บทที่ 1 ไก่ป่าในสำนักยังอายุยืนกว่านาง
“ร้องไห้แล้ว! ร้องไห้แล้ว! ในที่สุดก็ร้องไห้แล้ว!”
“์! นางนิ่งเงียบ ข้าคิดว่านางตายแล้วเสียอีก!”
“เ้าหัวผักกะโหลก แกพูดอะไรออกมา!”
จีอู๋ซวงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตนเองอยู่ในดินแดนอันแสนวุ่นวาย มีผีเฒ่าห้าตนล้อมรอบนางราวกับกำลังดูสิ่งล้ำค่าแปลกประหลาด
ประหลาด ?
ไม่ใช่ว่าข้าตายแล้วรึ? เหตุใดจึงยังมีชีวิตอยู่?
จีอู๋ซวงคิดจะเอ่ยถาม ทว่ากลับเปล่งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างแ่เบา
พวกผีเฒ่าต่างพากันส่ายหน้า “เด็กน้อยผู้นี้ ช่างไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ถูกคนชั่วชิงิญญาแล้วโยนลงมาจากหน้าผา กลับพลัดหลงตกลงไปในรอยแยกสุสานเทพเ้า เช่นนี้แล้วนางยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ ช่างเหลือเชื่อจริง ๆ”
ไม่นานจีอู๋ซวงก็รู้ความจริง นางได้เข้าร่างใหม่แล้ว!
แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงฟื้นคืนชีพได้หลังจากถูกบรรดาจอมยุทธ์แห่งทุกเผ่าพันธุ์รุมล้อมเล่นงาน แต่เมื่อเทียบกับความตาย การมีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าเป็ไหน ๆ แม้นางจะแปลกใจแต่ก็พึงพอใจยิ่งนัก
ทว่าร่างเดิมของนางนั้นยังเยาว์นัก เพิ่งจะมีอายุเพียงสองถึงสามขวบเท่านั้น ความทรงจำจึงเลือนรางนัก สิ่งเดียวที่นางจดจำได้คือ… ก่อนสิ้นใจ นางได้กินขนมหวานรสหอมลิ้น ก่อนจะถูกคนใจบาปกรีดหลังคอแล้วชิงเอารากิญญาไป นางเ็ปแสนสาหัส
นางร้องเรียกหา “ท่านแม่ ท่านแม่” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่อาจทำให้จิตใจของคนที่นางเรียกอ่อนยวบลงได้แม้แต่น้อย แต่คนที่นางเรียกว่าแม่กลับตบหน้านางอย่างแรง พร้อมกับเอ่ยว่า “อย่ามาเรียกข้าว่าแม่ เ้ามันก็แค่ขยะสกปรก มองเห็นเ้าแล้วข้ารู้สึกขยะแขยง!”
ในวินาทีนั้น จิติญญาของร่างเดิมก็ดับสลายลง
น่าเสียดายยิ่งนัก
ร่างกายของเด็กน้อยผู้นี้มีคุณสมบัติที่ดีทีเดียว น่าจะเป็รากจิติญญาที่มีธาตุไฟและธาตุไม้ เหมาะแก่การฝึกฝนเป็นักปรุงยามากที่สุด
ทว่าร่างกายที่ไร้ซึ่งรากิญญาเช่นนี้ ช่างไร้ค่าสิ้นเชิง แม้จะมีธาตุที่ดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ เพราะมันเปรียบเสมือนถังรั่วขนาดใหญ่ ไม่ว่านางจะฝึกฝนอย่างไร ทุ่มเทเพียงใด สุดท้ายพลังปราณก็จะรั่วไหลออกไปจนหมดสิ้น จนไร้ซึ่งความสำเร็จใด ๆ
ผู้เฒ่าแก่ทั้งห้าต่างมุงดูนางพร้อมกับกระซิบกระซาบกัน
“แล้วเช่นนี้พวกข้าจะทำเช่นไรดี นางยังไม่ตาย เ้าเลี้ยงเด็กเป็หรือไม่”
“เลี้ยงบ้านเ้าสิ ไอ้แก่บ้า! ถึงแม้ข้าจะสวมอาภรณ์สตรีและมีหน้าอกใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าข้าเป็สตรี!”
