ไป๋ลั่วอิงไม่รู้ตัวเลยว่า การช่วยเกอหนุ่มที่าเ็กลางตลาดไว้เพียงครั้งเดียว จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของสายตาคู่หนึ่ง...ที่ไม่อาจละจากนางได้อีกเลย
บนชั้นสองของโรงเตี๊ยม “หลงหยุน” บุรุษผู้หนึ่งในชุดเรียบง่ายสีหม่น นั่งพิงเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย หากแววตาภายใต้เงาผ้าม่านกลับเฉียบคมราวใบมีดที่ยังไม่ชักออกจากฝัก
เขาจิบชาเบา ๆ ปลายนิ้วแตะถ้วยอย่างมั่นคง สายตาเยือกเย็นทอดลงไปยังเบื้องล่างของโรงเตี๊ยม เหตุการณ์ในตลาดด้านล่างแม้จะวุ่นวายเพียงชั่วครู่ แต่กลับดึงสายตาของบุรุษผู้นี้ได้อย่างประหลาด
หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา ใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหมวกผ้าสีหม่น แม้ไร้เครื่องประดับใด แต่กลับมีอำนาจแฝงอยู่ในท่วงท่าทุกก้าวย่าง นางเอ่ยวาจาเพียงไม่กี่คำ... แต่สามารถหยุดการทุบตีอันป่าเถื่อนกลางตลาดได้
องค์ชายห้าจิ่นอวี่วางถ้วยชาในมือ ดวงตาทอดมองหญิงสาวที่เพิ่งพาเด็กหนุ่มผู้นั้นเดินลับออกไปจากถนน
พระองค์หันไปถามองครักษ์ข้างกายเสียงเรียบ “สตรีผู้นั้น...เป็ใคร?”
องครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังรีบโน้มตัวลงเล็กน้อย ตอบด้วยเสียงแ่
“กระหม่อมเห็นนางก่อนหน้านี้ ดูจากการแต่งตัว คาดว่านางน่าจะเป็คนในจวนแม่ทัพใหญ่ไป๋หรงเจี้ยพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่นอวี่เลิกคิ้วเพียงน้อย “สกุลไป๋? …คนของแม่ทัพไป๋หรือ?”
“ขอรับ นางอาจเป็เพียงสาวใช้ในจวน แต่ดูจากกิริยา... กระหม่อมไม่คิดว่าเป็เช่นนั้น” องครักษ์คนสนิทยังคงก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตานายเหนือหัว
องค์ชายหนุ่มเงียบไปชั่วอึดใจ สายตายังคงทอดมองไปทางที่สตรีแปลกหน้าผู้นั้นที่ลับหายไปแม้เพียงเงา... กลับทำให้ผู้คนหยุดมองได้
“น่าสนใจยิ่งนัก” เสียงทุ้มแ่เบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
พระองค์ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ หากแต่ในดวงตา...กลับทิ้งร่องรอยความสนใจบางอย่างเงียบงัน
....
ทางด้านไป๋ลั่วอิงหลังจากที่นางเดินไปได้สักพักก็หันไปเหลือบตามองเด็กหนุ่มที่เดินอยู่ด้านหลัง ท่วงท่าการเดินของเขาดูผิดปกติเล็กน้อย ขณะเดิน ไหล่ข้างหนึ่งดูเกร็งและกดต่ำลงกว่าปกติ…เหมือนพยายามกลบอาการาเ็
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองเขาตรง ๆ
“เ้าาเ็ตรงไหนหรือไม่?”
หลินอวี่ชะงักเล็กน้อย รีบส่ายหน้า “ม...ไม่ขอรับ ข้าไม่เป็ไร…”
แต่ดวงตาคู่นั้นกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบตานาง เป็สายตาของคนที่ถูกฝึกให้โกหกเื่าแจนเคยชิน
ไป๋ลั่วอิงจ้องเกอหนุ่มนิ่ง สีหน้าเรียบสนิทไร้อารมณ์ แต่กลับกดดันจนคนฟังใจสั่น “ข้าถามอีกครั้ง...เ้าได้รับเจ็บตรงไหนบ้าง?”
