พอประตูปิดลงแล้วธามิณีก็อยู่ในห้องของเธอเพียงลำพังพระเสาร์หันหลังกลับไปโดยไม่มีคำร่ำลาใดๆแล้วไม่รู้อีกเมื่อไหร่เราสองคนจะได้พบกันอีก ช่างเป็นการรอคอยที่ขมปนหวานหากจะพบกันต้องมีใครสักคนตกอยู่ในอันตราย ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ควรมาพบกันเสียดีกว่าแต่เธอกลับอยากพบเขาอยู่ดี อย่างน้อยการได้แบ่งปันสิ่งพิเศษที่เธอไม่อาจบอกใครได้ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเพราะมีเพียงเขาคนเดียวที่เข้าใจเธอกว่าใครๆแต่เธอกลับไม่ค่อยเข้าใจเขาว่าพยายามทำตัวห่างเหินกับเธอเพราะอะไร หญิงสาวสลัดความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองออกไปแล้วเปิดลิ้นชักหาสมุดบันทึก
ธามิณีหาเบอร์ของเตวินที่เคยจดไว้เพื่อถามถึงกาญเกล้าก่อนหน้านี้เบอร์ของเขาถูกเธอลบออกจากโทรศัพท์ไปนานแล้ว อย่างน้อยการไปทำบุญให้กันยามที่ลาลับไปแล้วยังเป็นสิ่งที่เธอทำได้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
เกือบ 5โมงเย็นแล้วตอนที่ธามิณีออกมาจากหอพักกำลังจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์วัดที่เตวินจองศาลาไว้ไกลจากหอพักพอสมควรทำให้เธอต้องเผื่อเวลาสำหรับรถติดด้วย
“ผมมารอรับคุณธามิณีไปที่วัดครับ”ชาญเอ่ยขึ้นพลางเดินมา “ตามคำสั่งของคุณธำรงค์ การมีนายเตวินอยู่ที่นั่นอาจจะยังไม่ปลอดภัยสำหรับคุณธามิณีนัก”
คุณธำรงค์เป็นใครธามิณีให้ความสนใจเพราะเขาคนนี้คงเกี่ยวข้องกับศนิแน่นอนไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเธอจะไปงานศพในวันนี้ชายชุดดำที่ไม่ยอมบอกชื่อนำทางธามิณีไปที่รถแล้วช่วยเปิดประตูให้
“ขอบคุณนะคะ”
หญิงสาวบอกชื่อวัดพอจะช่วยบอกทางชายคนนี้ก็เหมือนจะรู้เส้นทางดีกว่าเธอเสียอีก ศนิไปโดยไม่พูดอะไรแต่กลับส่งคนมารับส่ง เขาเป็นเทพกึ่งมนุษย์ที่ไม่ได้เย็นชาเสียทีเดียว เขาอาจรู้อยู่แล้วว่าแม้เธออยากไปลากาญเกล้าแต่การต้องไปพบกับเตวินอีกเป็นสิ่งที่เธอลำบากใจและกังวลอยู่เหมือนกัน
รถเลี้ยวเข้ามาในวัดซึ่งค่อนข้างเงียบแม้ตอนนี้จะเกือบ 1 ทุ่มแล้วก็ตาม ความที่รถติดมากพอๆกับเวลาที่ธามิณีเผื่อไว้ทำให้มาทันก่อนพระสวดเตวินยืนอยู่ที่หน้าศาลากับผู้หญิงคนหนึ่ง น่าจะเป็นแฟนของเขากระมังธามิณียกมือไหว้เขาตามมารยาทพร้อมรับด้ายสีแดงมาผูกไว้ที่กระดุมเสื้อมีความกระอักกระอ่วนใจระหว่างกันเพราะสิ่งที่เตวินทำในคราวก่อน
“ขอบใจนะธามที่มาทั้งที่...”เตวินไม่พูดต่อเพราะธามิณีคงเข้าใจ อีกฝ่ายพยักหน้าไม่พูดอะไรเขาจึงเป็นฝ่ายพูดต่อเสียเอง “ธามรู้ใช่ไหมว่ายัยกาญจะตายคือว่าก่อนหน้านี้ยัยกาญโทรมาขอเบอร์ของธามกับพี่น่ะทั้งที่ปกติไม่เคยอยากคุยกับธามด้วยซ้ำ”