จีอู๋ซวงในชีวิตก่อน นางคือเทพกระบี่ผู้ไร้เทียมทาน เป็ที่ครั่นคร้ามแม้แต่เทพบน์ ด้วยวรยุทธ์ขั้นสูง นางทะลวงขีดจำกัดของมนุษย์ กลายเป็เซียนที่แม้แต่ในเก้าพันภพภูมิ ก็ไร้ผู้ต่อต้าน พลังิญญาของนางแข็งแกร่งจนน่าพรั่นพรึง
เพียงชั่วพริบตา นางก็มองทะลุปรุโปร่งถึงสถานการณ์ภายใน ‘สุสานเทพ’ แห่งนี้มีเพียงิญญาเฒ่าตรงหน้านี้เท่านั้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็ ‘มนุษย์’ ส่วนที่เหลือล้วนเป็ภูตผีปีศาจ
กล่าวคือ หากจีอู๋ซวงปรารถนาจะรอดชีวิต นางต้องรั้งิญญาเฒ่าเหล่านี้ไว้ให้ได้
นางกะพริบตาใสแป๋วแวววาว จ้องมองิญญาเฒ่าทั้งห้าด้วยแววตาน่าเอ็นดู ทำเอาิญญาเฒ่าทั้งห้าถึงกับนิ่งงัน ก่อนจะถกเถียงกันอย่างดุเดือดยิ่งกว่าเดิม
“เด็กคนนี้ ดวงตางดงามยิ่งนัก”
“งามไปไยเล่า? นางยังเยาว์นัก แถมปราศจากรากิญญา คงอยู่ได้ไม่เกินสามวันเป็แน่”
“เนิ่นนานเท่าใดแล้ว ที่เราได้พานพบสิ่งมีชีวิต อนิจจา อนิจจัง…”
“ท่านปู่ ท่านย่าทั้งหลาย เหตุใดพวกท่านจึงลอยอยู่กลางอากาศเช่นนี้?”
น้ำเสียงใสดุจกระดิ่งเงิน ผสานความน่ารักน่าชังของเด็กน้อย ฟังน่าเอ็นดูราวกับหยาดน้ำผึ้ง
ิญญาเฒ่าทั้งห้าเมื่อได้ยิน ต่างก็ตะลึงงันราวกับถูกสาป
จีอู๋ซวงนั้นหน้าหนา ไม่รู้จักความเขินอายแม้แต่น้อย
เื่ที่ท่านหญิงไร้เทียมทานอย่างข้าต้องทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูเพื่อเอาชีวิตรอดน่ะหรือ บอกเลยว่าข้าไม่หวั่น
ครู่ต่อมา เหล่าผู้เฒ่าต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะพากันร้องลั่น
“บ้าเอ๊ย! เ้าเด็กนี่มองเห็นพวกข้าได้หรือเนี่ย?!”
“เด็กบ้าเด็กบออะไรกัน! นี่มันศิษย์ข้าต่างหากเล่า!”
“ไปไกล ๆ เลย! นี่มันแก้วตาดวงใจของข้าต่างหาก!”
“หลีกไปให้หมด ข้าจะเป็คนเลี้ยงดูนางเอง!”
หือ? นี่มันเื่อะไรกัน?
บอกว่าหน้าอกใหญ่เหมือนบุรุษ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงดูอะไรได้เล่า?
เมื่อเหล่าผู้เฒ่าทั้งห้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่ก็ไม่อาจตัดสินได้ จึงตกลงใจร่วมกันรับนางเป็ศิษย์เสียเลย
ส่วนเหตุผลที่ต้องรับนางทั้งที่ดู ‘ไร้ค่า’ น่ะรึ?
เหตุผลนั้นแสนเรียบง่าย พวกข้าทั้งห้าล้วนแต่พานพบกันอย่างมิได้นัดหมายในสุสานเทพแห่งนี้ ดุจภพน้อยล่องลอยไร้ทิศทาง แม้แต่จีอู๋ซวงเองก็พลัดตกจากหุบเหวแล้วร่วงลงมาจากที่แห่งนั้นเช่นกัน
นี่แหละหนาลิขิต์!
