กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 91 สังหารในเสี้ยววินาที

            เป้าหมายของแอเรียสแตกต่างจากผู้คนในเมืองเบอเนียร์  เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังกำแพงเมือง  แต่เขากลับวิ่งสวนทางกับผู้คน  เขามุ่งหน้ากลับไปยังตระกูลสการ์เชีย  สัญชาตญาณบางอย่างบอกกับแอเรียสว่าตระกูลสการ์เชียกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายไม่ต่างไปจากเมืองเบอเนียร์ มาเชลและเมอร์สันคือตัวอันตรายที่แอเรียสหวั่นเกรง

     

        ตลอดเส้นทางเขาเห็นผู้คนรีบเร่งไปด้วยความแตกตื่น มีทั้งทหารและเหล่าชาวบ้านในเมืองเบอเนียร์  ผู้คนในเมืองเบอเนียร์ล้วนเป็นนักเวท  แต่ใช่ว่านักเวททุกคนจะแข็งแกร่งและต่อสู้ได้ ในสงครามนั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีเพียงทหารและนักเวทที่แข็งแกร่งจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะเข้ารวมในการต่อสู้  ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เป็นเพียงระดับสัมผัสเวทก็ทำเพียงไปมุงดูเหตุการณ์เท่านั้น  มีบางคนที่รู้สึกคุ้นหน้าแอเรียสแต่ด้วยเวลาและสถานการณ์อันตึงเครียดจึงไม่มีใครให้ความสนใจกับเขามากนัก   

     

         “ พี่แอเรียสเมืองของท่านจะสูญสิ้นเหมือนกับเผ่าภูตของข้าหรือไม่“

     

         โอลิเวียพูดออกมาด้วยความหวาดกลัว  นางเกลียดชังต่อสงครามเหล่านี้   สงครามคือสิ่งที่พรากเอาทุกอย่างไปจากชีวิตนาง

     

         “ ไม่หรอก   มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เมืองเบอเนียร์มีพวกทหารและเหล่านักเวทที่แข็งแกร่งหลายคน  เพียงแค่ข้าศึกเล็กน้อยไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร “

     

         แอเรียสฝืนพูดออกมาด้วยรอยยิ้มแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล  ยิ่งเข้าใกล้ตระกูลสการ์เชียมากเท่าไรในจิตใจของเขายิ่งเต็มไปด้วยความกลัว เขาภาวนาว่าเรื่องที่เขากังวลเป็นเพียงแค่ความหวาดระแวงของเขาเท่านั้น

     

        แอเรียสเบิกตากว้างทันทีเมื่อเห็นกลุ่มควันที่ลอยออกมาจากบริเวณตระกูลสการ์เชีย เสียงต่อสู้และกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว  เสียงของการต่อสู้ระหว่างนักเวทดังออกมาจนได้ยินแม้จะอยู่ห่างไกลนับร้อยเมตร  เปลวไฟแห่งการต่อสู้ได้ถูกจุดขึ้นที่ตระกูลสการ์เชียแล้ว 

     

         “ โอลิเวียเมื่อถึงตระกูลสการ์เชียเจ้าจงไปหาที่ปลอดภัยซ่อนตัว  อย่าออกมาเด็ดขาด !! “

     

         แอเรียสกัดฟันแน่น  แม้จะกังวลต่อความปลอดภัยของพ่อแม่และปู่แต่แอเรียสก็ยังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของโอลิเวียเช่นกัน แม้โอลิเวียจะดูอิดออดเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นสีหน้าของแอเรียสนางก็จำใจรับปากกับแอเรียส

     

          แอเรียสเคลื่อนที่ราวสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด  หากเป็นไปได้เขาอยากที่จะหายตัวผ่านมิติไปยืนอยู่ที่ตระกูลสการ์เชียภายในเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำ

     

          เขาน่าจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้ว่าจะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับตระกูล  หากอัลเบิร์ต มาเรีย  หรือแม้แต่ฟาร์ฮานเป็นอะไรไปเขาคงไม่มีทางให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต  แอเรียสกัดฟันแน่น  ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ

     

         ทันทีที่มาถึงหน้าตระกูลเขามองเห็นร่างของทหารยามสองคนที่ทอดกายอยู่บนพื้น  บนตัวเต็มไปด้วยร่องรอยของบาดแผล  ทหารยามผู้หนึ่งร่างกายของมันโดนแผดเผาไปด้วยเปลวเพลิง ทั้งร่างไหม้เกรียมจนแทบจะจำไม่ได้ว่าก่อนนี้มันคือผู้ใด อีกร่างหนึ่งมีรอยกรงเล็บคล้ายการถูกโจมตีจากสัตว์อสูร  ใบหน้าเป็นรอยเหวอะหวะจากกรงเล็บ หากทั่วไปคงคิดว่าทหารยามผู้นี้ตายด้วยกรงเล็บของสัตว์อสูร  แต่เมื่อเห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งปักอยู่ที่ท้องของมันจึงคาดเดาได้ว่านี่น่าจะเป็นฝีมือของเผ่าลูกครึ่งอสูร แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลแต่มันกลับยังไม่ตาย  มันหายใจออกมาอยากติดขัด ความเจ็บปวดคล้ายมัจจุราชที่กำลังจะพรากชีวิตของมันไป แต่ความแค้นคือสิ่งที่ทำให้มันยังคงมีชีวิต 

     

         “ คุณชาย  ..เป็นท่านใช่หรือไม่  คุณชายรีบหนีไปจากที่นี่ซะ แค๊กๆๆที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว “

     

         ด้วยดวงตาอันพร่ามัวมันมองเห็นร่างของแอเรียสที่กำลังจะก้าวผ่านไป  มันรีบกล่าวคำเตือนออกมา  น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด  มันไอออกมาเป็นโลหิตสีดำกองโต  ดวงตาของมันมองแอเรียสด้วยความหวังครั้งสุดท้าย  อย่างน้อยหากเด็กหนุ่มผู้นี้รอดชีวิตกลับไปตระกูลสการ์เชียก็ยังไม่ถือว่าสูญสิ้น  ด้วยความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มผู้นี้  สักวันตระกูลสการ์เชียจะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และสักวันเด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องกลับมาล้างเจ้าเดรัจฉานพวกนั้น

     

         “ เกิดอะไรขึ้น“

     

         เมื่อเห็นว่ายังมีผู้ที่ยังรอดชีวิตแอเรียสย่อตัวลงไปประคองร่างของทหารยามผู้นั้นขึ้นมาไถ่ถามในทันที   

     

         “ มะ..เมอร์สัน  มัน.. “

     

         เพียงพูดออกมาแค่สามคำคอของชายผู้นั้นก็พับลง คำพูดทุกคำเคล้นออกมาจากความแค้นภายในจิตใจ คำเรียกเมอร์สันไม่มีแม้ความเคารพใดๆอีกต่อไป  แค่นี้แอเรียสก็พอจะคาดเดาเหตุการณ์ได้  เขากัดฟันแน่นด้วยความโกรธแค้น เรื่องที่เขากังวลมันไม่ใช่เพียงความกังวลอีกต่อไป 

     

         แอเรียสจับดูลมหายใจของทหารยามไร้นามผู้นี้พบว่ามันยังคงมีอยู่แม้จะแผ่วเบาก็ตาม เขานำเม็ดยาอาบจันทรายัดเข้าไปในปากของทหารยามกับโรยผงยาสมุนไพรลงไปอย่างบาดแผล  ทุกขั้นตอนทำไปอย่างเร่งรีบบาดแผลบนร่างของทหารยามผู้นี้ล้วนเป็นบาดแผลที่อันตรายถึงชีวิต  แอเรียสช่วยเหลือได้เพียงเท่านี้  ส่วนที่เหลือก็อยู่ที่ชายผู้นี้แล้วว่าจิตใจและร่างกายของเขาจะเข้มแข็งพอจะมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่  