“ค่ะธามเตือนกาญแล้ว แต่ก็ยังช่วยไม่ได้อยู่ดี” ธามิณียอมรับ
เตวินถอนใจทั้งที่ธามิณีเตือนกาญเกล้าแล้วแต่ก็ยังมาตายอยู่ดี “ถ้าตอนนั้นที่ยัยกาญจะตกตึกลงมา ธามอยู่ที่นั่นคงจะช่วยได้แต่มันไม่ใช่ความผิดของธามหรอกนะ ก็ธามไม่ได้อยู่ที่นั่นสักหน่อย”
ธามิณีฟังแล้วแปลกใจเพราะเธออยู่บนดาดฟ้าตึกในวันนั้นแต่ศนิมักลบความทรงจำของใครก็ตามที่เห็นเขา การที่ไม่มีใครจำได้ว่าเธออยู่ที่นั่นคงเป็นเพราะศนินั่นเอง
“ค่ะธามพยายามแล้ว” ธามิณีมั่นใจว่าคราวนี้เธอพยายามเต็มที่แล้วไม่เหมือนคราวป้ากับลุง “ธามไปฟังพระสวดก่อนนะคะ”
“ขอบใจนะที่ไม่เอาเรื่องพี่”
เรื่องอะไรคงไม่ต้องเอ่ยถึงหากไม่มีใช่เพราะวันนี้เธอมางานศพ ธามิณีมั่นใจว่าเธอไม่ยอมพบเตวินอีกแน่นอนเขาไม่น่าไว้วางใจสำหรับเธอไปแล้ว
“แค่อย่าทำแบบนั้นกับธามอีกหรืออย่าเจอกันอีกก็พอนะคะ พี่วินคงเข้าใจว่าทำไมธามถึงตอบแบบนี้”
สีหน้าของเตวินเจื่อนทันทีแต่เขาไม่กล้ามีเรื่องกับธามิณีแน่ ชายชุดดำคนนั้นมองมาที่เขาตลอดเขารอดตายมาแล้วคงไม่เอาชีวิตมาเสี่ยงเพราะธามิณีอีก
“พี่เข้าใจพี่ขอโทษนะ”
ธามิณีรับฟังแต่ไม่รับคำขอโทษ การพูดว่า...ไม่เป็นไร มันง่ายเกินไปสำหรับสิ่งที่เตวินทำไว้หญิงสาวเดินเข้าไปในศาลาและพบญาติอีกหลายคนรวมทั้งญาติผู้น้องของเตชิตที่เคยบอกว่าจะมารับเธอไปอยู่ด้วย แต่กลับไม่มาญาติคนนั้นเข้ามาทักทายทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นบางทีการไม่มีญาติอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวแต่เธอเคยชินกับการอยู่คนเดียวแบบนี้แล้ว อย่างน้อยเพื่อนก็ยังจริงใจมากกว่า
ตอนที่จุดธูปธามิณีอธิษฐานขอให้กาญเกล้าไปสู่ภพภูมิที่ดีหากมีสิ่งใดเคยล่วงเกินกันเธอขออโหสิให้ทั้งหมดหญิงสาวมองไปรอบตัวแต่ไม่พบอะไรหรือใคร บางทีกาญเกล้าคงไปยังที่ที่ควรไปแล้วเพราะฉะนั้นเธอจะลืมทุกอย่างที่ผ่านมาแล้วใช้ชีวิตต่อไปโดยที่ไม่รู้สึกว่าติดค้างใครอีก
กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นในบรรยากาศกำลังเย็นสบายของยามบ่ายหากเป็นการพักผ่อนของใครสักคนย่อมคุ้มค่าสำหรับเวลาที่ปล่อยใจไปกับวิวท้องฟ้าผสานกับตึกสูงมากมายทว่ากลับมีเสียงถอนใจออกมาจากร่างสูงที่มองออกไปยังที่ใดสักแห่งสายตาของเขาสามารถมองได้ไกลเกินกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่าฉะนั้นการหาใครสักคนจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เขากลับครุ่นคิดหากมนุษย์รู้ว่าตัวเองใกล้ถึงเวลาตายยังจะทำแบบธามิณีหรือเปล่านั่นเพราะเธอไม่รู้อนาคตของตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เขาถอนใจ
“การที่เทพกึ่งมนุษย์จะชอบมนุษย์สักคนไม่ใช่เรื่องต้องห้ามเราบอกท่านเผื่อว่าท่านจะลืมไป”
