เรื่องเล่าของนิว
หลังจากที่พี่ชินฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง คุณหมอก็แจ้งให้ผมได้ทราบถึงอาการของพี่ชินว่า...โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงที่พี่ชินเป็นอยู่นั้น มันอาจจะทำให้พี่ชินจากผมไปได้ตลอดเวลา เพราะถึงแม้ว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้นานเฉกเช่นคนปกติ ด้วยเหตุนี้หมอจึงเตือนให้ผมทำใจไว้บ้าง เผื่อว่าวันไหนพี่ชินจากผมไปอย่างกะทันหัน ผมจะได้ตั้งรับได้และใช้ชีวิตอย่างมีสติต่อไปได้
และหลังจากที่หมออนุญาตให้พี่ชินออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผมกับพี่ชินก็กลับมาอยู่คฤหาสน์อัครภูมิเหมือนเดิมและเราก็ใช้ชีวิตตามปกติในแต่ละวัน แต่ว่าตอนนี้พ่อแม่ของพี่ชินได้ตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่อังกฤษเป็นการถาวรแล้ว เพื่อไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบที่นั่น
ส่วนที่นี่...พ่อของพี่ชินก็ได้วางมือจากธุรกิจทุกอย่างแล้ว และได้มอบทรัพย์สินทุกอย่างให้พี่ชินและผมเป็นคนดูแลต่อไป โดยหลังจากนี้ท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินมหาศาลเหล่านี้อีก เพราะท่านให้เราสองคนตัดสินใจกันเอง โดยท่านบอกว่าอยากจะดูแลต่อไปหรือขายทอดตลาดก็ตามใจ ท่านไม่ว่าอะไรเลย
แต่เรื่องทรัพย์สมบัตินอกกายมากมายมหาศาลเหล่านี้ ผมกับพี่ชินได้วางแผนและตกลงร่วมกันเอาไว้แล้วว่า เราจะมอบมันให้พี่นายจัดการดูแลต่อจากเรา เพราะเราสองคนตัดสินใจแล้วว่าจะย้ายไปเรียนต่างประเทศด้วยกัน เพื่อที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพี่ชินให้คุ้มค่าที่สุด
ดังนั้นผมกับพี่ชินจึงตัดสินใจเขียนพินัยกรรมขึ้นมาคนละฉบับ เพื่อมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้พี่นายดูแลต่อไป และในพินัยกรรมของผมยังระบุไว้ด้วยว่า...ให้พี่นายรับมานพบอดี้การ์ดคนสุดท้ายของผมเข้าทำงานกับพี่นายด้วย ให้มานพดูแลพี่นายต่อไปเสมือนว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยห้ามมิให้พี่นายไล่มานพออกจากการเป็นบอดี้การ์ดเด็ดขาด
และผมยังระบุเน้นย้ำแนบท้ายไว้อีกด้วยว่า...ให้บอดี้การ์ดมานพมีสิทธิ์ที่จะพักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์อัครภูมิกับพี่นายได้เสมือนหนึ่งว่าเป็นบ้านของตัวเอง และให้มานพสามารถอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์อัครภูมิได้ตลอดไปอีกด้วย
“พี่ชินว่ามานพกับพี่นายจะอยู่ด้วยกันได้ไหมครับ?”
ผมถามพี่ชินพร้อมกับวางพินัยกรรมที่เพิ่งจะเขียนเสร็จลงบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด ซึ่งพี่ชินก็วางพินัยกรรมที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จลงมาทับกับของผมเอาไว้อีกที ก่อนที่เขาจะตอบผมกลับมาเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก
“คงได้มั้ง”
“ผมก็คิดอย่างนั้นครับ เพราะผมรู้ว่าพี่มานพรักพี่นายมาก ผมเชื่อว่าเขาจะรักและปกป้องพี่นายด้วยชีวิตของเขา ถึงแม้ว่าพี่นายจะเกลียดเข้ามากจนเข้ากระดูกดำ ผมก็มั่นใจในตัวเขาครับ”
ผมเล่าให้พี่ชินฟังเท่าที่ผมรู้ และพี่ชินก็ขมวดคิ้วมุ่นและหันกลับมาถามผมทันทีด้วยความสงสัย
“ทำไมนิวถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะ?”
