หลิวอี้กำลังนั่งมองชื่อหวันเฉิงกินอาการเช้าอย่างปกติสุขอยู่นั้น มันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจกับชายผู้นี้อย่างมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเพิ่งไปช่วยคนอื่น ๆ เก็บกวาดศพของพวกโจร ถึงหลายคนห้ามปรามแล้วก็ตาม ด้วยความรู้สึกผิดที่ว่าพวกโจรตกตายเพราะขลุ่ยนิทรา พวกผู้คุ้มกันหลายคนได้บอกแก่ชื่อหวันเฉิงว่า มันเป็ความ้าของพวกเขาที่ตั้งใจฆ่าไม่เกี่ยวกับชื่อหวันเฉิง แต่ถึงแบบนั้นด้วยความตั้งมั่นที่้าช่วยเก็บกวาดคนตายไปฝั่ง พวกเขาจึงยอมให้ชื่อหวันเฉิงร่วมช่วย หากแต่บางศพนั้นก็อุจาดสายตาเกินกว่าที่ชื่อหวันเฉิงจะทำใจได้ จนชายหนุ่มเป็ลมหมดสติไป ซึ่งในเวลานี้เขากำลังนั่งกินอาหารเหมือนกับเื่ก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้น ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
“น้องหวันเฉิง นี่เ้าไม่เป็อะไรแล้วหรอ” เอี้ยคังถามเมื่อเห็นชื่อหวันเฉิงขอข้าวต้มเพิ่มราวคนตายอดตายอยาก
“ข้าสบายดี ถึงเื่เมื่อเช้ามันจะเป็อะไรที่ข้าไม่ค่อยพบเจอบ่อย แต่มันก็นับว่าเป็ประสบการณ์ที่ดี สำหรับข้าผู้นี้” ชื่อหวันเฉิงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกินใจแปลก ๆ ทำให้หลายคนมองหน้ากันสลับไปมา กับคำพูดที่ผิดแปลกไปจากทุกวัน
“น้องหวันเฉิงเ้ายังไม่หายสินะ” เอี้ยคังพูดด้วยเสียงขำขัน
“ข้าสบายดี ทำไมถึงว่าข้ายังไม่หาย?” ชื่อหวันเฉิงถามอย่างงงวย
“เ้าไม่ต้องไปสนใจคำพูดพี่คังหรอก เ้ากินได้ไม่คิดมากก็ถือว่าเป็เื่ที่ดี พวกเราจะได้รีบออกเดินทาง เมื่อถึงเมืองถัดไป คงต้องหาซื้อข้าวของหลายอย่างเพิ่มเติม โดยเฉพาะของที่เ้าต้องใช้” หลิวอี้ตัดบทของคนทั้ง 2 เพราะหลิวอี้ไม่อยากให้ชื่อหวันเฉิงนึกภาพอะไรออกระหว่างกินข้าว ขนาดเขาเองพอทำใจเื่พวกนี้ได้แล้ว แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากเห็นสภาพศพคนตายเท่าไรนัก
ไม่กี่วันต่อมาพวกหลิวอี้ได้เดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง พวกเขาจัดการซื้อเสบียงสำหรับใช้เดินทาง ม้าตัวใหม่ตลอดจนเสื้อผ้าเครื่องใช้ส่วนตัวสำหรับชื่อหวันเฉิงโดยเฉพาะ
“พี่อี้ท่านช่างใจดีนัก ซื้อของมากมายเหล่านี้ให้ข้า” ชื่อหวันเฉิงพูดอย่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าของหลายอย่างนี้เป็ของเขา
“เ้าเข้าใจผิดแล้วหวันเฉิง พวกนี้ข้าแค่ออกเงินให้เ้าก่อนเท่านั้น ยามเมื่อถึงมู่โจ่งเ้าก็แค่ต้องจ่ายเงินเหล่านี้คืนข้า”
“แล้วกันเอาความรู้สึกดี ๆ ขอข้าต่อท่านคืนมาเลย ข้าจะเอาม้าไปขายคืนร้านด้วย อ่ะ…” และเป็อีกครั้งที่แก้มของชื่อหวันเฉิงถูกดึงโดยหลิวอี้