     

         ทุกย่างก้าวที่แอเรียสก้าวผ่านเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ คฤหาสน์ของตระกูลสการ์เชียที่เคยงดงามบัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยการเสื่อมโทรม ตัวคฤหาสน์ด้านขวามีการถูกโจมตีด้วยพลังที่แข็งแกร่งจนมันกลายเป็นรูโหว่ที่สามารถมองเห็นภายในคฤหาสน์ได้  และภายในก็พังพินาศไม่ต่างกัน  ข้าวของเครื่องประดับต่างแตกกระจายไม่มีชิ้นดี 

     

         แอเรียสพบเจอนักเวทสามคนที่กำลังห้ำหั่นกันเองอย่างบ้าคลั่ง พลังของนักเวทระดับผู้ใดมนตราทั้งสามต่างทำลายตัวคฤหาสน์ไปเป็นวงกว้างเช่นกัน แอเรียสจดจำได้ว่าทั้งสามเป็นนักเวทของตระกูลสการ์เชียนี่ทำให้เขาขมวดคิ้วแน่นไม่อาจจะแทรกเข้าไปในการต่อสู้ได้ในตอนนี้เพราะเขาไม่รู้ว่าสองฝ่ายนั้นฝ่ายใดคือพวกของเมอร์สัน ทันทีที่เห็นใบหน้าของแอเรียสราวกับทั้งสามเห็นผีในตอนกลางวัน  มันเต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อในภาพที่เห็น 

     

         “ คุณชายรีบไปแจ้งข่าวขอกำลังเสริมจากดยุคโคเว่น!  เร็วเข้า ข้าจะต้านพวกมันเอาไว้ให้ !! “

     

         ทันทีที่ตั้งสติได้นักเวทผู้ที่กำลังถูกรุมก็ตะโกนบอกแอเรียสในทันที  ชายผู้นี้ไม่ได้ร้องขอให้แอเรียสช่วยเหลือมันแต่กลับตะโกนให้แอเรียสรีบหนีออกไปจากที่นี่เพื่อไปตามกำลังเสริมจากดยุคโคเว่นที่เป็นผู้ปกครองเมืองเบอเนียร์ สำหรับมันแล้วการต่อสู้นี้แม้จะเพิ่มแอเรียสที่เป็นระดับผู้ใช้มนตรามาอีกสักคนก็ไม่ช่วยให้ชนะศึกขึ้นมาได้ หากได้กำลังเสริมจากตระกูลฮาร์เกนอย่างน้อยตระกูลสการ์เชียก็ยังคงมีความหวัง 

     

        แอเรียสไม่ตอบกลับสิ่งใดๆเขามองไปยังนักเวทอีกสองคนที่พุ่งเขามาปิดทางหนีของเขาด้วยสายตาไปเต็มไปด้วยความเย็นชา คงได้เวลาแล้วที่จะกำจัดขยะเหลือเดนพวกนี้ออกไปจากตระกูล 

     

         รอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมที่มันมองมายังแอเรียสนั้นราวกับมองลูกไก่ตัวหนึ่งที่เพียงพวกมันออกแรงเบาๆก็บีบให้เละได้คากำมือ  มันเป็นถึงผู้ใช้มนตราระดับที่เก้าและระดับที่เจ็ดเหตุใดจะต้องมาเกรงกลัวเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกับนักเวทที่อ่อนแรงผู้หนึ่ง 

     

         “ เรื่องเรียกกำลังเสริมฝากให้เป็นหน้าที่เจ้าด้วย  ..เหนื่อยหน่อยนะ“

     

         แอเรียสเดินไปใกล้กับนักเวทที่พึ่งเอ่ยเตือนผู้นั้นพร้อมกับตบไปที่บ่าของเขาเบาๆ ดวงตาของมันเบิกกว้างมองแอเรียสเรียสด้วยความงุนงง แต่ยังไม่ทันที่มันจะกล่าวแย้งใดๆออกมาร่างของแอเรียสก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว 