“เพราะพี่มานพเป็นคนบอกผมเองว่า ที่เขามาเป็นบอดี้การ์ดให้ผม เพราะเขาแอบชอบพี่นายมานานแล้วครับ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยดั้นด้นมาเพื่อตามหารักแท้ครับ เขายังบอกผมอีกนะครับว่า พอเขาเห็นภาพถ่ายของพี่นายในนิตยสารฉบับหนึ่งที่พี่นายเคยลงไว้เมื่อปีที่แล้ว เขาก็หลงรักพี่นายเลยครับ”
พี่ชินพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ อย่างเข้าใจเมื่อเขาได้ฟังเรื่องราวของมานพจากปากของผม หลังจากนั้นพี่ชินเขาก็ยืดตัวลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปลากกระเป๋าเดินทางของผมและของเขาออกมาตั้งไว้ที่หน้าประตูคฤหาสน์
“ก่อนไปเราจะไม่บอกลาพี่นายก่อนเหรอ?”
พี่ชินเดินกลับมาถามผมเสียงเรียบ ซึ่งผมก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธออกไปทันที
“ไม่ครับ...เราไม่ต้องการที่จะบอกพี่นายครับ และผมก็สั่งห้ามทุกคนเอาไว้แล้วด้วยว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับพี่นายเด็ดขาด เพราะถ้าขืนบอกเขาไป มีหวังเราคงไม่ได้ไปไหนกันพอดีครับ”
ผมยืนยันกับพี่ชินว่าจะไม่บอกลาพี่นาย เพราะว่าถ้าขืนบอกไปมีหวังพี่นายต้องไม่ยอมให้ผมกับพี่ชินไปแน่ หรือไม่พี่นายอาจจะเก็บกระเป๋าตามพวกเราไปเลยก็ได้ แต่ผมไม่ต้องการให้พี่ชายของผมทำแบบนั้น เพราะผมอยากให้เขาได้มีชีวิตของเขาเอง ผมอยากให้เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เพื่อตัวของเขาเอง ผมอยากให้พี่ชายของผมหาความสุขใส่ตัวเอง มากกว่าจะเอาชีวิตที่มีค่าของเขามายึดติดกับผมและพี่ชิน
และด้วยเหตุนี้ผมจึงฝากจดหมายฉบับหนึ่งไว้กับพี่มานพ เพื่อเขานำไปมอบให้กับพี่ชายของผม หลังจากที่ผมและสามีของผมไปจากที่นี่แล้ว...
“เราไปกันเถอะครับพี่ชิน”
ผมเอื้อมมือไปคว้ามือสามีของผมมากอบกุมไว้แน่น แล้วเราก็ส่งยิ้มให้แก่กันอย่างเข้าใจ ก่อนที่สามีของผมจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้กับผมว่าเขาพร้อมที่จะออกเดินทางไปตามความฝันของเราแล้ว จากนั้นอาทินกรและคนขับรถก็รีบช่วยกันขนกระเป๋าเดินทางของเราไปใส่ไว้ที่ท้ายรถ พร้อมกับสตาร์ทเครื่องยนต์รอเรา ทว่าก่อนที่เราจะก้าวขึ้นรถ พวกเราก็ต้องชะงักข้อเท้าของเรารอผู้จัดการส่วนตัวของผม เนื่องจากว่าเขาเพิ่งจะมาถึง
เอี๊ยด!
พี่เตเต้เบรกรถของเขาดักหน้ารถยนต์ที่กำลังจะไปส่งพวกเรา แล้วพี่เตเต้ก็รีบเปิดประตูลงจากรถ และวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเราทั้งคู่
“นิว? จะไปจริง ๆ เหรอลูก?”
พี่เตเต้มองผมและสามีสลับไปมาด้วยสายที่เริ่มสั่นระริก ซึ่งผมก็ตอบพี่เตเต้กลับไปตามตรง
“ครับ”
“แล้วจะไปยังไง? จะไปอยู่ที่ไหนกัน? แล้วงานในวงการบันเทิงล่ะ?”
