"ทุกท่านสนทนาเรื่องอันใดกันอยู่เจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงก้าวเท้าออกมาจากประตู กลับมาจากหาสมุนไพรนางก็เข้าประตูด้านหลังบ้านที่ติดกับตีนเขาจึงไม่ได้ผ่านหน้าบ้าน หลังจากนำสมุนไพรไปเก็บก็เดินออกมาดูความครึกครื้น
“ชิงเอ๋อร์เจ้าต้องการรับซื้อโสมคนหรือไม่ ท่านปู่ซุยนำมาขาย” จ้าวเฉิงถามหลานสาว
“เหตุใดท่านปู่ไม่นำไปขายที่โรงหมอล่ะเจ้าคะ” นางไม่อยากรับซื้อสมุนไพรที่มีราคาแพงขนาดนี้ สถานะทางการเงินของนางยังไม่มั่นคงและยังมีอีกหลายโครงการที่ต้องใช้เงิน
“โรงหมอในตัวตำบลหน้าเลือดไม่เปลี่ยน” จ้าวเฉิงกล่าวขึ้น เขายังจำได้ดีว่าตอนเด็กพวกตนนำสมุนไพรไปขายแล้วถูกกดราคาเช่นไรบ้าง ไม่คิดว่าผ่านมาหลายปียังเหมือนเดิม เถ้าแก่คนเดิมก็ตายจากไปแล้วบุตรหลานยังหน้าเลือดเช่นเดียวกัน
“ข้าขอดูโสมคน”
รับห่อผ้าที่มีโสมคนมาพิจารณา ชาวบ้านต่างชะเง้อคอมอง เกือบทั่วหมู่บ้านไม่มีใครเคยเห็นโสมคนเลยสักคน เพราะโสมพวกนี้อยู่ในป่าลึก
“ผู้ใดได้รับเงินเรียบร้อยแล้วก็กลับบ้านไป” ซูซื่อภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านบอกชาวบ้านที่ยืนมุง
“พวกเจ้าสอดรู้สอดเห็นเพื่ออันใด กลับไปได้แล้ว” ไล่ด้วยน้ำเสียงขึงขัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความอิจฉาริษยาจนก่อเกิดเรื่องลักขโมย ตาเฒ่าซุยก็เหลือเกินแทนที่จะแอบขายเงียบ ๆ ทำตัวเอิกเกริกมิกลัวขโมยขึ้นบ้าน
“ท่านย่าวันนี้ได้เงินพวงใหญ่ กลับบ้านไปคงต้องทำอาหารอร่อย ให้ท่านปู่อี้ทานแน่เลย” จ้าวลู่ชิงกระเซ้าภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน
“ครอบครัวอื่นได้เงินจนเต็มถุง ส่วนข้าแค่ครึ่งถุงยังหาไม่ได้ เจ้าเด็กน่าตายคนนี้ชักช้าไม่เหมือนบุตรหลานบ้านอื่น” ซูซื่อบ่นหลานสาววัยสิบขวบ นางให้ลูกสะใภ้ใหญ่เฝ้าบ้าน นางกับลูกสะใภ้คนเล็กและหลานสาวขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาขาย
“บ้านท่านมีแรงงานทั้งท่านปู่อี้ ท่านลุงหนิงอัน ท่านอาหนิงเอ๋อ ค่าแรงรวมกันได้ไปไม่น้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“เงินพวกนี้เก็บไว้จ่ายค่าเล่าเรียนหลานชายคนโตของข้า”
“ท่านย่า เก็บไว้ให้เป็นสินเดิมข้าด้วยนะเจ้าคะ” จ้าวเว่ยรีบบอกท่านย่าของนาง
“เจ้าเพียงสิบขวบจะรีบคิดเรื่องออกเรือนเร็วไปไย” เอ็ดบุตรสาวของบุตรชายคนโต
“ท่านย่ารักแต่ท่านพี่”
“เจ้าเด็กตัวเหม็น ข้าไม่ให้เจ้ากินเจ้าใช้หรืออย่างไร” ซูซื่อวิ่งถือกระบุงไล่ตามหลานสาวที่ทำให้นางขายหน้า
จ้าวลู่ชิงหัวเราะกับภาพที่เห็น นางพิจารณาโสมคนในห่อผ้าต่อ
