ร่างกายที่ถูกเคี่ยวกรำด้วยพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่า กอปรกับความเหนื่อยล้าจากการปีนขึ้นเขาแทบไม่เว้นวัน ทำให้ในที่สุดมู่อันหรานก็ล้มป่วย นางนอนซมอยู่บนเตียงไม้ไผ่ด้วยอาการปวดมวนในท้องอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ป้าเฉียวเดินเข้ามาดูอาการด้วยแววตาห่วงใย แต่เมื่อเลิกผ้าห่มขึ้นและเห็นรอยโลหิตจางๆ ที่ซึมผ่านกางเกงผ้าป่าน นางก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะระบายยิ้มออกมา
“เ้าอายุเท่าใดแล้วอันหราน?” ป้าเฉียวเอ่ยถามพลางลูบศีรษะที่ชุ่มเหงื่อของเด็กสาวอย่างเอ็นดู
“สิบสี่... สิบสี่เ้าค่ะ” มู่อันหรานตอบเสียงแ่ พยายามขดตัวหนีความปวดมวนที่จู่โจมในท้อง
“ถึงเวลาที่ระดูของเ้าจะมาเสียที” ป้าหลันที่เดินตามเข้ามาพร้อมอ่างน้ำอุ่นสำทับขึ้นเมื่อเห็นรอยเืที่เปื้อนอยู่บนผ้าปูเตียง
“เ้าช่วยอยู่ดูแลนางก่อนเถิด ข้าจะไปจัดเตรียมผ้าซับระดูและของใช้ที่จำเป็มาให้”
ป้าเฉียวพยักหน้าพลางช่วยจัดแจงท่านอนให้นางใหม่อย่างเบามือ
“เป็สตรีกลางป่าเขาลำบากหน่อยนะ แต่ไม่ต้องใไป ประเดี๋ยวพอกินยาต้มให้อุ่นท้องและได้พักผ่อนเสียหน่อย อาการปวดก็จะทุเลาลงเอง”
สตรีทั้งสองช่วยกันสอนวิธีใช้ผ้าซับระดู ภายในบรรจุขี้เถ้าสะอาดเพื่อดูดซับของเสีย รวมทั้งวิธีดูแลร่างกายให้นางอย่างอ่อนโยน
“่นี้ห้ามเ้าถูกน้ำเย็นเด็ดขาด และห้ามฝืนออกไปรับลมภายนอก เราสองคนจะแจ้งเื่นี้กับกู้วั่งให้เอง”
เมื่อได้ดื่มสมุนไพรอุ่นๆ จนเริ่มสบายตัวและป้าทั้งสองขอตัวออกไป มู่อันหรานที่นอนอยู่เพียงลำพังจึงค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้หมอน นางหยิบหวีไม้หักครึ่งขึ้นมาลูบไล้อย่างเบามือ
หวีเล่มนี้... คือสิ่งสุดท้ายและสิ่งเดียวที่หลินฮุยมอบให้นางในวันเกิดครบสิบสามปีที่เรือนพักทาสในตอนนั้น
บัดนี้นางอายุสิบสี่และเริ่มเติบโตเป็สตรีเต็มตัว แต่นางกลับยังไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของพี่สาวที่แสนดีผู้นั้นเป็เช่นไรกันแน่
หยดน้ำตาที่มู่อันหรานพยายามกักเก็บมาตลอดหลายเดือนของการฝึกอันโหดร้าย พลันหยดลงบนซี่หวีไม้ที่หักครึ่งนั้นอย่างเงียบเชียบ
…
หลังจากนั้น หญิงสาวก็ได้รับอนุญาตให้พักยาวถึงสองเดือน เนื่องจากองครักษ์ทั้งสี่ซึ่งรวมถึงกู้วั่งและกู้ซานต่างต้องปฏิบัติหน้าที่สำคัญ ติดตามเหวินอ๋องเดินทางไปยังต่างเมือง
ใน่เวลาที่ความเงียบสงบกลับคืนสู่เรือนไม้หลังเล็ก ป้าเฉียวและป้าหลันก็ไม่ได้ปล่อยให้นางอยู่อย่างว่างเปล่า พวกนางนำ พู่กัน หมึก กระดาษ และผงสีวาดภาพมามอบให้ เพื่อให้นางได้ใช้เวลาฝึกฝนและผ่อนคลายจิตใจในระหว่างที่รอการกลับมาของกู้วั่ง
สำหรับมู่อันหราน สองเดือนนี้คือ่เวลาที่นางมีความสุขที่สุดนับั้แ่ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง
ยามเช้านางจะเดินสำรวจป่าเพื่อเก็บสมุนไพรตามที่ได้รับมอบหมาย ยามบ่ายนางจะนั่งลงที่ชานเรือน จุ่มพู่กันลงในผงสีที่สกัดจากธรรมชาติ บรรจงตวัดลายเส้นวาดภาพทิวทัศน์และเขียนอักษรที่นางรัก โดยมีป้าเฉียวและป้าหลันคอยนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ใกล้ๆ ความใจดีและอาทรของสตรีทั้งสองทำให้มู่อันหรานรู้สึกเหมือนได้พบญาติผู้ใหญ่ที่รักและเอ็นดูนางจากใจจริง
นางทอดสายตามองขุนเขาที่โอบล้อมเรือนไม้หลังเล็กด้วยความรู้สึกสับสนในใจ
หากไม่นับเื่ความแค้นที่สลักลึก และภารกิจสำคัญในการกลับไปค้นหาหลักฐานเพื่อลบล้างมลทินให้สกุลมู่ นางก็ปรารถนาเหลือเกินที่จะหยุดเวลาไว้เพียงเท่านี้ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในฐานะหญิงชาวบ้านธรรมดา เฝ้ามองสมุนไพรเติบโตและวาดภาพเก็บไว้ในกระท่อมหลังเล็กแห่งนี้ไปตลอดกาล
ภาพแรกที่นางวาดขึ้นคือสตรีผู้หนึ่งที่มีแววตาซุกซนเฉลียวฉลาด ริมฝีปากที่หยักลึกดูเหมือนพร้อมจะเอ่ยคำโต้เถียงหรือพ่นวาจาฉะฉานออกมาได้ทุกเมื่อ นั่นคือภาพของหลินฮุย สตรีที่นางจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้าได้อย่างแม่นยำ
“ท่านป้าทั้งสอง... เคยเห็นสตรีที่มีเค้าหน้าเช่นนี้มาก่อนบ้างหรือไม่เ้าคะ?”
ป้าเฉียวรับภาพวาดไปพิเคราะห์ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
"เราไม่เคยเห็นหรอกอันหราน พวกเราสองคนเกษียณจากงานในจวนและย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สี่ปีแล้ว คนที่เข้าออกจวนใน่ปีหลังๆ มานี้ พวกเราย่อมไม่รู้จัก”
มู่อันหรานลอบถอนหายใจเบาๆ แม้จะผิดหวังแต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าที่คาดไว้นัก นางจึงเริ่มวาดภาพอื่นต่อเพื่อคลายความเศร้า
ในเวลาไม่กี่วัน ภายในเรือนก็ถูกเติมเต็มด้วยภาพวาดของบิดามารดา พี่ชายและพี่สาวที่นางคิดถึง รวมถึงภาพของอาฝูและบ่าวรับใช้สกุลมู่อีกหลายคนเท่าที่นางจำได้ นางนำภาพเ่าั้ออกมาอวดท่านป้าทั้งสองราวกับเด็กน้อยที่อยากแสดงผลงานให้ญาติผู้ใหญ่ชม
“เ้ามีความสามารถทางนี้มากจริงๆ อันหราน ฝีมือวาดภาพของเ้ายอดเยี่ยมนัก หากมีเวลาควรฝึกฝนให้บ่อย อย่าได้ทิ้งขว้างไปเสียล่ะ” ป้าเฉียวชมเปาะพลางลูบไหล่นางอย่างเอ็นดู
“ป้าเองก็อยากมีภาพวาดคู่กับป้าเฉียวบ้าง เ้าวาดให้พวกเราได้หรือไม่?” ป้าหลันเอ่ยเย้าด้วยรอยยิ้ม
มู่อันหรานยิ้มรับด้วยความเต็มใจ นางบรรจงวาดภาพท่านป้าทั้งสองขณะกำลังนั่งคัดแยกสมุนไพร แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านหลังคาเรือนไม้ขับให้ภาพดูขลังและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เมื่อวาดเสร็จ ป้าเฉียวก็รับภาพนั้นไปเก็บรักษาไว้อย่างดี นางตั้งใจไว้ในใจว่าเมื่อกู้ซานกลับมาจะนำภาพนี้ไปให้เขาดู เพื่อให้เขาได้เห็นความสามารถอีกด้านหนึ่งของเด็กสาวผู้นี้
……….
“อันหราน! ลุกขึ้นเร็วเข้า!”
เสียงเรียกของป้าหลันกระชากมู่อันหรานให้ตื่นขึ้น เด็กสาวสะดุ้งสุดตัวสายตาพลันเหลือบไปนอกหน้าต่าง เมื่อพบว่าท้องฟ้ายังมืดสนิทก็รู้สึกแปลกใจ
“เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะท่านป้า...”
"รีบไปก่อไฟต้มน้ำ ใครสั่งอะไรก็ทำตาม อย่าได้สอดรู้สอดเห็นเด็ดขาด!”
นางรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่ครัวหลังเรือน ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านร่มไม้
ผ่านไปครู่เดียว นางก็ได้เห็นเงามืดของบุรุษชุดดำกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้าประตูเรือนไปอย่างเงียบเชียบ พวกเขาช่วยกันแบกร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเืเข้าไปด้านใน
คนแรกนางมองไม่ชัด แต่ร่างที่สองที่ถูกหามผ่านหน้าไป ทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ เขาคือกู้ซ่งหนึ่งในสี่ยอดฝีมือข้างกายเหวินอ๋อง!
นางรีบทรุดตัวลงหน้าเตาฟืน จุดไฟตั้งน้ำอย่างคล่องแคล่ว
กู้วั่งเดินมาหานางที่หลังเรือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาโยนสมุนไพรหลายชนิดใส่ไปในหม้อ
“เคี่ยวสมุนไพรพวกนี้ให้เหลือเพียงครึ่งหม้อแล้วเอาเข้าไปให้ข้า!”
มู่อันหรานรีบก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่ง แม้ไม่อยากสอดรู้สอดเห็น แต่เรือนไม้ที่มีผนังกั้นบางๆ ก็กันเสียงเอะอะโวยวายที่ดังออกมาจากด้านในไว้ไม่อยู่
“ไอ้พวกสุนัขรับใช้พวกนั้นเล่ห์เหลี่ยมจัดนัก!”
เสียงสบถนั้นทำให้เด็กสาวใจหายวาบ... นั่นคือเสียงของโจวเหยียน!
“พวกมันเตรียมพร้อมรับมือราวกับรู้ล่วงหน้า หรือว่าจะมีข่าวรั่วออกมาจากสายของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ?” เสียงของกู้ซานดังแทรกขึ้นมาด้วยความกังวล
“พวกเราปกปิดร่องรอยอย่างดี พวกมันไม่มีทางรู้หรอก” โจวเหยียนเค้นเสียงหัวเราะเ็าที่ฟังแล้วเย็นเยียบไปถึงกระดูก “แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันระวังตัวตลอดเวลา เป็พวกเราเองที่ประมาทกันเอง!”
“หวังเย่ โปรดสงบพระทัยก่อนพ่ะย่ะค่ะ หากขยับพระวรกายมากไปกว่านี้โลหิตจะยิ่งไหลไม่หยุด” กู้วั่งเอ่ยขัดขึ้นด้วยเสียงเคร่งเครียด พลางขยับเข้าไปใกล้เพื่อเริ่มจัดการกับาแบนร่างกายของอ๋องหนุ่มอย่างรวดเร็ว
หัวคิ้วของโจวเหยียนขมวดแน่นขึ้นเล็กน้อย เขากัดฟันข่มความเ็ปที่พลุ่งพล่านขณะกู้วั่งเริ่มใช้ผ้ากดลงไปบนาแ
“หากท่านอ๋องหายไปจากจวนนานเช่นนี้ พวกมันอาจสงสัยเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ” กู้เวินเอ่ยขึ้น
“ปล่อยข่าวออกไปว่าข้าไปติดใจนางคณิกาที่หอโคมเขียวจนไม่ยอมกลับจวน... ส่งคนไปปลอมตัวเป็ข้าแล้วปิดข่าวให้มิดชิด เื่ที่ข้าาเ็และมาอยู่ที่นี่ จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด!”