เพียงแค่เสียงศนิก็รู้ทันทีว่าเป็นพระราหูโดยที่ไม่ต้องหันไปมองอีกฝ่ายจึงมายืนพิงราวกันตกแล้วขมวดคิ้วใส่เขาแทนวันนี้พระราหูแต่งตัวอะไรกันจะไปเดินแบบที่มิลานหรือไงพระราหูมองสหายแล้วส่ายหน้าเพราะเจอกันกี่ครั้งก็ใส่ชุดสีดำเหมือนเดิม ทำอย่างกับไว้ทุกข์ให้ใครมาตลอดหลายร้อยปี
“แต่ถ้ามนุษย์คนนั้นจะตายในอีกไม่กี่เดือนท่านคงไม่คิดจะทำอะไร นอกจากรอเวลาเหมือนเช่นเรา” ศนิเอ่ยพลางเดินกลับมานั่งที่โต๊ะของเขาพลางจิบกาแฟ
พระราหูเลิกคิ้วพลางตามมานั่งตรงเก้าอี้ที่ยังว่างดวงตาคู่นั้นมีแววขบขันระคนเจ้าเล่ห์
“แสดงว่าชอบมนุษย์เข้าแล้ว”
ศนิเลิกคิ้วบ้างพลางถอนใจ“เราไม่เคยพูดคำนั้น”
“แต่ท่านไม่ได้ปฏิเสธ”พระราหูยิ้มกว้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนอยากซัดพลังใส่ “ที่ผ่านมาท่านไม่เคยทำแบบนี้กับมนุษย์คนไหน”
ที่ผ่านมาผลึกกาลไม่เคยเลือกที่จะอยู่กับมนุษย์คนไหนเหมือนกันแต่ป่วยการจะอธิบายให้พระราหูฟัง หากคิดแล้วว่าต้องเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้ต่อให้เขามีความรู้สึกใดไยจะต้องเอ่ยให้ผู้อื่นฟัง
“ท่านมาทำไมมาบ่อยจนน่าสงสัยหรือว่าจะมา...”
“เรารู้แล้วว่าก่อนที่จะมาจุติเป็นมนุษย์ธามิณีเป็นใครสำหรับท่านมาก่อน” สีหน้าของพระราหูตื่นเต้นที่จะเล่า
ศนิมีคำตอบอยู่ในใจเพียงแต่เขาไม่แน่ใจเนื่องจากเหตุการณ์ในตอนนั้นเขาไม่ทันได้เห็นด้วยตาตัวเองแต่พอได้ฟังคำตอบที่พระราหูมั่นใจว่าไม่ผิดไปจากนี้สายตาของเทพกึ่งมนุษย์ก็มองไปยังตึกโรงพยาบาลที่อยู่ห่างออกไปเพียงฝั่งตรงข้ามธามิณีกำลังคุยกับผู้ป่วยที่มากับญาติอย่างเคย สีหน้าของเธอมีความสุขรอยยิ้มช่างไร้ความกังวลต่อสิ่งใด
เสียงถอนใจของศนิดังขึ้นอีกครั้งผลึกกาลเลือกธามิณีเพราะมีเหตุผล คำตอบว่าธามิณีเคยเป็นใครสำหรับเขามาก่อนทำให้การมองเห็นเธอตายจากไปกลายเป็นสิ่งที่เขารู้สึกนอกจากใจหาย แล้วยังเกิดคำถามว่านี่เป็นหลุมพรางของพระสูรยะหรือพระยมถึงได้ส่งธามิณีเข้ามาในชีวิตอันยาวนานของเขา
กัลยาโบกมือให้ธามิณีพลางวิ่งข้ามถนนมาหาเพื่อนซึ่งมายืนรอรับทั้งสองพากันไปนั่งเล่นกันที่สวนหย่อมเล็กๆ ข้างโรงพยาบาลระหว่างรอรวิชญ์มารับไปหาอะไรกินด้วยกันในเย็นวันศุกร์ตามที่นัดกันไว้กัลยามองเพื่อนแล้วยิ้มกว้าง ปกติแล้วธามิณีไม่ชอบแต่งหน้าแต่พอมาฝึกงานก็เลยต้องดูแลตัวเองบ้าง ใบหน้าจึงดูมีสีสันขึ้นทำให้ดูสวยตามวัยเจ้าตัวคงไม่รู้ว่าขนาดไม่แต่งหน้ารวิชญ์ยังแอบชอบมานานมาตอนนี้คงอยากพูดความในใจออกมาจะแย่อยู่แล้ว
“นี่ธามรู้ตัวหรือยังน่ะวิชญ์คงยังไม่กล้าพูดใช่ไหม” กัลยาเอ่ยพลางดูสีหน้าของธามิณี
ธามิณีเลิกคิ้ว“รู้ตัวเรื่องอะไร วิชญ์จะบอกอะไรธามเหรอ”
