เวลาล่วงเลยถึงเที่ยงวัน
โรงอาหารคึกคักไปด้วยผู้คน
เฉินอันน่าเดินตามโจวเจี้ยนเย่เข้าไปโรงอาหารก่อนจะตักอาหารใส่จาน ในโรงอาหารเต็มไปด้วยหนุ่มสาวในชุดเขียวมะกอกพวกเขาแต่ละคนดูองอาจสมชายชาติทหาร ทว่าในสายตาของเฉินอันน่ากลับมีเพียงหานิหย่วนที่โดดเด่นเหนือใคร
ขณะนั้น หานิหย่วนนั่งเงียบๆรับประทานอาหารอยู่ในมุมหนึ่ง
ทหารรอบข้างต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนานบ้างก็คุยเพลินจนลืมกินข้าวเสียด้วยซ้ำแต่ความวุ่นวายเ่าั้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับหานิหย่วน
เขานั่งกินอาหารอย่างเงียบๆ
โจวเจี้ยนเย่บอกกับเฉินอันน่าว่า“ิหย่วนเป็คนชอบความเงียบสงบเป็พิเศษ คนเลยมองว่าเขาเ็าแต่พอได้รู้จักกันจริงๆ จะรู้ว่าหมอนี่เป็พวกปากแข็งใจดี”
เฉินอันน่าพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับหานิหย่วนพร้อมกับโจวเจี้ยนเย่
“ผู้กองหานกินข้าวคนเดียวไม่เบื่อแย่เหรอคะ” เฉินอันน่าเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจตนจึงชวนคุยก่อน
หานิหย่วนวางช้อนในมือลงเงยหน้ามองเฉินอันน่าที่นั่งตรงข้ามเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเนิบช้า“ไม่เบื่อ”
หมอนี่หวงคำพูดจริงๆเฉินอันน่าเลิกคิ้วน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหานิหย่วนกลับยิ่งชอบเขามากขึ้นไปอีก
“ได้ยินจากพี่ชายว่าบ้านเกิดของผู้กองหานอยู่ห่างจากกองทัพมากั้แ่เป็ทหารมาก็ไม่เคยกลับบ้านเลย คิดถึงบ้านบ้างไหมคะแบบที่คิดถึงจนต้องแอบร้องไห้ในผ้าห่มน่ะค่ะ?” คำพูดของเฉินอันน่าไม่ได้เกินจริงเพราะเธอเคยเห็นเด็กสาวจากต่างถิ่นในคณะศิลปะของกองทัพแอบร้องไห้คิดถึงบ้านมาแล้ว
หานิหย่วนถึงกับพูดไม่ออกกับความช่างเจรจาของเฉินอันน่าเขาไม่คิดว่าเด็กสาวคนนี้จะเข้ากับคนง่ายขนาดนี้
หานิหย่วนไม่ชอบผู้หญิงที่พูดมากเกินไปแต่เฉินอันน่าเป็ลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสนิท เขาจึงต้องสุภาพกับเธอให้มากที่สุด
“ตอนมาแรกๆ ก็คิดถึงบ้านแต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว” หานิหย่วนยังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับ้ารักษาระยะห่าง
พูดจบหานิหย่วนก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อ
เฉินอันน่าก็รู้สึกว่าตนเองช่างพูดมากเกินไปจึงก้มหน้ากินอาหารบ้าง
กินไปได้ไม่กี่คำเฉินอันน่าก็อดไม่ได้ที่จะชวนหานิหย่วนคุยอีกครั้ง“ผู้กองหานคะ ได้ยินจากพี่ชายว่าคุณยิงปืนเก่งมากพวกเขาเรียกคุณว่ามือปืนพระกาฬ คุณมีพร์ด้านการยิงปืนเป็พิเศษหรือเปล่าคะ”
หานิหย่วนกลืนข้าวในปากลงไปก่อนตอบเฉินอันน่าว่า“ไม่มีพร์อะไรหรอก แค่ฝึกฝนจนชำนาญเท่านั้นเอง”
ตลอดมื้ออาหาร หานิหย่วนพูดน้อยมากส่วนใหญ่เป็เฉินอันน่าที่ถามและเขาตอบ แทบจะไม่ได้เป็ฝ่ายชวนเฉินอันน่าคุยเลย
เฉินอันน่าสวยมากทหารหนุ่มรอบข้างต่างแอบส่งสายตาให้เธอ แต่หานิหย่วนกลับไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งที่อยู่ต่อหน้าสาวงามแต่หานิกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ต่อหน้าผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง
หลังจากออกจากโรงอาหารโจวเจี้ยนเย่ก็ไปส่งเฉินอันน่า
ระหว่างทางโจวเจี้ยนเย่กระซิบกับเฉินอันน่าว่า “ิหย่วนเป็คนเงียบเกินไปพี่ว่าไม่เหมาะกับเธอหรอก”
เฉินอันน่าหยุดเดินแล้วมองโจวเจี้ยนเย่อย่างจริงจัง ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่นว่า“พี่ ฉันแน่ใจว่าฉันชอบหานิหย่วน พี่ต้องช่วยฉันนะ”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเฉินอันน่าโจวเจี้ยนเย่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เขาคิดว่าอันน่าคงยังเด็กและไม่แน่นอนตอนนี้ชอบหานิหย่วน เดี๋ยวก็คงลืมไปเอง แต่เพื่อไม่ให้เธอเสียใจโจวเจี้ยนเย่ก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
….
ในขณะนั้นซินเยวี่ยที่กำลังเดินเล่นอยู่ในเมืองพร้อมกับซูลั่วอิงย่อมไม่รู้ว่าหานิหย่วนได้พบกับเฉินอันน่าแล้ว
ซูลั่วอิงพาซินเยวี่ยเดินเล่นในเมืองมานานเมืองในยุคนี้แทบไม่มีอะไรให้เที่ยว นอกเสียจากสวนสาธารณะและห้างสรรพสินค้าแต่ร้านอาหารกลับมีอยู่มากมาย
เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันซินเยวี่ยก็ไปกินอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งกับซูลั่วอิง
หลังจากนั่งลงซูลั่วอิงก็เรียกพนักงานเสิร์ฟมาสั่งอาหาร
สั่งอาหารที่ตนเองและซินเยวี่ยชอบไปหลายอย่างแล้วในระหว่างที่รออาหาร ทั้งสองก็คุยกันเล่นๆ
ในขณะนั้นเองร่างสูงสง่าร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทั้งสอง
“ซินเยวี่ย ไม่คิดเลยว่าจะเจอเธอที่นี่”ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ
ซินเยวี่ยไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะมาเจอหลี่เจี้ยนจวินที่นี่นี่มันคู่กัดชัดๆ
ซินเยวี่ยเหลือบมองหลี่เจี้ยนจวินที่กำลังยิ้มให้ตนอย่างเ็าก่อนจะพูดอย่างเฉยเมยว่า “บังเอิญจังเลยนะนายก็มากินข้าวเหมือนกันเหรอ”
หลี่เจี้ยนจวินหัวเราะแล้วพูดว่า“พอดีไม่มีโต๊ะว่าง งั้นพวกเราสามคนกินด้วยกันเลยนะเดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”
ยังไม่ทันที่ซินเยวี่ยกับซูลั่วอิงจะตอบหลี่เจี้ยนจวินก็นั่งลงไปแล้ว