ต่อให้จีอู๋ซวงสูญสิ้นรากิญญาไป หรือแม้กระทั่งกลายเป็เพียงเด็กน้อยไร้สติ พวกเขาก็จะสั่งสอนนางจนเลิศล้ำดุจดั่งอัจฉริยะ แล้วส่งตัวนางออกไปจากสุสานเทพแห่งนี้ พร้อมฝากฝัง ‘ข่าวสาร’ กลับไป
ทารกน้อยจีอู๋ซวงผู้ซึ่ง ‘จุติ’ ลงมาในสุสานเทพอย่างกะทันหันผู้นี้ คือความหวังสุดท้ายของพวกเขา
สิบปีผ่านไปดุจพริบตา
แม้สุสานเทพจะเป็แดนบรรจุร่างผู้ล่วงลับ แต่อุดมไปด้วยพลังปราณและของวิเศษมากมาย
พวกผู้เฒ่าพานางออกไปสร้างความวุ่นวายมิได้ขาด วันนี้ขุดเอาโสมพันปี พรุ่งนี้กินปลาสามตาที่ใกล้บรรลุเป็ั มะรืนนี้อีกก็จิบน้ำผึ้งเทพมงคลที่หมักจากผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังแอบขโมยพลังิญญาศักดิ์สิทธิ์ของสุสานเทพมาหล่อเลี้ยงรากจิติญญาให้นางอีกด้วย
จีอู๋ซวงจึงเติบโตขึ้นมาได้ด้วย ‘โอสถทิพย์’ อันล้ำค่าเหล่านี้
วันนี้ จีอู๋ซวงในวัยสิบสองปีได้สะพายย่ามใบโต มองผู้เฒ่าทั้งห้าที่กำลังร้องคร่ำครวญด้วยความลำบากใจ
ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้มีผมและดวงตาสีขาว บุคลิกสง่างามราวเทพเซียน ทว่ากลับชอบแอบเอาขนมมาให้นางกินลับ ๆ เขาเป็เพื่อนกินของนางเอง
ส่วนท่านอาจารย์รอง แม้จะดูดุดัน แต่เป็เพราะปากหนักและนิสัยใจร้อน ที่จริงแล้วเขาเป็คนที่อ่อนโยนที่สุด แถมยังขี้แยอีกต่างหาก นางเคยแอบเห็นเขาแอบร้องไห้หลายครั้งเพราะห่วงร่างกายของนาง
ท่านอาจารย์สามเ้าเล่ห์ที่สุด เป็ชายชราหน้าตาดี แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง เขาสอนวิชาแปลก ๆ ให้นางมากมาย
ท่านอาจารย์สี่ชอบแต่งกายเป็สตรี เป็ผู้ที่งดงามที่สุดในบรรดาห้าอาจารย์ ผิวพรรณขาวผ่องราวหยก แม้แต่จิติญญาก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร
ท่านอาจารย์ห้าเป็ผู้ที่พูดน้อยที่สุด แต่กลับเป็ผู้ที่รักและตามใจนางที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังแอบตามใจนางอยู่บ่อย ๆ เพียงแค่นางเอ่ยปากขอสิ่งใด ในวันรุ่งขึ้นนางจะต้องได้รับมันอย่างแน่นอน
เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ทางเข้าสุสานเทพจะเปิดออก ท่านอาจารย์ใหญ่กลับรู้สึกเสียใจ
“อู๋ซวงเอ๋ย เ้ายังเด็กนัก หากออกไปแล้วถูกกลั่นแกล้งเล่าจะทำเช่นไร? ไม่อย่างนั้น พวกเรารอให้สุสานเทพเชื่อมต่อกับโลกกว้างในครั้งหน้าดีหรือไม่? ครั้งหน้าเ้าค่อยออกไป?”
ท่านอาจารย์สี่จึงชกท่านอาจารย์ใหญ่ไปหนึ่งหมัด
“รอให้แก่ตายรึไง นี่นับว่าโชคดีแล้วนะที่เวลาผ่านไปเพียงสิบปี สุสานเทพก็เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ หากครั้งหน้าต้องรอเป็ร้อยปีเล่าจะทำเช่นไร? อย่าลืมนะว่า เสี่ยวอู๋ซวงไม่มีรากิญญา นางต้องกลับไปเอารากิญญาของตนเองกลับมา! มิเช่นนั้น ศิษย์น้อยผู้น่ารักของพวกเราก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่ปี! ฮือๆ ๆ แม้แต่ไก่บนเขายังอายุยืนกว่านางเลย”
จีอู๋ซวง “...”
ขอบน้ำใจท่านอาจารย์สี่ยิ่งนัก…
เบื้องไกล บัดนี้บังเกิดกระแสสั่นะเื ประตูสุสานเทพเ้าใกล้จะเปิดออกแล้ว
ท่ามกลางน้ำตาอาบแก้มและเสียงคร่ำครวญของเหล่าอาจารย์ นางก้าวเท้าออกจากสุสานเทพทีละก้าว
เมื่อปราศจากพลังิญญา นางจึงไม่อาจสมบัติวิเศษสำหรับบรรจุสิ่งของได้
สิ่งที่นางทำได้เพียงแค่กอดห่อผ้าแน่น ห่อผ้าที่ภายในบรรจุ ‘ชิ้นส่วนกระดูก’ ที่เหล่าอาจารย์ทั้งห้าได้ร่ายมนตร์สะกดิญญาลงไป
ส่วนจะเป็ชิ้นส่วนกระดูกส่วนใดนั้น เหล่าอาจารย์เป็ผู้เลือกด้วยตนเอง
บางคนเห็นว่ากระดูกซี่โครงของตนช่างงามนัก บางคนเห็นว่ากะโหลกของตนหล่อเหลาหาใครเทียบ ส่วนบางคนก็เห็นว่ากระดูกนิ้วก้อยเท้าซ้ายของตนช่างวิเศษนัก
สำหรับนางแล้ว ภารกิจมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการนำกระดูกของอาจารย์แต่ละคนกลับไปยังบ้านเกิด
เมื่อภารกิจสำเร็จ นางก็จะได้อยู่อย่างสุขสำราญไปจนวันสิ้นลมหายใจ
ส่วนเื่ที่ท่านพ่อท่านแม่ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ให้ข้าตามหาเศษรากิญญาของตนเองนั้น นางได้แต่คิดในใจว่า ปล่อยให้เป็ไปตามยถากรรมเถิด
เพราะสุสานเทพเชื่อมต่อกับเก้าพันโลกใบนี้ ร่างกายนี้สกุลอะไร ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน ใครเป็คนดึงรากิญญาของนางไป
นางล้วนมิรู้เลยแม้แต่น้อย!
ส่วนเื่ชาติภพก่อนหรือ?
ความทรงจำเ่าั้คงโดนสุญญากาศกลืนกินไปจนสิ้นแล้วกระมัง สิ้นซากยิ่งกว่านางเสียอีก
ด้วยความคิดอันปล่อยวางเช่นนี้ ในที่สุด นางก็คลานออกมาจากสุสานเทพได้สำเร็จ ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นละออง ทว่าแสงรำไรอันอบอุ่นกลับโปรยปรายลงมาบนร่างของนางอย่างแ่เบา
แสงตะวันนี่เอง
จีอู๋ซวงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ปล่อยให้แสงแดดสาดส่องลงบนแก้มของนาง
พวงแก้มอวบอิ่มนั้นเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
นางรู้สึกสบายใจ แต่ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ระหว่างทางต่างตกตะลึงกันเป็แถว
“์! ช่างเป็บุรุษผู้มีโชคลาภยิ่งนัก! ใกล้เวลาสิ้นสุดการทดสอบกลับรอดออกมาได้!”
“ช่างโชคดีราวกับเหยียบอุจจาระสุนัข!”
“แต่เขาเป็คนของตระกูลใดกัน?”
“เหตุใดจึงสวมอาภรณ์ขาดรุ่งริ่งเช่นนี้มาเข้าร่วมการคัดเลือกของสำนัก? ช่างไม่ให้เกียรติกันบ้างเลย!”
ชั่วขณะหนึ่ง อารมณ์ริษยา เยาะเย้ย ดูถูก เกลียดชัง ต่างพุ่งตรงมายังจีอู๋ซวง
นางกะพริบตาด้วยความงุนงง เพิ่งสังเกตเห็นว่าทางออกของสุสานเทพแห่งนี้ ‘เชื่อมต่อ’ กับสถานที่ทดสอบของสำนักอื่น!
ช่างน่าอับอายยิ่งนัก นางอยากเอ่ยว่ามิได้้าฝากตัวเป็ศิษย์ พวกเ้าจะเชื่อหรือไม่?
สตรีรูปโฉมงดงาม ั์ตาดุจน้ำผึ้ง บรรจงเดินเข้ามาจับมือนางอย่างแ่เบา เอ่ยว่า “ยินดีกับเ้าด้วยศิษย์น้อง ที่สามารถผ่านการทดสอบครั้งแรกในวาระสุดท้าย บัดนี้ เ้าคือศิษย์ของสำนักข้าแล้ว”
จีอู๋ซวง “?”
เื่นี้... มิจำเป็เช่นนั้นกระมัง?
จีอู๋ซวงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทันใดนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นมองเห็นอักษรสามตัวขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า ‘สำนักอวิ๋นหลาน’
โอ้์ นี่มันไม่ใช่ ‘ปลายนิ้วเท้า’ เอ่อ… ไม่สิ… นี่มันสำนักของท่านอาจารย์รองนี่!
ช่างเหมือนกับการเสาะแสวงหาสิ่งของอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายกลับได้มาโดยไม่ต้องออกแรง!