ฉู่จวินหลันนั่งอยู่ตรงมุมแสงสลัว มือข้างหนึ่งเท้าคางแขนเสื้อแคบเลื่อนลงเผยให้เห็นกำไลหยกสีเขียวอ่อนที่อยู่บนข้อมือขาวนวลท่วงท่านั่งของนางเต็มไปด้วยความเกียจคร้านแต่ยังคงอรชรอ้อนแอ้น เมื่อกอปรเข้ากับโฉมหน้าอันงดงามละมุนละไมที่ยังไม่ขาดความไร้เดียงสาของเยาว์วัยก็ยิ่งสะกดตาผู้คน
ชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์หรูหราสง่างามสีหน้าฉายแววเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเพ่งมองนางอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะรีบก้มหน้ายกถ้วยชาขึ้นบังความกระอักกระอ่วนส่วนอีกคนที่อยู่ในชุดเรียบง่ายสีคราม ก็ฝืนเบือนหน้าไปทางอื่น ทำทีเป็ตั้งใจฟังนักเล่าเื่
ฉู่จวินหลันรินน้ำชาเพิ่มให้ตัวเองก่อนสายตาจะเลื่อนไปทางโต๊ะข้างๆ เพ่งมองอีกฝ่ายจนแน่ใจว่าไม่ใช่ผู้มีพิษภัยใดๆจึงลุกขึ้นตั้งใจจะไปยังจวนองค์หญิงใหญ่
แต่แล้วเสียงเอะอะก็ดังมาจากชั้นล่าง
“นักปราชญ์ฟู่มาแล้ว!เร็วเข้า มาดูสิ!”
ผู้คนบนชั้นสองของหอชุนเฟิงต่างกรูกันไปที่ริมหน้าต่างเสียงด้านล่างก็ดังขึ้น “วันนี้เป็วันที่สามแล้วใช่หรือไม่วันหลังหากอยากพบหน้านักปราชญ์ฟู่เกรงว่าคงยากแล้ว!”
เสียงกรีดร้องและเจื้อยแจ้วของบรรดาสตรีดังสะท้อนขึ้นมาจากถนนฉู่จวินหลันที่เดินมายืนอยู่ตรงริมบันไดพลันรู้สึกว่าภาพตรงหน้านั้นช่างเหมือนกับฉากต้อนรับคนดังในชาติก่อนจนนางอดยกยิ้มขันไม่ได้
สองวันก่อนอนุซูยังพาเหล่าน้องสาวออกมาเดินเล่นเพื่อจะได้เห็นนักปราชญ์ฟู่ผู้นี้กับตาครั้นเมื่อวันนี้บังเอิญเจอเข้า นางจึงคิดอยากลองดูบ้างเช่นกัน
ฉู่จวินหลันค่อยๆเดินลงจากชั้นสองมาหยุดอยู่ตรงบันไดหน้าหอชุนเฟิงก็เห็นขบวนเ้าหน้าที่กำลังคุมรถขังนักโทษคันหนึ่งเคลื่อนมาช้าๆ
เ้าหน้าที่สองคนผลักและดึงทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถขังนักโทษบนรถมีบุรุษสวมชุดนักโทษผมเผ้ากระเซอะกระเซิงผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ส่วนมือทั้งสองข้างถูกมัดไขว้หลังกับเสาไม้
ทว่าข้างรถกลับมีหญิงสาวหน้าตางดงามแต่งกายสะดุดตาหลายคนตามประกบอย่างเร่งรีบ บ้างใช้ไม้ไผ่เสียบผลไม้ชิ้นเล็กป้อนให้บ้างยื่นขนมให้พลางออดอ้อนให้กินเพิ่มบ้างใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อและเช็ดคราบบนใบหน้าและยังมีสตรีนางหนึ่งกระทืบเท้าทำท่าเง้างอน วิงวอนเ้าหน้าที่ให้เดินช้าลง และอย่าเคลื่อนรถแรงจนร่างนั้นสั่นคลอน
แม้ฟู่จือเหิงจะนั่งคุกเข่าอยู่บนรถขังนักโทษแต่ก็ไม่อาจปกปิดความองอาจล้ำเลิศได้
เขากินผลไม้กับขนมท่ามกลางสตรีรายล้อมราวกับไม่ได้นั่งอยู่บนรถขังนักโทษหากแต่เป็เรือสำราญเสียมากกว่าตลอดทางยังมีหญิงสาวโปรยกลีบดอกไม้และผ้าเช็ดหน้าหอมใส่รถอย่างต่อเนื่องท่าทีของฟู่จือเหิงไม่เหมือนถูกลงทัณฑ์เลยแม้แต่น้อย
ฉู่จวินหลันมองแล้วถึงกับลอบแลบลิ้นที่แท้การประจานเป็เช่นนี้หรือ
ข้างกายมีเสียงผู้คนสนทนากันว่า“คุณชายฟู่เปี่ยมด้วยความรู้ หากพูดถึงด้านวิชาการ เขาควรสอบผ่านได้ตั้งนานแล้ว!”
“แต่คุณชายฟู่ซื่อตรงเกินไปพวกเ้าเคยเห็นบทความในการสอบครั้งนั้นหรือไม่”
“ข้าเห็นแล้วเขาอ้างตำรามากมาย วิจารณ์ระบบสอบจ้วงหยวนและเื้ัจนหมดสิ้น! ช่างสะใจนัก!”
“น่าเสียดายนักเพราะเหตุนี้จึงขัดใจผู้คุมสอบเข้า...”
“กลัวสิ่งใดกันคนมีฝีมืออย่างคุณชายฟู่ย่อมต้องตาฮ่องเต้ ต่อให้สอบตกต่อเนื่องผู้คุมสอบขัดเคืองแต่ฮ่องเต้ก็เพียงสั่งลงโทษให้ประจานสามวัน หากฮ่องเต้ทรงกริ้วจริงคงไม่ทำเพียงเท่านี้กระมัง”
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วการที่ฮ่องเต้สั่งประจานบุรุษผู้นี้เช่นนี้ เกรงว่าคงไม่ใช่ลงโทษแต่เป็ยกย่องเชิดชูเสียมากกว่า
เมื่อผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันติดตามขบวนจนลับสายตาถนนจึงกลับมาสงบอีกครั้ง
ฉู่จวินหลันยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปทางจวนองค์หญิงใหญ่
หน้าหอชุนเฟิง
เมื่อชายหนุ่มสองคนนั้นที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นฉู่จวินหลันเดินลับตาไปแล้วผู้หนึ่งก็เอ่ยถามว่า “คุณชายท่านอยากตามไปดูว่าคุณหนูนั้นเป็บุตรสาวตระกูลใดหรือไม่”
ชายหนุ่มในชุดหรูหราเพียงสะบัดพัดออกมาโบกเบาๆ“ช่างเถิด หากมีวาสนาย่อมได้พบกันอีก”
จากนั้นทั้งสองคนก็หันกายเดินไปทางทิศตรงข้ามกับฉู่จวินหลัน
จวนองค์หญิงใหญ่
ผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่ออกมาต้อนรับฉู่จวินหลันด้วยตนเอง“คุณหนูฉู่่นี้สบายดีหรือไม่ขอรับ”
“ขอบคุณที่เป็ห่วงข้าสบายดี แล้วคุณชายเย่ดีขึ้นบ้างหรือไม่”
ผู้ดูแลจวนยิ้มกว้างตอบอย่างยินดี“ขอบคุณท่านที่ห่วงใย คุณชายเย่ฟื้นแล้ว เช้านี้กินอาหารตามตำรับที่ท่านเขียนไว้ตอนนี้กำลังพักอยู่ในห้อง เดิมคุณชายตั้งใจจะไปอ่านหนังสือที่ห้องหนังสือแต่องค์หญิงใหญ่ห้ามเอาไว้...”
ทั้งสองคนพูดคุยพลางเดินเข้าไปด้านในท่ามกลางข้าทาสบริวารรายล้อมไม่นานก็มาถึงเรือนชั้นกลาง
พวกเขาเดินผ่านระเบียงทางเดินทอดยาวเมื่อมองออกไปไกลก็เห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคา
สายลมพัดผ่านทำให้ผมดำบางส่วนปลิวไสวด้วยสวมเสื้อคลุมผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มอย่างหลวมๆ จึงเผยให้เห็นปกเสื้อขาวสะอาดพอสบตาก็เห็นดวงตาอ่อนโยนทอรอยยิ้ม
บางคนรูปโฉมงดงามเกินพรรณนาแต่ด้วยอำนาจและบารมีอันเ็าจึงไม่ได้ดูอ่อนหวาน เช่น เซียวซวี่ส่วนบางคนรูปหน้าคมเข้มแข็งกร้าวแต่แววตาอันอ่อนโยนทำให้ภาพรวมอ่อนละมุนลงมาได้ดังบุรุษตรงหน้าผู้นี้
“ดูท่าครั้งนี้คุณชายเย่คงฟื้นแล้วจริงๆ”ฉู่จวินหลันยกยิ้มเจือแววหยอกล้อ
“คุณหนูฉู่เื่ก่อนหน้านี้เป็ความผิดของข้า หวังว่าท่านจะไม่โกรธเคือง”
เย่อี่เจี้ยนมองสาวน้อยที่ก้าวเดินเข้ามาหาหัวใจเต้นแรงไม่อาจห้ามได้ ถึงขั้นก้มหลบสายตากระจ่างใสของนางพอรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ก็นึกขำตนเอง
นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้ว่าตนเองกระอักกระอ่วนต่อหน้าสตรีผู้หนึ่ง