“ท่านปู่ซุน โสมต้นนี้น่าจะอายุราว ๆ สามสิบปี หากท่านนำไปขายสด ราคาถูกกว่าขายแห้ง แต่การทำให้แห้งมันค่อนข้างมีกรรมวิธีเฉพาะ ทำไม่ถูกวิธีโสมอาจเสียหายทำให้ราคาตก
หากท่านขายให้ข้า ข้าจะรับซื้อในราคาสี่สิบห้าก้วน ท่านพอใจหรือไม่ ถ้าไม่พอใจข้าขอแนะนำให้ท่านนำไปขายที่โรงหมอหยางในอำเภอ ราคาสดน่าจะไม่เกินสี่สิบก้วน ถ้าเป็นแห้งไม่เกินห้าสิบก้วน”
“ข้าขายให้เจ้า” ชายชรารีบให้คำตอบ พวกตนเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่รู้กรรมวิธีการทำให้แห้ง ขืนทำรากขาดคงขายไม่ได้ถึงก้วน หากขายตอนนี้ยังได้เงินถึงสี่สิบห้าก้วน เงินมากเพียงนี้พวกตนไม่เคยจับมาก่อน
“ท่านแม่จ่ายค่าสมุนไพรสี่สิบห้าก้วนให้ท่านปู่ซุนเถิด”
จ้าวฮูหยินจ่ายเงินไปด้วยปวดใจไปด้วย เงินสี่สิบห้าก้วนลอยไปต่อหน้าต่อตา
“ขอบคุณมากขอรับ” ชายชราบ้านซุนก้มหัวให้โดยไม่สนอายุถือถุงเงินวิ่งกลับบ้าน หลานชายถือกระบุงวิ่งตามอยู่ด้านหลัง
พอกลับถึงบ้านทุกคนในครอบครัวก็มามุงดูเงิน เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นเงินมากเพียงนี้ ค่ำคืนนี้จึงพูดคุยกันว่าจะจับไก่ที่เลี้ยงเอาไว้มาตุ๋นน้ำแกง
หน้าบ้านหลังใหญ่กลับเข้าสู่ความปกติ บ่าวรับใช้ต่างยกตะกร้าสมุนไพรไปยังเรือนสำหรับผลิตยาสมุนไพร
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าเสียเงินซื้อโสมสี่สิบห้าก้วน พวกเราจะได้คืนมาเท่าไหร่” จ้าวฮูหยินมีสีหน้าเคร่งเครียด
“หากแห้งแล้วจะสามารถขายได้ประมาณห้าสิบก้วน พวกเราน่าจะได้กำไรประมาณห้าก้วน” แน่นอนว่านางไม่ใช่พระโพธิสัตว์ นางจำต้องคิดค่าแรงค่าขนส่งของตนเองด้วย ห้าก้วนถือว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป
“ห้าก้วน! ไม่เลว” จ้าวฮูหยินสีหน้าดีขึ้น “บุตรสาวของข้าช่างคิดได้รอบครอบ”
“ท่านปู่ ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับพวกท่านเจ้าค่ะ”
ภายในห้องหนังสือจ้าวลู่ชิงนั่งเผชิญหน้ากับบุรุษทั้งสามอย่างจ้าวเฉิง จ้าวหยาง และจ้าวลู่เสียน
“เจ้ามีอันใดก็พูดมาเถิด” จ้าวเฉิงกล่าว
จ้าวลู่ชิงวางก้อนหินใหญ่เท่ากำปั้นลงบนโต๊ะ “มีใครรู้บ้างว่าก้อนหินนี้คืออะไร”
จ้าวเฉิงหยิบก้อนหินขึ้นมาส่อง จ้าวหยางสังเกตก้อนหินในมือบิดา จ้าวลู่เสียนเห็นทุกคนสังเกตเขาก็สังเกตตามด้วยความแปลกใจ
“เจ้าไปได้มันมาจากที่ใด” จ้าวเฉิงถามนัยน์ตาเปล่งประกาย
“วันนี้ข้าขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนภูเขาที่อยู่ถัดจากภูเขาหลังบ้านไปอีกสองลูก
“เจ้าไปไกลเพียงนั้นเชียวรึ เขาลูกนั้นมีแต่สัตว์ดุร้าย” จ้าวเฉิงรีบดุหลานสาว นางช่างใจกล้าเกินไปเสียแล้ว
“หากข้าไม่ขึ้นไปถึงเขาลูกนั้นแล้วจะเจอก้อนหินก้อนนี้ได้อย่างไร” คำพูดนี้ของนางทำให้ท่านปู่กัดฟันกรอด
“ท่านพ่อ ก้อนหินนี้สำคัญอย่างไร” จ้าวหยางรีบดึงดูดความสนใจของบิดา
“แร่เหล็กแดง”
“ท่านพ่อบอกว่าก้อนหินก้อนนี้มีแร่เหล็กหรือขอรับ”
“ใช่”
“ชิงเอ๋อร์ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหินก้อนนี้มีแร่เหล็ก” จ้าวหยางถามบุตรสาว ดูเหมือนว่านางจะรอบรู้ไปหมดทุกด้าน ขนาดเขาเคยเป็นถึงขุนนางขั้นสองยังไม่มีความรู้เท่านาง
“ข้าเคยอ่านตำราเกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุเจ้าค่ะ”
“เจ้าเป็นบุตรหลานสกุลจ้าวอย่าได้งมงายกับตำราเช่นนั้น พวกนักเล่นแร่แปรธาตุต่างไม่น่าเชื่อถือ” จ้าวเฉิงสั่งสอนบุตรหลานไปพร้อมกัน
“แร่เหล็กแดงมีเป็นภูเขาขนาดย่อมเลยนะเจ้าคะ บริเวณนั้นยังมีถ้ำ ภายในถ้ำมีค้างคาว ถ้ามีค้างคาวแสดงว่าต้องมีมูลของพวกมัน พวกเราสามารถนำมูลมาทำดินประสิวได้”
“เจ้าจะนำดินประสิวไปทำอันใด”
“กองทัพไม่ใช้ดินประสิวหรือเจ้าคะ”
“ใช้สิ กองทัพใช้ถนอมอาหาร ชาวบ้านบางส่วนก็ใช้ดินประสิวถนอมอาหารกัน” จ้าวหยางเพิ่งเคยเห็นบุตรสาวทำใบหน้าราวกับคนโง่งมเป็นครั้งแรก
แย่แล้ว! แสดงว่ายุคนี้ยังไม่รู้ความร้ายกาจของดินประสิว ดินปืนที่นำมาทำระเบิดทั้งหลายที่พัฒนาในยุคปัจจุบันเริ่มต้นก็มีนักเล่นแร่แปรธาตุนี่แหละเป็นผู้ค้นพบว่าดินประสิวเป็นส่วนประกอบสำคัญของการสร้างดินปืน
อาการนิ่งของจ้าวลู่ชิง ทุกคนนึกว่านางตกใจกับการรับรู้ว่าดินประสิวสามารถถนอมอาหารได้ แท้จริงแล้วนางกำลังครุ่นคิดจะบอกดีหรือไม่ว่าดินประสิว กำมะถัน และถ่านผสมกันจะสามารถทำลายล้างได้เป็นวงกว้าง นางบอกไปประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนหน้าหรือไม่ หากเกิดว่าท่านปู่กับบิดานางร่วมมือกับฉีอ๋องก่อกบฏจะทำอย่างไร
เอาวะ! หลบหลีกการทำลายล้างหน่อยก็ได้
“ดินประสิวสามารถทำน้ำแข็งได้”
“เจ้าไปรู้มากจากไหนว่าดินประสิวทำน้ำแข็งได้ มิใช่รู้มาจากพวกนักเล่นแร่แปรธาตุหรอกนะ”
จ้าวลู่ชิงอยากตายแล้วเกิดใหม่ เหตุใดคนในครอบครัวนางฉลาดนักนะ ซักไซ้จนนางหาทางออกแทบไม่เจอ พวกเขาควรทำตัวตกใจกับสิ่งที่นางบอกสิ มิใช่มาจับผิด
“เจ้าค่ะ ข้าอ่านตำราเล่มนั้น” เอาล่ะ โกหกออกไปแล้ว หากไม่เชื่อก็ช่าง
“ปู่ขอสั่งห้ามให้เจ้าสนใจตำราเล่นแร่แปรธาตุอีก” ฮ่องเต้หลายพระองค์ในอดีตต่างหานักเล่นแร่แปรธาตุมาหลอมยาอายุวัฒนะให้ สุดท้ายก็ต้องสิ้นอายุขัยอยู่ดี พวกมันเป็นนักต้นตุ๋นทั้งเพล
