“ที่นี้ ที่ไหนกัน” เอมองไปยังรอบตัวของเขา เขาก็พบกับความมืดที่ไม่รอบตัวเขาและเมื่อเขายกมือขึ้นมาเขากลับมองไม่เห็นมือของตัวเองเลยนั้นทำให้เอทำได้แค่ครุ่นคิดอยู่ในใจและเมื่อเขาคิดได้ซักพักเขาก็ตะโกนออกไป
“สวัสดี” ทันใดนั้นก็มีเสียงของเขาสะท้อนก้องกลับมา จากนั้นเขาก็นั่งลงกับพื้นอย่างหมดหนทางและเมื่อเขาคิดว่าไม่มีหนทางออกเขาก็ล้มตัวลงนอนและหลับไป ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้เอก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเขาลุกขึ้นยืนแล้วทันใดนั้นเองในขณะที่เขาลุกขึ้นก็มีแสงไฟส่องลงมาที่ตัวเขาและอีกบุคคลหนึ่งที่อยู่ต่อหน้าเขาเอจึงได้ทักออกไป
“สวัสดี” เมื่อได้ยินชายคนนั้นก็เหลือบมองมาที่เอก่อนแล้วหลังจากนั้นเขาก็หันหน้ามาหาเอและเมื่อเอได้เห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ
“เฮ้ย!! ” และสิ่งที่ทำให้เอตกใจก็คือชายคนนั้นหน้าตาคล้ายกับตัวของเอเป็นอย่างมากแต่หน้าต่างของชายคนนั้นดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเอในตอนนี้
“สวัสดี ในที่สุดเราก็ได้เจอกันจริงๆซักที” ชายคนนั้นพูดพลางเดินเข้ามาหาเออย่างช้าๆ แล้วด้วยความตกใจของเอเขาจึงไม่สามารถตอบโต้ได้ทันท่วงทีและเมื่อเขาหายตกใจชายคนนั้นก็มาหยุดอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว
“คุณเป็นใคร?” เอเอ๋ยปากถามอย่างลืมตัว
“ฉันเป็นใคร? อืม! ฉันจะเป็นใครได้อีกถ้าไม่ใช่นาย” ชายคนนั้นตอบพลางชี้นิ้วไปที่หน้าอกของเอ ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“พูดให้ถูกก็คือ ฉันคือตัวตนที่สะท้อนออกมาจากจิตใจ การกระทำ อืม! ทุกอย่างที่นายทำ นายเป็นตลอดทั้งชีวิตที่นายผ่านมาและตลอดทั้งชีวิตที่นายยังไม่ได้ผ่านไป หรือจะพูดให้ถูกก็คือฉันคือกระจกที่สะท้อนตัวตนของนายยังไงละ” เมื่อได้ฟังแบบนั้นเอก็เข้าใจ
“แล้วเราทั้งสองมาเจอกันเพราะอะไร” เอถามอย่างสงสัย
“เราทั้งสองมาเจอกันเพราะเราทั้งสองต้องก้าวผ่านกำแพงที่เรียกว่า โชคชะตา ใช่ โชคชะตา”
“หะ” เอปล่อยอุทานเบาๆ ชายคนนั้นเรียกชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับปาตี้น้ำชาขึ้นมาก่อนที่เขาจะผายมือเชิญให้เอเดินไปนั่ง
“นั่งก่อนสิ”
“ได้”
“นายมีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับโชคชะตา”
“ฉัน” เอกำลังจะตอบแต่ชายคนนั้นก็พูดสวนเอขึ้นมา
“ว่ากันว่าโชคชะตาคือสิ่งที่กำหนดความเป็นมาและความเป็นไปของชีวิตมนุษย์” เขาเว้นระยะซักลมหายใจก่อนจะพูดต่อ
“แต่ใครเล่าเป็นผู้กำหนดโชคชะตา” เมื่อพูดจบประโยคชายคนนั้นเขาก็มองไปยังเอและส่งสายตาในเชิงของคำถาม
“บ้างก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของเหล่าทวยเทพ บ้างก็ว่ามนุษย์เป็นผู้ลิขิตชะตาของตัวเอง”
“หรือมันอาจจะเป็นทั้งสองอย่าง หรือมันก็ไม่ใช่ซักอย่าง”
“แต่ที่แน่ๆนายนั้นไม่อาจหนีจากโชคชะตาของตัวเองไปได้อย่างแน่นอน” ชายคนนั้นพูดจบก็ดีกนิ้วเรียกกาน้ำชาและขนมขึ้นมาที่โต๊ะจากนั้นเขาก็มองไปยังเออย่างผ่อนคลายซึ่งผิดกับเอที่กำลังจะเริ่มงงเป็นไก่ตาแตกและเขาก็พูดออกไป
“แล้ว..”แต่ยังไม่ทันได้พูดชายคนนั้นก็พูดขัดขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วโชคชะตาของฉันเป็นอย่างไรใช่ไหม ข้ารู้ ข้ารู้ แต่ข้าไม่อาจจะก้าวก่ายสิ่งที่สะท้อนออกมาได้”
“แล้ว” เมื่อเอจะพูดเขาก็ถูกขัดอีกครั้งจนเขาเริ่มมั่นไส้ภาพสะท้อนของตัวเองขึ้นมา
“แล้วฉันจะมาทำไมในเมื่อไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้ นั้นเป็นคำถามที่ดี ถึงแม้ว่าภาพในกระจกจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวตนปัจจุบันแต่มันก็สามารถทำให้ตัวตนปัจจุบันดีขึ้นได้”
“โอเค แล้วฉันจะดีขึ้นได้อย่างไร” ชายคนนั้นไม่ตอบแต่เขากลับมองมาที่เอแล้วยิ้มอย่างตลกขบขัน
“ตัวฉันอีกคนหนึ่ง นายเคยฝันซ้อนฝันไหม”
“อะไร?” หลังจากที่พูดเสร็จเอก็รู้สึกว่าเขาหง่ายหลังทั้งๆที่เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ จากนั้นทุกอย่างก็ดับลงและชั่วพริบตาเอพบว่าตัวเองไปยืนอยู่บนปราสาทเขาสบัดหัวไล่ความมึนงงก่อนที่จะมองไปรอบๆตัวเขาและเขาก็ยกมือขึ้นมาเขาก็เห็นแขนเสื้อสูทสีขาวและเขาก็ได้ยินเสียงเชียรดังมาจากด้านล่าง เสียงนั้นดังอย่างกึกก้องประหนึ่งเสียงผู้คนที่คลั่งไคล้ไอดอลก็ไม่ปานในตอนนี้เอนั้นงุนงงเป็นอย่างมากเขาได้แต่ยืนนิ่งเป็นไอ้บื้อและแล้วก็มีเสียงดังมาจากด้านข้างของเขา
“ท่าน ท่านคะ” เอได้แต่คิดในใจ
‘ท่าน อะไรใครคือท่าน’ เขาคิดแบบนั้นแล้วก็หันไปหาต้นเสียงและในขณะเดียวกันนั้นเสียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านมหาจักรพรรดิคะ ท่านเป็น…”และเมื่อเขาหันไปเขาก็เหมือนถูกเปลี่ยนฉากอีกครั้ง