารที่ดูแล้วยังให้ความเคารพแก่เขา นำจดหมายไปส่งให้กับองค์ชายสาม
-------------

555 กราบกราน ขอเสียงกำลังใจ...
อย่าลืมนะคะ แคมเปญเทศกาลนิยายจีน ลดฉลองตรุษจีน 2026 ของ meb เริ่มแล้วน้า ลด 20% ใครยังไม่มี อ่านแล้วค้างคา รีบไปตกไว้ก่อนเลย กดจากลิงก์นี้ ช่วยสนับสนุนค่ากาแฟ และขนมนิดๆ หน่อยๆ ให้ผู้เขียนด้วยน้า.... bit.ly/สองภพ ขอบคุณมากๆ ค่า ❤️