     

        ความรวดเร็วของแอเรียสแม้แต่นักเวทอีกสองคนก็ไม่อาจจะคาดเดา ดาบอสูรมายาที่ไม่มีใครรับรู้ว่าแอเรียสนำออกมาตอนไหน  แม้การฟันของแอเรียสจะดูเรียบง่ายเพียงการฟันในแนวขวางทั่วไปแต่มันกลับแฝงไปด้วยพลังเวทอันดุดันและเกรี้ยวกราด  กว่าจะรู้สึกตัวแสงสีเงินก็ตวัดมาที่เบื้องหน้าของพวกมันทั้งสองเสียแล้ว  สมองของมันสั่งการให้ป้องกันตัวให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ดาบถูกยกขึ้นมาเพื่อรับแรงปะทะการโจมตีของแอเรียส

     

         ในเสี้ยววินาทีแอเรียสแสยะยิ้มขึ้นอย่างเย็นชา รอยยิ้มนั้นราวกับรอยยิ้มของมัจจุราชยามพรากเอาดวงวิญญาณไปจากผู้คน  เพียงดาบชั้นต่ำที่ไม่แม้แต่จะเป็นอาวุธเวทกลับกล้าที่จะต่อกรกับดาบอสูรมายาในมือข้า  ดาบในมือของนักเวททั้งสองราวกับกิ่งไม้แห้งที่ปะทะกับคมดาบ  มันแตกหักออกเป็นชิ้นๆในทันที  มันไม่สามารถลดถอนพลังของดาบอสูรมายาได้เลยแม้แต่น้อย  เพียงพริบตานักเวทสองคนก็มองเห็นภาพที่มันไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้  เพียงเสี้ยววินาทีนั้นมันมองเห็นร่างของมัน  ร่างที่เคยอยู่กับมันมาทั้งชีวิต  แต่บัดนี้มันเป็นเพียงร่างที่ไร้หัวเท่านั้น โลหิตพวยพุ่งมาราวกับน้ำพุที่อยู่กลางเมืองเบอเนียร์  เพียงแต่นี่เป็นน้ำพุแห่งความตาย  เสี้ยววินาทีต่อมาภาพนั้นก็หายไป  ดวงตาของพวกมันแข็งค้าง  ปากอ้ากว้างแม้ยามตกตายไปแล้ว  ร่างอันไร้ศีรษะนั้นกระตุกอยู่หลายครั้งก่อนจะล้มลง เสียงศีรษะที่กระทบกับพื้นปลุกให้หนึ่งนักเวทที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ฟื้นคืนสติ ดวงตามันเบิกกว้างมองภาพที่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา นี่เป็นการสังหารเพียงเสี้ยววินาทีอย่างไม่ต้องสงสัย  พลังของระดับผู้ใช้มนตราทำได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ  ไม่สิมันเองก็ติดอยู่ในระดับผู้ใช้มนตรามาเก้าปีแต่มันก็ไม่เคยมีพลังเช่นนี้มาก่อน นี้เป็นความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มที่กำลังถูกชโลมด้วยโลหิตผู้นั้นต่างหาก มันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเด็กหนุ่มผู้นี้จึงได้ชื่อว่าปีศาจ 

     

         “ ทำไมเจ้ายังไม่รีบไปอีก“

     

         แอเรียสหันกลับมามองชายผู้นั้น แม้จะไม่มีจิตสังหารแต่ชายผู้นั้นก็ราวกลับมองเห็นมัจจุราชกำลังจ้องมองมาทางมัน มันรีบขานรับก่อนจะรีบเร่งออกไปจากตระกูลในทันที แม้จะรู้ว่าเป็นฝ่ายเดียวกันแต่มันไม่อาจจะชักช้าแม้วินาที  มันไม่อยากจะทำสิ่งใดที่ขัดใจเด็กหนุ่มผู้นี้