“เ้านี่อย่ามาตีเนียนทำทีขายม้า อยากนั่งสบาย ๆ ซ้อนม้าข้าสิไม่ว่า” หลิวอี้พูดอย่างรู้ทัน
“ท่านนี่นะ เหมือนท่านพ่อข้าไม่มีผิด ราวกับอ่านใจข้าออก ในเมื่อท่านก็รู้แล้วว่าข้าี้เีบังคับม้า ทำไมท่านยังซื้อมันมาอีก”
“ข้ารู้สึกอายเป็นะหวันเฉิง ยิ่งตอนนี้เราเข้าใกล้แคว้นมู่แล้ว ผู้คนที่สัญจรไปมาย่อมเพิ่มมากขึ้น หากข้ายังให้เ้าซ้อนเกาะเอวเช่นนี้ ข้าคงโดยเข้าใจผิดกันพอดี หรือเ้าไม่รู้สึกอายกับเื่พวกนี้”
“ถ้าท่านไม่พูดข้าก็หลงลืมไปแล้วนะว่าข้ากำลังเดินทางกลับบ้าน ฮ่า ๆ ก็ได้ข้าจะนั่งม้าคนละตัวกับท่าน แต่ว่าข้านึกอะไรดี ๆ ออกแล้วละ”
หลังจากนั้น ม้าที่ชื่อหวันเฉิงขี่อยู่นั้นกับมีสายลากจูงที่ทอดยาวไปคล้องกับม้าของหลิวอี้ กลายเป็ว่าหลิวอี้ผู้ซึ่งเป็นายน้อยของคาราวาน บัดนี้กลายเป็บ่าวรับใช้เ้านายที่คอยลากจูงม้าให้อีกคน ส่วนชื่อหวันเฉิงเพียงนั่งบนหลังม้าเฉย ๆ อย่างสบายอุรา นอกจากนี้เมืองที่ผ่านมาหลิวอี้ได้ซื้อขลุ่ยเลาไม้ให้ชื่อหวังเฉิงอีกอัน เพื่อที่ยามจำเป็ชื่อหวันเฉิงจะได้ไม่ต้องมาหยิบยืมขลุ่ยหยกของเขา ทำให้เวลานี้หน้าที่บรรเลงเพลงขับกล่อมกองคาราวาน มีชื่อหวันเฉิงเพิ่มขึ้นมาอีกคน มีเื่ที่หลิวอี้คิดไม่ถึงอีกเื่ ยามเมื่อชื่อหวันเฉินเอาแต่เป่าขลุ่ยอยู่นั้น เขาพบความจริงที่สำคัญคือ ปากของชื่อหวันเฉิงนั้นมันไม่ว่าง เขาไม่ต้องรับฟังคำพูดหรือประโยคใด ๆ ที่ชวนให้เขาต้องปวดหัวเลย ช่างเป็เื่ที่เกินคาดโดยแท้ ยามเมื่อชื่อหวันเฉิงเริ่มเบื่อหน่ายที่จะเป่าขลุ่ย หลิวอี้ก็เพียงแค่ยิ้มให้พร้อมกับยกยอชื่นชมอีกฝ่ายเท่านั้น ชื่อหวันเฉิงก็จะเริ่มกลับไปเป่าขลุ่ยต่ออีกสักพักใหญ่ หลิวอี้ไม่รู้ว่าชื่อหวันเฉิงจะรู้ทันเขาเมื่อใด แต่หลิวอี้ก็เลือกทำเช่นเดิมเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังเลิกเป่าอยู่ดี จนในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองหน้าด่านแคว้นมู่
“พวกเราอาจจะต้องรอการตรวจสอบอย่างน้อย 1 ชั่วยาม หากโชคร้ายก็ถึง 3 ชั่วยาม แคว้นมู่นั้นมีระเบียบข้อบังคับเยอะกว่าแคว้นตี้และฮั่ว คนต่างแดนเช่นพวกเราจำต้องทำเื่ลงทะเบียนเข้าเมืองและตรวจสอบสินค้าก่อน เมื่อผ่านการตรวจแล้วจะได้รับแผ่นป้ายไม้เป็เครื่องยืนยันตัวตน” เอี้ยคังหันมาบอกต่อหลิวอี้ถึงทำเนียมปฏิบัติของแคว้นมู่
“พี่คังท่านลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้คาราวานท่านไม่เหมือนครั้งก่อน” ชื่อหวังเฉินพูดขึ้นมา
“เ้าหมายความเยี่ยงใด” เอี้ยคังหันไปถามอย่างสงสัย
“ข้าไง พวกท่านมีข้าไง ข้าไม่ใช่คนธรรมดาของแคว้นนี้นะ” ชื่อหวันเฉิงพูดออกมาอย่างภูมิใจ
“จริงด้วยข้านึกไม่ถึงจริง ๆ ฝากน้องหวันเฉิงจัดการแทนข้าด้วย”