หลินอวี่กัดริมฝีปากแน่น ก่อนค่อย ๆ ก้มหน้ารับ “...ข้าคิดว่าไหล่ข้างขวามีรอยฟกช้ำอยู่ขอรับ น่าจะเป็ตอนที่ท่านพ่อ...เหวี่ยงข้ากระแทกฝาเรือนเมื่อเช้านี้”
เสี่ยวเหมยที่ยืนฟังอยู่ถึงกับหน้าเสีย รีบเอ่ย “คุณหนูเ้าคะ งั้นเราพาเด็กหนุ่มผู้นี้ไปหาหมอก่อนเถิดนะเ้าคะ”
ไป๋ลั่วอิงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วหันกลับไปมองหลินอวี่ “เ้าตามข้ามา”
นางเดินตรงไปยังร้านขายยาที่อยู่ไม่ไกลนัก ด้านในมีกลิ่นสมุนไพรลอยอวลเต็มพื้นที่ หมอแก่เ้าของร้านถึงกับเงยหน้าขึ้นอย่างสนใจ เมื่อเห็นหญิงสาวในชุดเรียบสะอาดตาแต่เต็มไปด้วยอำนาจเงียบงันเดินเข้ามา พร้อมชายหนุ่มหน้าตางดงามที่ดูผิดที่ผิดทาง
“รบกวนท่านหมอช่วยตรวจอาการเขาให้ละเอียด” นางเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหยิบถุงเงินวางลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง กึก
“หากมีแผลใดที่ต้องดูแล...รักษาให้หาย อย่าให้เหลือรอย”
เสียงของนางไม่ดังนัก แต่เด็ดขาดพอให้แม้แต่หมอเฒ่าก็ยังไม่กล้าเอ่ยขัด
หมอเฒ่าพิจารณาอาการของหลินอวี่อย่างถี่ถ้วน ก่อนจะถอนหายใจแ่เบา ใบหน้าราวไม้แห้งย่นยับด้วยวัยลูบเคราเงียบ ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาไป๋ลั่วอิงอย่างชั่งใจ
“าแภายนอก แม้จะฟกช้ำก็ยังพอรักษาได้ด้วยสมุนไพรธรรมดา แต่...ข้าเกรงว่าไหล่ของเด็กผู้นี้น่าจะเคยหลุดซ้ำมาหลายคราแล้ว มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ครั้งเดียว”หมอชราหยุดพูดชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงต่ำ
“หากมิรีบรักษาให้ถูกทาง อาจกลายเป็แผลเรื้อรัง หรือพิกลพิการไปชั่วชีวิต”
เสี่ยวเหมยที่ยืนฟังอยู่ถึงกับเบิกตากว้าง “ตายแล้วเ้าค่ะ... งั้นหลินอวี่ต้องเดินเอียงไหล่ไปทั้งชีวิตหรือ?”
หมอเฒ่าพยักหน้าช้า ๆ ก่อนเอ่ยสิ่งที่เขาลังเลจะพูด
“หาก้ารักษาให้หายสนิทโดยไม่ทิ้งปัญหาภายหน้า มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น...” เขาหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ จากใต้โต๊ะ เปิดฝาออกให้เห็นศิลาสีเงินนวลวาวราวแสงจันทร์
“ศิลาทิพย์… วัตถุ์ที่สามารถปรับสมดุลปราณในร่างกาย รักษาเส้นลมปราณที่ฉีกขาดหรือผิดตำแหน่ง แต่ราคาก็...ไม่ธรรมดา”
ไป๋ลั่วอิงนิ่งงัน ดวงตาใต้เงาหมวกพิจารณาเม็ดศิลาในกล่องเงียบ ๆ
“ราคาที่ว่า…เท่าใด?” นางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ห้าสิบตำลึงเงิน” หมอเฒ่าตอบทันที
เสี่ยวเหมยถึงกับร้องอุทานเบา ๆ “ห้าสิบตำลึงเงิน หรือเ้าค่ะ...เงินจำนวนนี้ซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ในเมืองหลวงได้ทั้งหลังเลยนะเ้าคะ”
แต่ไป๋ลั่วอิงกลับเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าวกับหมอเฒ่าเสียงนิ่ง
“ข้าขอซื้อศิลาทิพย์เม็ดนั้น ใช้มันรักษาเขาเดี๋ยวนี้”
แพทย์เฒ่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “แม่นาง...ข้าต้องขอรับเงินก่อน...”
“จดชื่อข้าไว้เถิด” ไป๋ลั่วอิงเอ่ยแทรกทันทีด้วยน้ำเสียงมั่นคงเฉียบขาด “ข้ามีนามว่าไป๋ลั่วอิง บุตรีคนเล็กแห่งจวนแม่ทัพใหญ่สกุลไป๋”
ชายชราถึงกับชะงัก คิ้วขาวกระตุกเล็กน้อยทันทีที่ได้ยินสกุล "ไป๋" นั้น
“ท่านจงไปเก็บเงินได้ที่จวนแม่ทัพใหญ่ ข้าจะให้พ่อบ้านจัดการจ่ายเงินให้ท่าน”
แพทย์สูงวัยพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกล่องไม้เก่าคร่ำที่ใช้เก็บรักษาศิลาทิพย์ไว้แ่า
เขาหยิบศิลาทิพย์เม็ดหนึ่งขึ้นมา...สีเงินสว่างราวประกายดวงดาว แสงเรื่อบางเบาละลายอยู่ภายในราวกับเปลวเทียนนิ่งสงบ
ชายชราก้าวไปข้างหน้า แล้วยื่นศิลาทิพย์ให้กับเด็กหนุ่มที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้
“เ้าจงบีบมันไว้ในมือ ศิลาทิพย์จะซึมซับผ่านลมหายใจและเส้นลมปราณของเ้า มันจะช่วยขับพิษ แก้อักเสบ และเยียวยาาแภายในที่ลึกเกินกว่าจะมองเห็น”
หลินอวี่ยกมือขึ้นอย่างลังเล ดวงตาของเขาสั่นระริกขณะรับศิลาทิพย์จากมือหมอเฒ่า เสียงของเขาแ่เบาแทบไม่ถึงข้างหูใคร
“ขอบพระคุณ...คุณหนูมากขอรับ”
ไป๋ลั่วอิงเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่พูดสิ่งใดเพิ่ม สายตาคมกริบของนางจับจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า ที่แม้เนื้อตัวจะมอมแมม าแเต็มกาย แต่กลับมีบางอย่างในดวงตานั้นที่ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา
หลังจากเด็กหนุ่มบีบศิลาทิพย์แสงจากศิลาค่อย ๆ ซึมเข้าสู่มือของหลินอวี่ ประกายจาง ๆ ลอยพริ้วขึ้นจากฝ่ามือของเขา ก่อนจะแผ่คลื่นความอบอุ่นออกมา ลมหายใจของเด็กหนุ่มผู้มีาแพลันนิ่งลง ร่างกายที่เคยเกร็งสั่นค่อย ๆ คลายออก
เสี่ยวเหมยมองภาพนั้นพลางตาโต “ศิลาทิพย์ช่างวิเศษยิ่งนักเ้าค่ะ เพียงแสงหนึ่งวาบ แผลของหลินอวี่เกือบทั้งร่างก็จางลงแล้ว”
ไป๋ลั่วอิงไม่ได้ตอบ เพียงหันไปมองชายชราอีกครั้ง “ข้าจะให้คนมาจ่ายเงินตามที่รับปาก”
หมอเฒ่าประสานมือคารวะ “แม่นางไป๋ คือผู้มีเมตตาแท้จริง... ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
ไป๋ลั่วอิงมิได้เอ่ยอันใดออกมา เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหมุนกายออกจากเรือนรักษาไปอย่างสงบ เสี่ยวเหมยและหลินอวี่เร่งสาวเท้าเดินตามหลัง พลางมองคุณหนูของตนด้วยความเคารพยิ่ง
เมื่อเดินพ้นหน้าประตูโรงหมอมาได้ไม่กี่ก้าว ไป๋ลั่วอิงจึงเอ่ยถามผู้เป็บ่าวรับใช้ “ตอนนี้... เรามีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใด?”
เสี่ยวเหมยรีบเปิดถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เหน็บไว้ตรงเอว แล้วนับเงินตำลึงด้วยความเคยชิน “ตอนนี้เหลืออยู่สิบตำลึงเ้าค่ะคุณหนู”
ไป๋ลั่วอิงพยักหน้าเบา ๆ สายตาหลุบลงไปยังร่างเด็กหนุ่มที่เดินตามหลังมาเล็กน้อย เสื้อผ้าบนร่างเขานั้นทั้งเก่า ขาด และมอมแมมจนเกือบไม่สามารถเรียกว่าเป็เครื่องแต่งกายได้
ผู้เป็คุณหนูสกุลไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“แถวนี้มีร้านขายเสื้อผ้าที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหนหรือไม่?”
เสี่ยวเหมยกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะรีบพยักหน้า “มีเ้าค่ะ อยู่เลยแผงขนมอบไปไม่ไกล”
“ดี พวกเราไปกันเถิด” นางเอ่ยด้วยนำ้เสียงที่แฝงไปด้วยอำนาจ เดินนำทั้งสองไปยังร้านขายเสื้อผ้าที่ว่า
ไม่นานนักหลินอวี่ก็ยืนตัวเกร็งอยู่หน้าร้าน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความลังเล
“คุณหนู...ข้าใส่อะไรก็ได้ ท่านไม่ต้องลำบากซื้อให้ข้าหรอกขอรับ...”
ไป๋ลั่วอิงหันไปมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ยกับเกอหนุ่ม “ข้าไม่คิดเลี้ยงคนที่แต่งตัวเหมือนจะขอทานไว้ในจวนแม่ทัพใหญ่ ถ้าหากเ้าจะอยู่เคียงข้างข้า จงรักษาเกียรติของตระกูลไป๋ด้วย”
หลินอวี่ชะงัก ดวงหน้าที่หม่นเศร้าเมื่อครู่แดงขึ้นอย่างเงียบงัน
ไป๋ลั่วอิงไม่พูดพร่ำอีกต่อไป เพียงแค่ชี้ชุดสำหรับเกอหนุ่มที่เรียบหรูแต่ไม่หวือหวาให้พนักงานทันที ... ทั้งชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาด ผ้าไหมสีฟ้าหม่น และอีกสองชุดที่เหมาะกับบ่าวรับใช้
“เ้าเอาชุดพวกนี้ไปใส่ให้เรียบร้อย แล้วค่อยเดินตามข้าออกมา”
จากนั้นนางก็หมุนตัวออกจากร้าน ทิ้งคำสั่งไว้เงียบ ๆ พร้อมจ่ายเงินครบถ้วน โดยไม่แม้แต่จะต่อราคา
หลินอวี่ยืนมองเงาหลังผู้เป็นายไปเงียบ ๆ ในใจพลันอุ่นวาบ... ไม่มีคำขอบคุณใดจะพอ ... นอกจากจะตอบแทนคุณหนูของเขา ด้วยชีวิตที่เหลืออยู่

โอ๊ยยย วันนี้ยัยน้องทำดีเกินไปไหมคะทุกคนช่วยเกอหนุ่มกลางตลาด
แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แถมยังเปย์ศิลาทิพย์ราคาเท่า บ้านหลังเล็ก ๆให้ด้วย
โดยไม่รู้ว่าว่าตัวเองได้รับความสนใจจากพระเอกไม่รู้ตัว ฮ่า ๆ ๆ
สายตาเย็น ๆ ในโรงเตี๊ยมนั้นแหละพระเอกธงแดงของจริง
นิยายเื่นี้ยังจะเป็นิยายหรือไม่ ในเมื่อยัยน้องทำนิยายพังโดยไม่รู้ตัว