“พวกเรากลับมาเรื่องแร่เหล็กแดงกันเถิดเจ้าค่ะ ภูเขาลูกนั้นเป็นแหล่งแร่เหล็กขนาดใหญ่เลยนะเจ้าคะ” นางไม่กล้าบอกออกไปว่าแร่ชนิดนี้มีเปอร์เซ็นต์ของเหล็กเป็นส่วนประกอบสูงกว่าแร่ชนิดอื่น ราชสำนักมิน่าผูกขาดแร่เหล็กเลย มิเช่นนั้นนางจะแอบลักลอบถลุงแร่เหล็กพวกนี้ไปขาย
“พวกเราควรแจ้งทางการหรือไม่” สมัยนี้การค้นพบแร่เหล็กมีน้อย และเพื่อป้องกันการนำเหล็กไปผลิตอาวุธแล้วก่อกบฏราชสำนักจึงผูกขาดการค้าเหล็ก
“เอาล่ะ เรื่องนี้ปู่กับพ่อเจ้าจะจัดการเอง ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกผู้อื่นเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าสองพี่น้องออกไปได้แล้ว”
หลานทั้งสองออกไปจากห้องหนังสือ จ้าวเฉิงกับบุตรชายปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับแหล่งแร่เหล็กที่จ้าวลู่ชิงไปพบเจอมา
“ท่านพ่อ ก้อนหินมันมีแร่เหล็กจริงหรือขอรับ”
“มีจริง ยามนี้ต้าถังค้นพบแร่เหล็กแดงเพียงเหมืองเดียวอยู่ที่อี้โจว” พิจารณาก้อนหินสีแดงด้วยใบหน้าพึงพอใจ
จ้าวเฉิงเรียกพลเงาที่ร่วมเดินทางไปกับหลานสาวมาสอบถามถึงแหล่งของแร่เหล็กแดง
ภายในห้องนอน จ้าวลู่ชิงนั่งมองดอกบัวทั้งสองชนิดที่ถูกเก็บไว้ในกล่องไม้ ตามตำราบอกว่าพวกมันมิมีวันเน่าเปื่อย คงความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา นางอยากรู้ว่ามันจะเหมือนอย่างที่ตำราแพทย์ลึกลับเล่มนั้นกล่าวหรือไม่
สายตาหยุดมองดอกบัวนิลกาฬ นางยังอ่านตำราเล่มนั้นไม่จบ ไม่รู้ว่าดอกบัวนิลกาฬมีพิษทุกส่วนหรือไม่
หากว่าดอกบัวสองดอกนี้มีสรรพคุณอย่างที่ตำรากล่าวมา นางคงเป็นผู้โชคดีที่สุดในใต้หล้าและยังเป็นผู้โชคร้ายที่สุดในใต้หล้าเช่นเดียวกัน ถ้าผู้ใดรู้การมีอยู่ของพวกมันตระกูลนางต้องถูกจับจ้อง
รีบปิดกล่องทั้งสองแล้วนำไปซ่อนไว้ในช่องลับใต้เตียงนอน จ้าวลู่ชิง คิดว่าต้องพยายามหาซื้อตำราเกี่ยวกับสมุนไพรหายากที่สุดในปฐพีมาศึกษาให้ได้
“อยู่ตรงนี้ ห้ามดื้อห้ามซน พรุ่งนี้ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าจะยังสดใหม่ตามที่ในตำราเขียนบอกหรือไม่”
จ้าวลู่ชิงเป่าเทียนจนดับ ทิ้งตัวลงนอนแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง นางกำลังนึกถึงสิงโตตัวน้อยที่ถูกสาวใช้ทั้งสองยึดไปนอนกอดคนละตัว
หลังกลับมาถึงบ้าน นางให้พลเงาควบม้าไปยังภัตตาคารหย่งเล่อในตำบลสอบถามการซื้อนมแพะกับฮ่าวหลงจู๊ เพื่อนำกลับมาป้อนลูกสิงโตทั้งสองตัว
พอพวกมันอิ่มซูเจินกับซูเซียงครองพวกมันคนละตัว บอกว่าไม่อยากให้นางต้องลำบากดูแลพวกมัน
“เฮ้อ” นอนคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ จนเผลอหลับ