หลังจากยืนดูความสำเร็จกันอยู่พักใหญ่ซ่งจินหนิงก็สั่งให้มีการดื่มกินเลี้ยงฉลองเหมือนกับคราวที่แล้ว
“ท่านอามีแผนจะทำอะไรต่อไป" หลี่จวินเหยียนถามขึ้น ในขณะที่ส่งปลาที่คีบก้างออกหมดแล้วให้จางลี่อิงที่นั่งข้างตน
“เกลือมีมากเกินกว่าจะใช้กันเองในเมืองเราต้องส่งไปขายที่อื่น"
“ทำแบบนั้นจะกลายเป็เกลือเถื่อนเอาได้”อย่างไรการค้าเกลือต้องผ่านราชสำนัก ไม่สามารถทำได้เองอย่างอิสระ
“ข้ารู้เพราะอย่างนั้นข้าจึงต้องเข้าเมืองหลวง ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้”
พอได้ยินเช่นนั้น หลี่จวินเหยียนก็ย่นคิ้วเข้าหากัน เมืองหลวงอยู่ไกล ใช้เวลาไปกลับค่อนข้างนานเขาไม่สบายใจหากผู้เป็อาจะทิ้งเมืองซ่งเดินทางไปที่นั่น
“หากท่านไปเมืองซ่งจะเหมือนัไร้หัวแคว้นเจียงจะเคลื่อนไหวเอาได้"
“ก็ยังมีเ้าอยู่”ซ่งจินหนิงตอบด้วยท่าทีไม่เดือดเนื้อร้อนใจทำเอาหลี่จวินเหยียนถอนหายใจออกมาอย่างระอา
“ข้ายังเด็ก"
“ไม่มีผู้ใดในกองทัพเมืองซ่งมองว่าเ้าเป็เด็กโดยเฉพาะเ้าพวกเหลือขอร้อยนายนั่น” ซ่งจินหนิงชำเลืองมองไปยังเฉินอี้
พวกเหลือขอที่เขาพูดถึงก็คือเฉินอี้กับพวกพ้องอีกเก้าสิบเก้าคนพวกนี้นับว่าเป็ทหารรุ่นใหม่ เข้ากองทัพมาได้แค่ไม่กี่ปียังไม่ได้จงรักภักดีกับเขาอย่างสุดหัวใจดั่งเช่นทหารรุ่นเก่าฉะนั้นเมื่อได้เจอความแข็งแกร่งดุดันเหนืุ์ของหลี่จวินเหยียนในสนามรบจึงมีใจศรัทธาและยินดียอมติดตามไม่ว่าหลี่จวินเหยียนจะสั่งให้ทำอะไรเ้าพวกนี้ก็ยินดีทำถวายหัวจนซ่งจินหนิงเรียกว่าเ้าพวกเหลือขออย่างเอือมระอา
แต่จะว่าไปนั่นก็ไม่ใช่เื่ที่ไม่ดีเพราะพวกมันยอมหลับหูหลับตาท้าตามคำสั่ง เฉินอี้ฝีมือก็พัฒนาไปมากแต่ละคนสู้กับมือดีของเขาได้อย่างไม่น่าเกลียดและเขาก็เชื่อว่าอีกสองสามปีเ้าพวกนี้จะต้องก้าวข้ามมือดีของเขาไปได้อย่างแน่นอน
“แต่แคว้นเจียงมิได้คิดเช่นนั้นต่อให้ข้ายืนหยัดได้จริง ก็ใช่ว่าจะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น ท่านก็รู้เรายังไม่พร้อมสำหรับาใหญ่”
“แต่ในเมื่อโอกาสเติบโตอยู่ตรงหน้าจะไม่คว้าเอาไว้ก็กระไรอยู่” ซ่งจินหนิงอยากจะพัฒนาเมืองซ่งให้เติบโตขึ้นและเพื่อการนั้นจะต้องได้รับอนุญาตให้ทำการค้าเกลืออย่างเป็ทางการเสียก่อน
“ให้ข้าไป"
“เ้ายังเด็ก จะไปสู้กับพวกขุนนางมากเลห์ในท้องพระโรงได้อย่างไร"
เมื่อมีผลประโยชน์อยู่ตรงหน้ามีหรือตาของบรรดาขุนนางจะไม่ลุกวาวการไปครั้งนี้ไม่เพียงแค่ขออนุญาตจากฝ่าา แต่ยังจะต้องรบกับเหล่าขุนนางพวกนั้นไม่ให้ยื่นมือเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ด้วย
“ท่านบอกเองว่าไม่มีผู้ใดในเมืองซ่งมองว่าข้าเป็เด็กท่านไม่ต้องกังวล ไม่ว่าอย่างไรฝ่าาก็ยังมองข้าเป็ลูกอยู่พระองค์ไม่ปล่อยให้ข้าถูกพวกขุนนางรุมทึ้งตายในท้องพระโรงอย่างแน่นอน อีกอย่างข้ามีกิจสำคัญต้องทำที่เมืองหลวงด้วย ท่านให้ข้าไปเถิด”
"กิจสําคัญอันใด...".