เอี้ยคังรีบเข้าไปกอดคออีกฝ่ายอย่างมีความสุข ทั้งที่ไม่รู้ว่าชื่อหวันเฉิงหมายความว่าไง แต่เอี้ยคังเพียงคิดว่าให้คนแคว้นเดียวกันจัดการมันต้องดีกว่าคนต่างแคว้นจัดการอยู่แล้ว ไม่ถึง 1 เค่อ กองคาราวานตระกูลหลิวก็แทรกกลุ่มคนเดินผ่านเข้าเมืองไปได้อย่างง่ายดาย การเมืองการปกครองแคว้นมู่นั้นมีความแตกต่างจากแคว้นอื่น ๆ คือประชากรของแคว้นนี้มีการแบ่งชนชั้นชัดเจนถึง 6 ระดับ โดยจะแบ่งเป็ ราก ลำต้น กิ่งก้าน ใบ ดอก และ ผล
ชนชั้นรากนั้นถือว่าเป็ชนชั้นต่ำสุดของแคว้นนี้ มีหน้าที่เพียงใช้แรงงาน เป็ลูกจ้างคนทั่วไป ไม่สามารถเป็เ้าของกิจการหรือฟาร์มการเกษตรได้ แต่ถึงแบบนั้นก็เป็ชนชั้นที่มั่นคงไม่มีความเสี่ยงไม่ต้องจ่ายภาษีและยังได้รับเงินช่วยเหลือเช่นชนชั้นอื่น ๆ
ชนชั้นลำต้นเป็ชนชั้นที่ขยับสถานะเพิ่มขึ้นมาจากรากเล็กน้อย สามารถเป็เ้าของกิจการและฟาร์มขนาดเล็กได้ สามารถปกครองชนชั้นรากได้จำนวนหนึ่ง จำต้องเสียภาษีร้อยละ 3 ต่อปีให้ทางการ เพื่อแลกกับสวัสดิการของแคว้น
ชนชั้นกิ่งก้านนั้น สามารถเป็เ้าของกิจการขนาดใหญ่หลายสาขาได้ หรือเป็เ้าของฟาร์มได้หลายฟาร์ม ดังนั้นชนชั้นนี้จึงมักเป็พ่อค้าคหบดี จำต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ต่อปีให้ทางการ เพื่อแลกกับสวัสดิการของแคว้น
ชนชั้นใบนั้นสงวนให้กับประชาชนที่ทำการสอบเข้ารับราชการได้แล้ว ไม่จำเป็ต้องเป็ชนชั้นกิ่งก้านมาก่อน รากหรือลำต้นก็สามารถสอบเพื่อเป็ใบได้ทันทีหากมีความสามารถมากพอ ทั้งนี้จำต้องเสียภาษี ร้อยละ 8 ต่อปีจากรายได้ทั้งหมด
ส่วนชนชั้นดอกและผลนั้นถือว่าเป็ชนชั้นเชื้อพระวงศ์ ดอกนั้นเป็สถานะของราชวงศ์สายรอง ผลคือสายหลัก ถึงจะเป็เชื่อพระวงศ์แต่พวกเขาจำเป็ต้องเสียภาษีเช่นกันและมากถึงร้อยละ 10 ต่อปี
นอกจากนี้ชนชั้น รากและลำต้น สามารถทำเื่เพื่อเปลี่ยนสถานะได้ตลอดเวลา หาก้าไปเป็ชนชั้นที่สูงกว่า หรือกลับมาเป็ชนชั้นรองกว่าที่เป็ก็ได้ อีกทั้งในครอบครัวหนึ่งอาจมีสถานะแตกต่างกันในครอบครัวเดียวกัน สถานะนี้ไม่ยึดติดกับครอบครัว หากแต่เป็สถานะส่วนบุคคล โดยปกติแล้วผู้ที่อายุยั้งไม่ครบ 15 ปี พวกเขาจะได้รับสถานะเมล็ดพันธุ์แล้วจึงค่อยไปทำเื่เลือกชนชั้นเมื่อถึงกำหนด โดยส่วนนี้จะไม่เกี่ยวกับชนชั้นใบ ดอกและผล
“นี่น้องหวันเฉิงหากไม่ได้เ้าช่วยเหลือพวกเราคงติดอยู่นอกเมืองอีกนาน ว่าแต่เ้าใช้วิธีใดในการพาพวกเราเข้าเมือง” เอี้ยคังถามอย่างสงสัย
“แล้วกันพวกท่านยังไม่รู้อีกหรือว่าข้ามีชนชั้นใด สิทธิประโยชน์ข้านั้นเพียงพอพาพวกท่านทั้งคาราวานเข้าเมืองได้สบายเช่นนี้ พวกท่านยังเดาไม่ออกอีกหรือ” ชื่อหวันเฉินถามกลับ