เมื่อฉู่จวินหลันเห็นปลายหูแดงก่ำของเขาก็คิดว่าเป็เพราะรู้สึกผิดที่เคยแสร้งหมดสติ นางกับเขาไม่ได้รู้จักกันหากนางถูกพิษประหลาด แล้วจู่ๆ มีคนบอกว่าสามารถแก้พิษได้ นางก็คงสงสัยเช่นกันจึงไม่อาจโทษเขาทั้งหมด
“ไม่ได้โกรธไม่ได้โกรธ เราสองคนถือว่าหายกันแล้วไม่ใช่หรือ” ฉู่จวินหลันยิ้มกว้างดวงตาเป็ประกายสดใส
เย่อี่เจี้ยนพลันนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า‘หายกัน’ อย่างไรร่างกายกลับรู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาอย่างประหลาดจนเผลอยกแขนขึ้นมาเกา
ฉู่จวินหลันเห็นเช่นนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา
เย่อี่เจี้ยนก็พลอยหัวเราะแ่แบาเช่นกันก่อนจะกล่าวอย่างนอบน้อม “เชิญคุณหนูฉู่ด้านใน”
ทั้งสองคนจึงก้าวเข้าไปในโถงใหญ่แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะแปดเซียนจากนั้นฉู่จวินหลันก็พยักหน้าให้เย่อี่เจี้ยนยื่นมือออกมา
ปลายนิ้วเรียวของนางแตะเบาๆลงบนจุดชีพจรบนข้อมือที่เย็นเล็กน้อยของเขา
เมื่อเย่อี่เจี้ยนสบเข้ากับดวงตาคู่น้อยก็รีบเบือนหน้าหนีใบหน้าและลำคอแดงก่ำ
“ตามชีพจรแล้วก็ยังถือว่าเป็ปกติ”ฉู่จวินหลันว่าพลางลุกไปเขียนเทียบยาใหม่ในห้องข้าง ก่อนกำชับว่า“ตำรับเก่าไม่ต้องใช้แล้ว จากนี้กินตามตำรับนี้ ข้าจะมาตรวจดูอาการให้เรื่อยๆแล้วปรับยาตามอาการของท่าน”
“ขอบคุณคุณหนูฉู่มาก”เย่อี่เจี้ยนเก็บเทียบยาไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
ฉู่จวินหลันเหลียวมองรอบด้านเห็นมีเพียงผู้ดูแลจวนยืนรออยู่หน้าประตู จึงเอ่ยเสียงเบา “พิษของท่านมาจากที่ใดในใจก็น่าจะพอรู้ อย่างน้อยก็ควรเรียนรู้ที่จะระวังตนควรมอบหมายให้คนที่ไว้ใจได้ดูแลเื่อาหารการกินและยาในแต่ละวัน”
นางว่าพลางเดินตรวจตราไปทั่วห้องั้แ่เครื่องนอน เครื่องชงชา เครื่องเขียน ไปจนถึงกระดาษและแท่นฝนหมึกตรวจทุกอย่างอย่างละเอียด
“ตอนนี้ในห้องยังไม่พบพิษใดคาดว่ามาจากของกิน”
ยามนางเดินตรวจเย่อี่เจี้ยนก็ตามอยู่ข้างหลังไม่ห่าง ดวงตาเขายิ่งเต็มไปด้วยความอบอุ่นกล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณท่านมาก”
“ไม่ต้องเกรงใจท่านถอดเสื้อออกเถิด” ฉู่จวินหลันกลับไปนั่งข้างเตียงพลางหยิบเข็มเงินจากแขนเสื้อออกมา ก่อนจะเชิดคางส่งสัญญาณให้เขาเข้ามาใกล้
ใบหน้าของเย่อี่เจี้ยนแดงซ่านขึ้นทันทีแม้ลังเลเล็กน้อย แต่ก็คิดว่าตนคงคิดมากเกินไปจึงถอดอาภรณ์ชั้นนอกออกเหลือเพียงชุดตัวบางด้านใน จากนั้นนั่งลงที่ขอบเตียง
บุรุษผู้นี้มีท่าทางสุภาพอ่อนโยนฉู่จวินหลันจึงไม่ได้คิดจะหยอกล้อเหมือนยามอยู่ต่อหน้าเซียวซวี่บอกให้เขาถอดชุดตัวในออกแล้วส่งสัญญาณให้เขานอนลง จากนั้นฝังเข็มอย่างคล่องแคล่วไม่นานในห้องก็มีเสียงดุจวิหคร้องกังวาน
ฉู่จวินหลันเห็นว่าเขาใบหน้าแดงลามไปถึง่อกอีกทั้งยังหลับตาแน่นไม่กล้ามองนาง จึงเอ่ยชวนสนทนา “คุณชายเย่หากสหายเก่าผู้หนึ่งของท่านถูกใส่ร้ายจนต้องรับโทษปะาหลังหมดฤดูใบไม้ร่วงหากอยากช่วยให้รอดพ้น ท่านจะทำอย่างไรหรือ”