“สะสางบัญชีความแค้นเล็กน้อย”พอหลี่จวินเหยียนตอบเช่นนี้ ผู้เป็อาก็มีสีหน้าไม่สู้ดีขึ้นมาทันที
“กับสตรีวังหลังเ้ายังเด็กเกินกว่าจะไปสะสางความแค้นกับนาง”เขาคิดว่าเป็ฮองเฮาเพราะนางเป็ตัวแปรสำคัญที่ทำให้หลี่จวินเหยียนระเห็จมาอยู่ที่นี่แทนที่จะเป็องค์ชายเสวยสุขในเมืองหลวง
“ท่านวางใจเถิดมิใช่กับนาง"
“ไม่ใช่นางแล้วยังจะมีผู้ใดอีก”
หลี่จวินเหยียนไม่ตอบแต่กลับอาหารใส่ถ้วยของจางลี่อิง และมองนางด้วยแววตาล้ำลึกซ่งจินหนิงเห็นเช่นนั้น ความคิดก็สว่างวาบขึ้นเป็ไปได้หรือไม่ที่จางลี่อิงเล่าเื่คนตระกูลกัวรังแกนางกับมารดาให้ฟังหลี่จวินเหยียนที่ค่อนข้างเอ็นดูนางมากจึงคิดจะสะสางความแค้นให้
“อ่ะ เ้าจะไปก็ไปฝากทบต้นทบดอกในส่วนของข้าด้วย เข้าใจหรือไม่"
“ท่านอาวางใจ ข้าเข้าใจแล้ว" หลี่จวินเหยียนผงกหัวรับ
จางลี่อิงคีบอาหารเข้าปากแล้วมองทั้งคู่อย่างอัศจรรย์ใจทั้งที่พูดกันไม่จบ บอกกันไม่หมด ก็สามารถเข้าใจกันได้ สมกับเป็อาหลานกันจริง ๆ
จากนั้นไม่กี่วันต่อมาคนในจานอ๋องล้วนออกมายืนส่งหลี่จวินเหยียนกับผู้ติดตามอีกยี่สิบคนเดินทางไปเมืองหลวง
“พี่จวินเหยียน... นี่ข้าให้” จางลี่อิงส่งผ้าผืนหนึ่งให้ หลี่จวินเหยียนรับมาคลีดู ก็เห็นว่าผ้าสีแดงผืนนี้ปักลายาาพยัคฆ์สีดำั์ตาสีแดงยืนเคียงข้างกับจิ้งจอกน้อยสีขาวั์ตาสีดำ
"นี่..."