“วิชญ์ยังไม่พูดจริงๆเสียด้วย” กัลยายิ้มชอบใจ คนนึงก็ปากหนัก อีกคนก็ช่างไม่รู้ตัวเอาเสียเลยผ่านมาหลายสัปดาห์เธอนึกว่าจะมีอะไรคืบหน้าบ้าง
“ฟังนะ วิชญ์น่ะชอบธามมากถึงได้พยายามพาตัวมาใกล้ชิดธามไง”
“อำกันเล่นหรือเปล่าเนี่ยวิชญ์ไม่เคยมีท่าทีอะไรสักหน่อย”
กัลยาถอนใจชักท้อแทนรวิชญ์ที่ธามิณีไม่รู้ตัวแม้แต่นิดเดียวเธอถึงต้องมาสะกิดให้รู้ตัวเสียทีไงล่ะ
“ธามนี่ความรู้สึกช้าจริงๆเลย เอาอย่างนี้ ธามก็ลองมองๆ วิชญ์ไว้สิ คนดีๆ แบบนี้ ถ้าได้เป็นแฟนธามจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีเชียวล่ะ”
ธามิณีหลิ่วตาใส่เพื่อนการรู้ว่ารวิชญ์ชอบเธอทำไมไม่ทำให้รู้สึกใจเต้นแรงหรือดีใจเลยนะ
“แม่สื่อแม่ชักไม่ได้เจ้าตัวเอาวัวพันหลัก”
กัลยาหัวเราะชอบใจเพราะพวกแม่สื่อมักจบลงที่ตัวเองได้แต่ไม่ใช่กับเธอแน่นอน เธอกับรวิชญ์ไม่เคยมีความรู้สึกอื่นใดนอกจากความเป็นเพื่อน
“วิชญ์มาแล้วเอาเป็นว่าอย่าลืมที่กัลบอกนะ เชื่อกัลเถอะ”
“อืมก็ได้” ธามิณีรับปากเพราะไม่ได้เสียหายอะไร ถ้ายังไม่ใช่ก็แค่เป็นเพื่อนกันอย่างเดิม
รวิชญ์ยิ้มให้สองสาวอย่างเคยธามิณีลองถามใจตัวเองอีกครั้ง แต่เธอไม่มีความรู้สึกใจเต้นแรงหรือเขินอายเวลาอยู่กับเขาเลยที่ผ่านมาเธอเคยรู้สึกใจเต้นแรงเพราะใครมาก่อนไหม คำตอบคือ...มีแต่มันคงไม่มีทางเป็นไปได้ เขาไม่เคยมองเธอเป็นหญิงสาวแต่เขามองเธอเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น
กัลยาจงใจเข้าไปนั่งเบาะหลังธามิณีรู้ทันเพื่อน แต่ก็ยอมนั่งข้างๆ เบาะข้างคนขับ รวิชญ์เป็นเพื่อนที่ดีมาตลอดเขาไม่ควรได้รับสิ่งที่ทำร้ายใจจิตเพียงเพราะเขารู้สึกกับเธอเกินกว่าเพื่อนความรักไม่ใช่เรื่องผิดเลยเช่นเดียวกับการเป็นเพื่อนกันไปจนกว่าจะมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงก็ไม่ผิดเช่นกันหากวันหนึ่งเขายังไม่เปลี่ยนไป เธออาจจะแพ้ใจแล้วรักเขาสักวันก็ได้ไม่มีใครรู้อนาคตในอีกหลายปีข้างหน้าหรอก
แจ้งข่าวอีกทีจ้า
1.ขอเพียงรักนี้นิรันดร จำหน่ายในรูปแบบ E-Book แล้วนะคะที่เว็บMEB ในวันนี้ (8 มีนาคม 2566) หมวด นิยายรัก
2.โบว์ทำโปรโมชั่นลดราคานิยายเป็นเวลา 18 วันในราคา 180 บาท จากราคาเต็มหน้าปก 329 ราคาลดลง45% ค่ะ
3.โบว์จะลงนิยายให้อ่านประมาณ 65% ของเรื่องราวทั้งหมดหรือประมาณบทที่ 16 แล้วสิ้นสุดการลงนิยายนะคะ
*****************************************************
เคยรู้สึกว่าคิดถึงใครสักคนจนอยากร้องไห้บ้างไหม?
ฝันถึงใครบางคนที่ไม่รู้ชื่อแต่รู้สึกว่ารักคนคนนั้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ
อยากหาเหตุผลว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น แต่ก็หาคำตอบไม่พบ
ขอบคุณไม่นับครั้ง
อัมราน