“ข้าไม่เคยนึกถึงเื่นี้เลย จึงไม่เคยถามเ้าด้วย และอีกอย่างเื่ชนชั้นภายในแคว้นเ้านั้นพวกเราก็ไม่ได้สนใจนัก” เอี้ยคังตอบกลับ
“ข้านั้นมีชนชั้นเป็ดอก จึงสามารถใช้มันนำพวกท่านเข้าเมืองได้ หากแต่เมื่อพวกท่านทำเื่ผิดกฏหมายในแคว้น คนที่รับผิดชอบเต็ม ๆ ก็คือข้า ข้าจึงหวังว่าพวกพี่ ๆ ทั้งหลายจะไม่ทำอะไรให้ข้าเดือดร้อนหรอกนะ ส่วนวันนี้เมื่อพวกเราฝากของกับโรงเตี๊ยมแล้ว ข้าจะพาพวกท่านไปตะลุยราตรีเอง แต่ก่อนอื่นข้าขอตัวไปจัดการเื่ร้านค้าให้พวกท่านที่เมืองหลวงก่อนนะ คงต้องส่งพิราบไปให้พ่อข้าจัดการ ยามเมื่อพวกเราไปถึงจะได้ไม่ลำบาก”
“หวันเฉิงเื่นี้ลำบากเ้าแล้ว ขอบใจเ้ามาก” หลิวอี้กล่าวขอบใจน้องชายผู้นี้
“อะไรกันคนกันเอง หากท่านอยากตอบแทนข้าจริง เอาเป็ว่าคืนนี้ท่านช่วยไปเที่ยวกับพวกข้าและเป็เ้าภาพให้ข้ากับพี่คังตะลุยราตรีได้หรือไม่” ชื่อหวันเฉิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“น้องหวันเฉิงเ้าชวนผิดคนแล้ว น้องอี้มีหรือเขาจะยอมไปกลับพวกเรา” เอี้ยคังแกล้งพูดเสียงให้ดังประชดให้อีกฝ่ายได้ยิน
“ก็ได้ข้าไปกับพวกเ้า ไหน ๆ ก็ไปกันแล้วมีใครจะไปกับพวกเราอีกไหม” หลิวอี้หันไปถามพี่น้องในกองคาราวาน หากแต่หลายคนอยากออกไปเที่ยวกันเองส่วนตัว มีเพียงซูหลินเจี๋ยที่ตกลงไปกับพวกหลิวอี้ กลายเป็ว่าคืนนี้สำนักโคมทิวไผ่รัญจวน มีหลิวอี้ ชื่อหวันเฉิง เอี้ยคังและซูหลินเจี๋ยที่จะไปสุขสำราญ
“น้องอี้ทำไมวันนี้เ้ายอมไปละ ข้าก็นึกว่าเ้าไม่คิดนอกใจว่าที่ฮูหยินเ้าเสียอีก” เอี้ยคังถาม
“ข้าก็ไปกับพวกท่านแล้ว ก็อย่ามาถามข้าให้มากความเลย” หลิวอี้พูดเสร็จก็เดินหนีคนอื่น ๆ ไปพักผ่อนรอเวลาท่องราตรี
เพียงไม่กี่ชั่วยามเวลาของเหล่าเสือผู้หญิงก็มาถึง ชื่ิอหวันเฉิงเดินนำทางคนอื่น ๆ ราวกับว่าเป็สวนในเรือนของตน ทั้ง 4 หนุ่มกลุ่มนี้นับว่าเป็บุรุษในหมู่บุรุษโดยแท้ ทั้งรูปร่างหน้าตานั้นหมดจดหล่อเหล่า รูปร่างสูงโปร่งกำยำสมชายชาตรี 2 หนุ่มวัยใสอายุเพียง 16 ปี ถึงร่างกายจะยังไม่โตเต็มที่ แต่ก็ฉายแววชายงามล่มเมืองออกมาชัดเจน แค่รอยยิ้มของทั้งสองคน ก็สามารถเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดของหญิงสาวได้หลายคน ส่วนอีก 2 หนุ่มอายุ 22 รูปร่างกำยำใหญ่โตด้วยมัดกล้าม ใบหน้าคมเข้มสายตาเ้าชู้ดูเจนจัด เรียกความร้อนแรงต่อหญิงสาวอีกหลายคน เมื่อทั้ง 4 เดินมาถึงสำนักโคมทิวไผ่รัญจวน หญิงสาวที่รอคอยให้บริการบุรุษต่างกุลีกุจอมาเสนอตัวต่อทั้ง 4 อย่างไม่มีใครยอมใคร
“เปิดห้องสำหรับ 4 คน ด้วยนายหญิง” ชื่อหวันเฉิงกล่าวกับแม่เล้าที่เดินมาหา
“เชิญคุณชายทั้ง 4 ทางนี้เลยเ้าค่ะ” แน่นอนว่าหญิงสาวมามายต่างรีบเดินตามกลุ่มหลิวอี้มาเป็ขบวน
“นี่นับว่าเป็ครั้งที่ 2 แล้วนะ ที่ข้ามากับน้องอี้แล้วเจอเหตุการณ์เช่นนี้” เอี้ยคังบอกกับเพื่อนสนิท
“จริง ยามเมื่อพวกเรามากันเอง อย่างมากก็เดินตามคนสองคน แต่นี้มันเกือบทั้งสำนักเลยไม่ใช่หรือไร” ซูหลินเจี๋ยพูดออกมาอย่างไม่เชื่อในสายตาตัวเอง
“ข้ากับเ้าก็นับว่าเป็หนุ่มหล่อแล้วนะ แต่เ้าดู 2 คนตรงหน้าเราสิ นี่ขนาดยังไม่โต ข้าไม่อยากนึกเลยว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะขนาดไหน เห้อข้าอิจฉาพวกเขาจริง” เอี้ยคังบ่นกับตัวเอง
หลังจากจัดแจงเลือกหญิงงามทั้ง 4 ได้แล้ว ทุกคนต่างมีหญิงสาวคอยดูแล วันนี้หลิวอี้ไม่รู้สึกเกร็งเช่นครั้งก่อน อาจจะเพราะครั้งนี้นับว่าเป็ครั้งที่ 2 จึงมีประสบการณ์ หรือหากเพราะมีเพื่อนสนิทมาเป็หมูคณะเช่นนี้ เลยไม่ตื่นเต้นเท่าครั้งแรกก็เป็ได้ เขาทำเพียงปล่อยอารมณ์ปล่อยใจไปกับบรรยากาศสุรานารีเสียงดนตรีและการร่ายรำ ถึงหลิวอี้จะไม่เหมือนทั้ง 3 คน ที่ปากว่ามือถึงล้วงนั่นจับนี่กับคู่ขาของตน แต่หลิวอี้ก็ไม่ปฏิเสธที่หญิงสาวผู้อยู่ตรงหน้าจะเข้าถึงตัว
“คุณชาย ท่านไม่ค่อยได้เที่ยวสำนักโคมหรือเ้าคะ” หญิงสาวถามอย่างผู้มากประสบการณ์
“นี่นับว่าเป็ครั้งที่ 2 หากแต่ครั้งก่อนข้าป่วยไข้ จึงต้องกลับแต่หัวค่ำ” หลิวอี้เลือกตอบไปตามจริง
“อ่า เช่นนั้นคืนนี้หวันเอ๋อ จะดูแลท่านอย่างสุดความสามารถ หวังว่าคุณชายจะช่วยให้หวันเอ๋อมีความสุขไปกับท่านนะเ้าคะ”
หญิงสาวพูดพร้อมส่งจอกสุราป้อนหลิวอี้ หลิวอี้เพียงยิ้มก่อนจิบจอกนั้น ไม่นานแต่ละคนก็ลุกไปกับสาวงามคู่ของตน ยังห้องหับของห้องชุดห้องนี้ คู่แรกเป็ชื่อหวันเฉิง ตามด้วยเอี้ยคัง แล้วก็ซูหลินเจี๋ย ตอนนี้เหลือเพียงหลิวอี้กับหญิงงามที่ยังกินดื่มอยู่เช่นเดิม
“คุณชาย คนอื่นเขาไปสนุกกันต่อในห้องแล้ว ท่านไม่ไปห้องของพวกเราหรือ”
“แม่นางหวันเอ๋อ หากข้าบอกว่าข้าอายที่จะถอดเสื้อต่อหน้าเ้าละ”
“คุณชายเื่เหล่านี้เป็ปกติสามัญของชายหญิง หากท่านยังอายเช่นนี้ฮูหยินในอนาคตท่านก็จะอายตาม เมื่อถึงยามนั้นจะไม่มีผู้ใดเริ่มนะเ้าคะ ท่านเป็บุรุษต้องเป็ผู้นำ ต้องมีความกล้า ชายหญิงนั้นมีเืมีเนื้อเช่นเดียวกัน หากท่านสามารถเปลื้องผ้าผ่อนกับสหายชายได้ เช่นนั้นท่านก็สามารถทำกับสตรีได้เช่นกัน”
จากนั้นหญิงสาวก็ฉุดร่างหลิวอี้ให้ลุกขึ้นก่อนจะจูงมือพากันไปห้องที่ 4 ซึ่งว่างอยู่ เมื่อประตูห้องปิด หญิงสาวก็บรรจงถอดผ้าชั้นนอกออก จนเผยส่วนเว้าส่วนโค้งต่อสายตาหลิวอี้
“ท่านอย่าเกร็ง ท่านเพียงปล่อยจิตปล่อยใจไปตามธรรมชาติของตัวเอง”
จากนั้นหญิงสาวจึงเข้ามาช่วยถอดผ้ารัดเอวหลิวอี้ หากแต่นางพยายามเพียงใดก็ไม่อาจปลดผ้าชิ้นนี้ได้ นั้นเพราะว่าเสื้อที่หลิวอี้ใส่อยู่นั้นหาใช่เสื้อผ้าทั่วไป หลิวอี้เมื่อนึกขึ้นได้ ก็ต้องถอนใจกลัวว่าหญิงสาวจะเสียหน้าที่พยายามช่วยเหลือตน เขาจึงปล่อยใจตัวเองไม่ฝืนความ้า จนในที่สุดเสื้อชั้นนอกของหลิวอี้ก็ถูกปลดออก เผยเพียงเสื้อชั้นใน หลิวอี้ถูกหญิงสาวพาไปนั่งบนตั่งเตียง ก่อนจะถูกหญิงสาวบรรจงถอดเสื้อผ้าชั้นสุดท้าย จนเผยแผ่นอกที่กว้างใหญ่ของบุรุษกับรูปร่างที่ขาวสะอาดของเขา
“คุณชายช่างรูปงามนัก นับว่าเป็เกียรติของหวันเอ๋อ”
“รบกวนแม่นางแล้ว”
จากนั้นหลิวอี้ก็เอื้อมมือไปดึงรั้งสายชั้นในอีกฝ่าย เพื่อเผยให้เห็นรูปร่างที่ซ่อนอยู่ภายใน ยามนี้หลิวอี้ไม่เหลือความสุขุมเช่นทุกวัน นับว่านี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นปทุมถันตลอดจนลักษณะเฉพาะของหญิงสาว ผิวกายหญิงสาวที่เขาัันั้นอ่อนนุ่มราวกับว่าสามารถแตกสลายได้เพียงจับมันแรงเกินไป เขาจำต้องถนอมอีกฝ่ายไม่ทำรุนแรง เสียงร้องครางของนางนั้น ทำให้หลิวอี้อยากที่จะทำให้นางร้องดังกว่าเดิม ความรู้สึกครั้งแรกของเขาเวลานี้มันบอกไม่ถูกว่าควรนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งใด หากแต่ซึ่งที่หลิวอี้รู้สึกในเวลานี้ มันเหมือน่เวลาที่เขากระหายน้ำดื่มอย่างมาก แล้วได้ดื่มมันใน่ที่ใกล้จะขาดใจ ถึงเขาจะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แต่ร่างกายของเขากับขยับไปได้เอง เวลานี้หลิวอี้นึกคำสอนต่าง ๆ ของพี่ใหญ่ ของเอี้ยคัง ตลอดจนเรื่อเล่าขี้โม้ของชื่อหวันเฉิง และเขาลองทำมันตามเื่เล่านั้นทันที ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ยามนี้หญิงสาวที่อยู่บนเตียงของเขานั้น ได้หมดแรงที่จะร้องออกมาแล้ว หลิวอี้เห็นนางร่างกระตุกอย่างพอใจอยู่หลายครั้ง จนเวลานี้หลิวอี้เสร็จสมไปกว่า 6 รอบ แต่เขากับรู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ จนในตอนนี้เองหลิวอี้เพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังถูกชายหนุ่มอีก 3 คนแอบดูอยู่ เขาจึงหยุดกิจกรรมทันที ก่อนหันไปมองด้วยความใ
เวลานี้หลิวอี้กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยมีชื่อหวันเฉิง เอี้ยคัง ซูหลินเจี๋ย ยืนเรียงหน้ากระดาน ถึงหลิวอี้จะไม่นึกโกรธ หากแต่มันทำให้เขารู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก ที่อยู่ ๆ มีคนอื่นมาพบเห็นฉากสำคัญของเขา ส่วนหญิงสาวทั้ง 4 คนนั้นหลิวอี้ให้ออกไปแล้ว โดยเฉพาะหวันเอ๋อ หลิวอี้มอบเงินให้นางมากว่าคนอื่น ถึง 10 ตำลึงทอง ส่วนคนอื่นนั้นได้ไปเพียงคนละ 1 ตำลึงทอง
“ข้าควรลงโทษพวกเ้าหรือไม่” หลิวอี้ถามคนทั้ง 3 ขึ้นมา
“พี่อี้ท่านอย่าดูด่าข้าเลย ข้าแค่เห็นพี่คังกับพี่ซูแอบดูอยู่ก่อนแล้ว จึงเกิดความสงสัยตามพวกเขาเท่านั้น” ชื่อหวันเฉิงรีบชิงพูดก่อนคนแรก
“น้องหวันเฉิงเ้าขี้โกงนักไหนว่าเราพวกเดียวกัน” เอี้ยคังแหวใส่ทันที
“เฮ้อ พวกท่านนี่มันน่าโดนทุกคนนัก ว่าแต่ใครเป็ผู้เริ่มเื่นี้” เมื่อหลิวอี้ถามเสร็จมือของชื่อหวันเฉิงและซูหลินเจี๋ยก็ชี้ไปยังเอี้ยคังทันทีราวกับนัดกันมา
“พวกเ้าทำข้าอีกแล้วนะ” เอี้ยคังถึงกับออกปากบ่น
“พี่คังท่านคิดไงถึงพากันมาแอบดูข้า” หลิวอี้ถามอีกครั้ง
“น้องอี้ข้าแค่เป็ห่วงเ้า กลัวว่าเ้าจะทำเื่แบบนี้ไม่เป็ แต่วันนี้ข้าได้รู้แล้วว่าอย่ามองคนแค่เพียงภายนอก หรือรู้จักเขาเพียงด้านเดียว ข้าได้รู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่าเ้าเก่งกว่าข้าในเื่นี้” เอี้ยคังพยายามยกยอหลิวอี้สุดชีวิต
“เฮ้อ ข้าจะให้พวกเ้าเสนอบทลงโทษตัวเองมา หากข้าพอใจจะถือว่าหายกัน” หลิวอี้บอกแก่ทั้ง 3 คน เป็ชื่อหวันเฉิงคนแรกที่ยกมือ
“พี่อี้ข้ารู้ว่าท่านอายเช่นนั้นข้าจะเดินแก้ผ้าออกไปให้คนด้านนอกรู้เห็นดีหรือไม่”
“เ้าไม่อายหรือ” หลิวอี้ถาม
“อายสิ แต่เพื่อให้ท่านหายโกรธข้ายินดี” พูดเสร็จชื่อหวันเฉิงก็ถอดเสื้อคลุมออกจนเหลือเพียงตัวเปล่า แล้วเปิดประตูเดินออกไป มีเสียงร้องและเสียงหัวเราะดังเข้ามา
“พี่คังท่านไปตามเ้าบ้านั้นเข้ามาได้แล้วบอกว่าข้าให้อภัย” พอชื่อหวันเฉินกลับมาก็รีบแต่งตัวมานั่งข้างหลิวอี้ พลางบีบนวดให้อย่างเอาอกเอาใจ
“เช่นนั้นข้าจะทำเช่นเดียวกับน้องหวันเฉิง” เอี้ยคังพูดออกมาอย่างจริงจัง
“ไม่ได้ มันซ้ำกัน ท่านต้องคิดเองและห้ามเหมือนกันด้วย” หลิวอี้ดับฝันอีกฝ่ายทันที แต่ในตอนนั้นเองซูหลินเจี๋ยก็พูดขึ้นมา
“นายน้อย ท่านให้ข้าคุกเข่าขอโทษท่านได้หรือไม่”
“พี่เจี๋ยข้าไม่ได้โกรธพวกท่านเสียหน่อย หากแต่้าสั่งสอนพวกท่านในสิ่งที่ข้าอับอาย ท่านสมควรทำสิ่งที่อับอายคืนข้าจริงหรือไม่ ท่านลองคิดสิว่าท่านทำอะไรแล้วจะอายเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน” หลิวอี้บอกถึงความ้า ส่วนชื่อหวันเฉิงที่ลอยชายแล้วก็ยิ้มรอลุ้น ว่าอีก 2 คนจะทำอะไร
“ข้าเป็ชายชาตรีน้อยนักจะมีเื่ที่ทำให้อับอาย หากแต่ข้าเพิ่งนึกออกเมื่อครู่นี้ มันคงเป็อะไรที่ข้าไม่เคยคิดมาก่อน หากข้าทำมัน ข้าต้องอายเป็แน่”
“แล้วพี่คังละคิดได้หรือยัง”
“ได้ข้ายอมเ้าแล้ว ข้าจะทำในสิ่งที่ข้าอายที่สุด” จากนั้นเอี้ยคังก็หันไปทางซูหลินเจี๋ย พร้อมกับขุกเข่าลงคำนับอีกฝ่าย หลิวอี้รู้ได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากแต่มันเป็การตัดสินใจของเอี้ยคังไปแล้ว เขาแอบรู้สึกผิดขึ้นมาที่เอาบทลงโทษเช่นนี้มาบังคับผู้คน
“หลินเจี๋ยข้าผิดต่อเ้านัก ่หนึ่งข้าเคยรอบเข้าบ้านเ้า และมีอะไรกับฮูหยินเ้า ข้าเป็เพื่อนที่ชั่วช้า ข้าอับอายแก่ใจยิ่งนัก ข้ารู้ว่าข้าไม่ดีและรู้สึกผิดต่อเ้าอย่างมาก หากเ้าปลิดชีพข้าผู้นี้เวลานี้ข้าก็ยินดีตาย” เมื่อเอี้ยคังพูดจบ บังเกิดความเงียบขึ้นมาในห้อง เวลาผ่านไปหลายลมหายใจ ซูหลินเจี๋ยก็พูดออกมา
“อะคัง ข้าไม่โกรธเ้าหรอกนะ พวกเราเป็ตายมาด้วยกัน เื่พวกนี้มันตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก ดูทรงแล้วคนของข้าก็ใช่ว่าจะดี หากข้าจะต้องเลือกแล้วละก็ ข้าเลือกสหายผู้ร่วมเป็ตายกันมาเช่นเ้าเสียดีกว่าเลือกหญิงชั่วผู้นั้น เ้ารีบลูกขึ้นเถอะ” หลังจากซูหลินเจี๋ยพูดจบ หลิวอี้และชื่อหวันเฉินถอนหายใจออกมาทันที เพราะเมื่อครู่นี้พวกเขาทั้ง 2 คนแทบจะกลั่นหายใจกับเื่เอี้ยคังและซูหลินเจี๋ย
“ข้าขอโทษ ข้าเป็เพื่อนที่แย่ต่อเ้า” เอี้ยคังถึงกับร้องไห้ออกมา ซูหลินเจี๋ยจำต้องประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน
“น้องอี้ท่านให้อภัยข้าหรือยัง” เอี้ยคังหันมาถามผู้เป็นาย
“ท่านเอาชนะความกลัวตัวเอง ความอายต่อใจเช่นนี้มีหรือข้าจะไม่ให้อภัยท่านได้ ท่านทำตัวสมเป็พี่ชายที่ข้านับถือยิ่งข้าให้อภัยท่าน” หลิวอี้พูดไปตามตรง
“เหลือข้าผู้เดียวแล้วหรือนี้ ก่อนหน้านี้ข้ามั่นใจมากว่าข้าจะอาย แต่พอข้าเห็นสิ่งที่อะคังทำ ข้ากลับรู้สึกว่าเื่ที่ข้าคิดไว้ไม่ใช่เื่น่าอายแต่อย่างใด นายน้อยข้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องอาย ข้าไม่อาจสนองความ้าท่านได้ในเื่นี้ หวังว่าท่านจะเมตตา…” ซูหลินเจี๋ยพูดออกมาอย่างมั่นใจ
“เห้อท่านก็นะ เช่นนั้นท่านยินดีทำในสิ่งที่ข้าจะสั่งหรือไม่” หลิวอี้ถามอีกฝ่าย
“แน่นอน ต่อให้ท่านให้ข้าตาย ข้าก็ยินดี”
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกพี่เจี๋ย เช่นนั้นก็ ท่านช่วยกอดพี่คังที แบบหันหน้าเข้าหากันด้วยนะ แล้วมองตากันจนกว่าข้าจะบอกว่าพอ” เมื่อคำพูดหลิวอี้กล่าวออกมา ชื่อหวันเฉิงถึงกับลืมตัวผิวปาก ส่วนเอี้ยคังกำลังมึนงง
“ขอรับนายน้อย” แล้วภาพชายหนุ่มร่างกำยำ 2 คนยืนกอดกัน โดยทั้ง 2 ต่างมองหน้ามองตากัน จนเวลาผ่านไป 10 ลมหายใจ 20 ลมหายใจ จนในที่สุดมีเื่ให้หลิวอี้และชื่อหวันเฉิงหลุดยิ้มออกมา เวลานี้คนที่บอกว่าไม่อาย กำลังหน้าแดงอยู่ ส่วนอีกคนยืนตัวสั่นในอ้อมกอด
“พอแล้วข้าให้อภัยท่าน” จากนั้นทุกคนก็ไปแต่งตัวเก็บของเตรียมกลับโรงเตี๊ยมทันที
“พี่อี้ท่านร้ายนัก” ชื่อหวันเฉิงเดินเข้ามากอดคอ
“ข้าร้ายยังไง ข้าแค่ทำให้ 2 คนนั้นรู้อะไรบางอย่างกับใจตัวเองเท่านั้น”
“นั่นละท่านมันร้ายนัก ข้าก็รู้สึกว่า 2 คนนี้แปลกอยู่ แต่ท่านนี้มันพ่อสื่อมากเกิดโดยแท้”
“เอาเถอะ มันไม่ใช่เื่พวกเรา ถือว่าวันนี้ไม่มีเื่ใดเกิดขึ้น”
“รับทราบขอรับ” ชื่อหวันเฉิงตอบรับทันที
โปรดติดตามตอนต่อไป…