“พี่จวินเหยียนเคยขอให้ข้าปักผ้าเช็ดหน้าให้จำได้หรือไม่”
“จำได้แต่นี่ดูจะใหญ่กว่าผ้าเช็ดหน้าไปสักหน่อย” ขนาดผ้ากว้างครึ่งศอกยาวหนึ่งศอกดูอย่างไรก็ไม่ใช่ผ้าเช็ดหน้า
“ถ้าเห็นว่าพี่จวินเหยียนชอบฝึกฝนมากผ้าซับเหงื่อดูจะมีประโยชน์กว่าผ้าเช็ดหน้า ข้าจึงปักผืนนี้ขึ้นมาแทน”
“อืม... เช่นนั้นลายนี้คืออันใด"
"าาพยัคฆ์คือท่านจิ้งจอกขาวคือข้าอย่างไรเล่า ห้ามพูดว่าไม่ชอบนะข้านอนดึกเป็เดือนเพื่อปักผ้าผืนนี้ให้ท่านเชียวนะ” จางลี่อิงพูด หลี่จวินเหยียนจึงลูบหัวนางปลอบโยน
“จะไม่ชอบได้อย่างไร ข้าชอบมันมากจะเก็บรักษาเอาไว้เป็อย่างดี"
“ข้าอยากให้ท่านใช้ไม่ได้อยากให้เก็บรักษา"
“ก็ได้ ข้าจะใช้เป็อย่างดีแล้วเ้ามีสิ่งใดที่อยากได้หรือไม่ ถ้ามีบอกมา ข้าจะหามาให้” หลี่จวินเหยียนถามแต่นางกลับส่ายหัว
“ไม่มีเ้าค่ะ เอ่อ....แต่เื่สะสางบัญชีความแค้นของท่าน ข้ารู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์เอาตัวเข้าไปยุ่งแต่ข้าเป็ห่วงท่านจริง ๆ หากมันเกินกำลังก็อย่าเข้าไปเสี่ยงเลยนะเ้าคะข้าอยากให้ท่านกลับมาอย่างปลอดภัย” จางลี่อิงรู้จักประมาณตนเองอยู่เสมอหากเป็ไปได้นางไม่คิดจะย้อนเกล็ดั แตที่ผ่านมาเขาดีกับนางเสมอนางจึงอดไม่ได้ที่จะพูดเตือน
“ข้ารู้ เ้าไม่ต้องกังวลข้าจะกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน” หลี่จวินเหยียนวางมือบนหัวของเด็กหญิงตัวน้อยบอกว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับปากเื่แก้แค้น
“เช่นนั้นพี่จวินเหยียนรักษาตนด้วย”
“เ้าเองก็เช่นกัน อยู่ทางนี้รักษาตัวด้วยอย่าเจ็บอย่าไข้ ทุกคนออกเดินทางได้” หลี่จวินเหยียนร่ำลาเสร็จก็ะโขึ้นหลังเ้าลมทมิฬ และสั่งออกเดินทาง
จางลี่อิงมองตามหลังจนขบวนเดินทางหายออกไปลับตาซ่งจินหนิงเอามือวางบนหัวของนางแล้วเอ่ยปลอบประโลม
“อย่าทำหน้าเหมือนจะร่ำไห้เช่นนั้นพี่จวินเหยียนของเ้าไปไม่นาน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
“ข้าไม่ได้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เสียหน่อยท่านตาฝาดแล้ว” จางลี่อิงไม่ยอมรับ นางก็แค่รู้สึกใจโหวงเหวงนิดหน่อยที่ต้องห่างกับหลี่จวินเหยียนที่เห็นหน้ากันแทบทุกวันก็เท่านั้นเอง....
ในเวลาเดียวกันคนตระกูลกัวร้อนใจขึ้นทุกวัน เพราะแม้จะพยายามตามหาอย่างจริงจังก็ไม่พบวี่แววของสองแม่ลูก
“เด็กนั่นเป็หญิงไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาให้เจอ” อู๋ฉีหรงพูดพลางหยิบพัดขึ้นมาพัดให้ตนเองใจเย็นลง
“ตามหานางไม่ต่างอันใดกับงมเข็มในมหาสมุทรข้าว่าอย่าเสียเวลาต่อไปจะดีกว่า"
“ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรท่านจะปล่อยมือจากหรงเอ๋อร์งั้นหรือ” อู๋ฉีหรงถามขึ้นอย่างไม่พอใจ
“เ้าพูดอะไร นางเป็ลูกข้าข้าจะปล่อยมือจากนางได้อย่างไร เด็กนั่นหาไม่เจอก็แล้วไปเอาคนอื่นมาแทนก็ได้"