พี่เตเต้ถามผมด้วยน้ำเสียงห่วงใย พร้อมกับยกทิชชูในมือของเขาขึ้นไปเช็ดคราบน้ำตาออกจากขอบตาตัวเองเบา ๆ และเมื่อเขาสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ผมจึงปล่อยมือจากสามีของผม ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดพี่เตเต้ พร้อมกับอธิบายถึงเหตุผลที่ผมต้องทำแบบนี้ให้เขาฟัง
“ชีวิตของผมต่อจากนี้...ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมอยากไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับสามีของผม ผมใช้เวลาที่เหลืออยู่ของเขาให้คุ้มค่าที่สุด เพราะคุณหมอเตือนผมแล้วว่าโรคที่พี่ชินเป็นอยู่ตอนนี้มันอาจจะพรากเขาไปจากผมเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ผมจึงอยากจะใช้ชีวิตกับคนรักของผมให้คุ้มค่าที่สุดครับ
ผมอยากมอบความรักให้คนที่ผมรักอย่างเต็มที่ ผมอยากดูแลเขาในขณะที่ผมยังมีโอกาสครับ ส่วนงานในวงการบันเทิงของผม ผมได้อัดคลิปชี้แจงไว้ฝากไว้กับพี่มานพแล้วครับ ยังไงผมฝากพี่เตเต้จัดการให้ผมด้วยนะครับ โปรดเข้าใจผมด้วยนะครับ...โปรดเข้าใจด้วยว่าสามีของผมสำคัญที่สุดสำหรับผม เขาสำคัญมากกว่าชื่อเสียงของผม มากกว่าเงินมากมายมหาศาลครับ ลาก่อนนะครับ...ผู้จัดการที่เคารพ”
ผมค่อย ๆ ผละออกจากพี่เตเต้ แล้วผมก็หันกลับไปคว้ามือของสามีขึ้นมากอบกุมไว้เหมือนเดิมเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ซึ่งพี่เตเต้เองก็ไม่ได้รั้งอะไรผมเอาไว้อีก นอกจากพยักหน้าให้กับผมอย่างเข้าใจพร้อมกับอวยพรให้กับเรา
“โชคดีนะนิว... คุณเตชิน...”
“ครับ/ครับ”
ผมกับสามีต่างยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณพี่เตเต้อย่างนอบน้อมและเคารพรัก ก่อนที่ผมจะเน้นย้ำกับพี่เตเต้อีกครั้งว่า
“ฝากดูแลพี่ชายของผมด้วยนะครับ”
“อืม...ไม่ต้องห่วง รีบไปเถอะ”
พี่เตเต้พยายามฉีกยิ้มกว้างให้กับเราทั้งน้ำตา ส่วนผมก็รีบดันสามีของผมเข้าไปในรถ แล้วผมก็รีบแทรกตัวตามเขาเข้าไป จากนั้นรถยนต์ก็เคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์อัครภูมิไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นผมก็สอดประสานมือของผมเข้ากับมือของสามีไว้อย่างแนบแน่นมั่นคง และเราทั้งคู่ก็ไม่ยอมหันหลังกลับไปมองความหลังของเราอีกเลย
นอกจากหันมองสบตากับสามีของผมนิ่ง เพื่อเป็นดั่งคำมั่นสัญญาว่าความรักที่ผมมีให้กับเขามันนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะอธิบายได้ แม้ว่าพี่ชายของผมจะบอกว่ารักแท้มีแค่ในนิยาย แต่ผมไม่เคยเชื่อพี่ชายของผมเลย เพราะวันนี้ผมได้เจอรักแท้ของผมแล้ว
และแม้ว่ารักแท้นั้นจะอยู่กับผมแค่ระยะสั้น ๆ หรือว่ายาวนาน มันก็คุ้มค่าเสมอสำหรับผม เพราะว่าวันนี้ผมรู้แล้วว่าชีวิตของคนเรานั้นไม่มีความแน่นอน เมื่อมีเกิดแล้วก็ย่อมมีดับเป็นธรรมดา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอโดยที่เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย
ชีวิตคนเราเกิดมาครั้งแรกก็ไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่างนอกจากร่างกาย และเมื่อตายจากไปก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้สักอย่างแม้แต่ร่างกาย ต่อให้เรามีเงินทองมากมายสักแค่ไหนก็ไม่สามารถซื้อมันไปได้
เพราะฉะนั้นผมจึงตกลงกับสามีของผมว่า...ชีวิตของพวกเรานับจากนี้ไป พวกเราคงไม่ต้องการอะไรมากมายเกินความจำเป็นอีกแล้ว นอกจากบ้านหลังเล็ก ๆ แค่หนึ่งหลัง กับรถมือสองสภาพพอใช้สักคันก็พอแล้ว...
แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ? คุณจะทำแบบเดียวกับผมไหม? คุณจะตัดสินใจเลือกทำอย่างไร? เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณมีความสุขที่สุด...
---------------------------------
***จบเล่มที่หนึ่ง******ขอให้ทุกท่านจงโชคดีและมีความสุข***ซันด๊อก