“ที่ข้าเลือกลูกของผู้หญิงคนนั้นมิใช่ว่าข้าผูกใจเจ็บด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่เป็เพราะเด็กนั่นคือลูกของท่านจริงๆต่อให้ฝ่าาเอาจุดประสงค์ของเราออกแล้วอย่างไร การรับลูกแท้ ๆกลับเข้าตระกูลไม่ใช่สิ่งที่บิดาควรทําหรือฝ่าาไม่สามารถตราหน้าคาดโทษเราได้ว่าจงใจกระด้างกระเดื่องใส่แต่ถ้าเป็เด็กคนอื่นฝ่าาจะทรงเคลื่อนไหวอย่างไร ข้าพูดมาถึงเพียงนี้แล้วท่านก็น่าจะเดาได้"
กัวฉางเยว่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อู๋ฉีหรงพูดมีเหตุผล ดูเหมือนว่าหน้าที่ตัวตายตัวแทนของบุตรสาวตัวน้อยจะเป็คนอื่นนอกจากเด็กนั่นไม่ได้จริง ๆ เสียแล้ว
“จริงของเ้าเช่นนั้นข้าจะพยายามตามหานางต่อไป"
"อืม....ข้าเองก็จะขอให้ท่านพอช่วยหาอีกแรง”
"ดี"
สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกันโดยไม่รู้เลยว่ามีคนสองคนแอบฟังอยู่ หนึ่งในนั้นคือบ่าวหญิงที่ธรรมดาสามัญเสียจนดูไร้ตัวตนในจวนแห่งนี้เมื่อคนในห้องหนังสือคุยกันจบนางก็ขยับหยิบตะกร้าหญ้าที่ถอนออกมาจากแปลงดอกไม้หลังห้องหนังสือจากออกไปเงียบ ๆด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น
ส่วนอีกคนก็คือกัวหลิงหรง นางเอาหูแนบกับประตูแอบฟัง พอได้ความว่าบิดามารดายังหาจางลี่อิงไม่เจอนางก็รู้สึกหงุดหงิดเป็อย่างมาก
ระบบมอบภารกิจให้ขัดขวางการร่ำเรียนศาสตร์ศิลป์ของจางลี่อิงมานานกว่าสามเดือนแล้วแต่ตอนนี้กระทั่งรองรอยก็ยังไม่มี แล้วนางจะทำภารกิจได้อย่างไร
“แจ้งเตือนขณะนี้ระยะเวลาหาภารกิจผ่านไปสามเดือนแล้วท่านยังเหลือเวลาทําภารกิจอีกเพียงสองเดือนเท่านั้น"
เสียงเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ดังขึ้นในหัวทำให้กัวหลิงหรงขบกรามดังกรอด ๆ ด้วยความโมโหเ้าระบบผีนี่ไม่ช่วยอะไรสักอย่างดีแต่เร่งให้นางร้อนใจ
“ระบบอยากช่วยแต่ระบบมีพลังงานไม่เพียงพอ"
ระบบอ่านความคิดของกัาหลิงหรงได้จึงชิงพูดแก้ต่างออกมา และนั่นยิ่งทำให้นางโมโหยิ่งกว่าเดิม เ้าระบบผีนี่วัน ๆพูดแต่ว่ามีพลังงานไม่เพียงพอ จ้องแต่จะเอาค่าวาสนาของนางไป
“หากโฮสต์ไตร่ตรองดูจะพบว่ามอบค่าวาสนาเป็พลังงานให้ระบบช่วยทำภารกิจดีกว่าปล่อยให้ภารกิจล้มเหลวจนถูกยึดค่าวาสนาไปเปล่า ๆไม่ได้สิ่งใดตอบแทนกลับมา่
คราวนี้กัวหลิงหรงคิดว่าที่ระบบพูดมามีเหตุผลนางเกือบจะมอบค่าวาสนาให้ระบบเป็พลังงานช่วยหาตัวจางลี่อิงอยู่แล้ว
ทว่า!
อยู่ๆ นางก็ฉุกคิดได้ว่า เสียค่าวาสนาหาตัวจางลี่อิงเจอแล้ว ก็ใช่ว่าภารกิจจะสำเร็จนี่ไม่เท่ากับว่านางจะเสียค่าวาสนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเอาหรือ
“นี่เ้าคิดจะหลอกข้างั้นเหรอ”
“ระบบไม่ได้หลอกระบบแค่พูดให้ท่านเปรียบเทียบ แม้จะทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จแต่ท่านก็จะรู้ที่อยู่ของเป้าหมาย ท่านสามารถต่อยอดทำภารกิจที่สามได้”
“นั่นสิยังเหลืออีกหนึ่งภารกิจกว่าจะล้มเหลวครบสามครั้งข้ายังไม่จําเป็ต้องรีบร้อนใช้ค่าวาสนาท่านพ่อท่านแม่อาจจะหามันเจอก่อนเริ่มภารกิจที่สามก็ได้” กัวหลิงหรงทำใจให้เย็นลงระบบเห็นว่าไม่สามารถชักจูงให้นางใช้ค่าวาสนา และลงมือทำภารกิจได้จึงซ้อมตายอย่างเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียงอันใดออกมาอีก