พอใกล้วันตรุษจีนสองสามวันนี้จางเจิ้นอันไม่ได้ไปไหน เอาแต่อยู่ในเรือนเฝ้าดูแลอันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองนั่งล้อมเตาไฟ จิบชา อ่านหนังสือ พูดคุยกันวันเวลาผ่านไปอย่างอบอุ่นเรียบง่าย
สองสามวันนี้จางเจิ้นอันพลันมองนางเปลี่ยนไป เขาพบว่าแค่ไม่ได้เจอกันเดือนเศษนางกลับเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่พออ่านออกเขียนได้บ้างแต่สองสามวันมานี้เวลาอ่านหนังสือด้วยกัน บางครั้งพอเขาพูดถึงเรื่องเก่าก่อนนางกลับโต้ตอบได้
ทว่าสิ่งที่นางชอบที่สุดก็ยังเป็นการอ่านนิทานบางครั้งก็ชวนเขาคุยเรื่องเนื้อหา เพียงแต่ในเรือนมีนิทานอยู่จำกัดจางเจิ้นอันจึงต้องส่งคนไปร้านหนังสือกว้านซื้อมาอีกตั้งใหญ่เพื่อให้นางอ่านคลายเบื่อ
ตรงข้ามกับความสุขสบายของจางเจิ้นอันและอันซิ่วเอ๋อร์เย่จิ้งซูกับอูซื่อกลับร้อนใจนัก ทั้งสองรอให้จางเจิ้นอันมาสอบสวนเอาความแต่จางเจิ้นอันก็ไม่ไปเสียที
การรอคอยเช่นนี้ทรมานพวกนางยิ่งนักอูซื่อรู้สึกว่าจางเจิ้นอันทำแบบนี้ สู้ยื่นมีดมาให้นางทีเดียวยังดีกว่า ให้มันจบๆไปเสีย
ตอนนี้นางสำนึกผิดจนแทบกระอักเลือดรู้สึกว่าตนเองไม่ควรเชื่อเย่จิ้งซูแต่แรก จึงเริ่มกล่าวโทษเย่จิ้งซูต่างๆ นานาตำหนิว่าให้คำแนะนำผิดๆ
เย่จิ้งซูได้แต่ยอมรับคำตำหนิของอูซื่อแต่โดยดีนางเองก็แอบเกลียดตัวเอง วันนั้นไม่น่าไปเลยจริงๆ! หากอดทนไม่ไปดูเรื่องวุ่นวายก็คงไม่เกิด แต่สุดท้ายนางกลับอดใจไม่ได้
เรื่องคราวนี้ยังเตือนสตินางว่าหากวันหน้าจะทำอะไรอีก จะต้องรอบคอบกว่านี้ ไม่ให้ใครจับผิดได้
สองวันที่ทรมานใจผ่านไปพริบตาก็ถึงวันสิ้นปี ตามธรรมเนียมจวนสกุลจางวันสิ้นปีทุกคนต้องนั่งร่วมโต๊ะกินอาหารค่ำส่งท้ายปีเก่าแม้เย่จิ้งซูไม่ใช่คนของตระกูล แต่ตามธรรมเนียมปีก่อนๆ นางก็มีสิทธิ์ร่วมโต๊ะด้วย
ปีนี้ อูซื่อโทษนางที่คิดแผนไม่ได้เรื่องจึงไม่ให้บ่าวไปเชิญ แต่กลับสั่งให้บ่าวไปแจ้งเชิญอันซิ่วเอ๋อร์โดยเฉพาะถือเป็นการไว้หน้าอันซิ่วเอ๋อร์
ในใจอันซิ่วเอ๋อร์ยังติดค้างเรื่องอูซื่ออยู่ไม่อยากไปนัก เดิมทีนางตกลงกับจางเจิ้นอันแล้วว่าคืนนี้จะแสร้งป่วยไม่ไปแต่ไม่คิดว่าอูซื่อจะส่งคนมาเชิญเอง นี่ช่างน่าประหลาดใจนัก ปกติหากนางมาเชิญเองย่อมไม่มีเรื่องดี คราวนี้กลับมาเชิญไปกินอาหารค่ำส่งท้ายปี
จางเจิ้นอันรู้ว่าอูซื่อต้องการประนีประนอมแม้ในใจจะไม่พอใจท่านแม่ แต่ก็อดทนเห็นนางฉลองปีใหม่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้จึงกล่าวกับอันซิ่วเอ๋อร์ "เห็นแก่หน้าข้าเจ้าไปเถอะ อย่างไรก็แค่กินข้าวเย็นมื้อหนึ่ง ถึงตอนนั้นไม่มีใครกล้าแกล้งเจ้าหรอก เจ้าไปเสียหน่อยข้าจะได้ถือโอกาสเตือนสติท่านแม่ต่อหน้า"
"เตือนสติเรื่องอะไรเจ้าคะ? เรื่องก็ผ่านไปแล้ว วันปีใหม่แท้ๆ ทำให้บรรยากาศเสียเปล่าๆ" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า
"ก็ต้องถือโอกาสวันนี้สะสางให้รู้เรื่องไปเลย จะได้ไม่ต้องรอถึงปีหน้า ให้ท่านแม่มาข่มเหงเจ้าอีก"จางเจิ้นอันกล่าว
"ช่างเถอะเจ้าค่ะอย่างไรท่านก็เป็นแม่ของท่าน" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่อยากให้วันปีใหม่ต้องมามีเรื่องกันนางกล่าว "ไหนๆ ท่านก็ทนมาสองวันแล้ว ก็ทนต่อไปอีกหน่อยรอให้พ้นปีใหม่ไปก่อน ค่อยว่ากันเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย"
"วางใจเถอะน่าเรื่องพวกนี้ให้ข้าจัดการเอง ถึงตอนนั้นเจ้าเอาแต่กินก็พอ ปีใหม่คราวนี้พ่อบ้านเพิ่งส่งปลาอบเชยจากเจียงเป่ยมาหลายตัว เนื้อสดนุ่มเป็นพิเศษตอนข้าคุยกับพวกเขา เจ้าก็แอบกินเยอะๆ เลย" จางเจิ้นอันกล่าว
"ข้าไม่ใช่คนตะกละเสียหน่อย"อันซิ่วเอ๋อร์ค้อนเขาวงหนึ่ง จิตใจผ่อนคลายลงมาก
จางเจิ้นอันพอทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นได้ก็ไม่อยากพูดเรื่องไม่สบายใจอีก จึงเปลี่ยนเรื่อง "ปีใหม่แล้ว เจ้าคิดถึงพ่อแม่เจ้าหรือไม่?"
"คิดถึงสิเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า พอจางเจิ้นอันพูดขึ้นมาความคิดถึงก็ยิ่งท่วมท้นขึ้นมา
"หลังปีใหม่จะรับพวกท่านมาที่นี่ข้าซื้อเรือนหลังเล็กๆ ไว้แถวนี้แล้ว พวกท่านพักที่นั่นได้ ไม่มีใครรบกวน"จางเจิ้นอันกล่าวยิ้มๆ
"ท่านซื้อเรือนตั้งแต่เมื่อไรเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ประหลาดใจ
"ก็ช่วงก่อนไปนั่นแหละเดิมทีตั้งใจว่ากลับมาจะรับพวกท่านมา แต่ดันเกิดเรื่องเสียก่อน..." จางเจิ้นอันไม่พูดต่อ เพียงกล่าว "รอให้พ้นปีใหม่ไปวันที่เจ็ดที่แปดค่อยไปรับพวกท่านมา พอดีทันได้ชมโคมไฟในเมืองเทศกาลหยวนเซียวที่นี่ครึกครื้นมาก"
"แต่พ่อแม่ข้าชินอยู่บ้านนอกกลัวว่าพวกท่านจะไม่ยอมมา" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวนางรู้จักนิสัยพ่อเฒ่าอันดี
"ข้าจะเกลี้ยกล่อมพวกท่านเองข้าจะบอกว่าต้องการให้มาช่วยงาน พวกท่านต้องมาแน่" จางเจิ้นอันกล่าว"ถึงตอนนั้นพอพวกท่านมา เจ้าก็มีเพื่อนคุยแล้ว"
"แต่ถึงตอนนั้น พวกเขามาแล้วท่านก็ไม่ได้ต้องการพวกเขาจริงๆ นี่เจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์รู้ดีว่าพี่ชายทั้งสองเป็นคนอย่างไรพวกเขาไม่ยอมกินข้าวแดงแกงร้อนของใครเปล่าๆ แน่
"ใครว่าข้าไม่ต้องการ? ตอนนี้ข้ากำลังต้องการคนไว้ใจอยู่พอดี พี่ใหญ่ของเจ้ามีกำลังมากถึงตอนนั้นจะให้มาเป็นรองหัวหน้าหน่วยองครักษ์พี่รองก็ให้มาช่วยข้าดูแลกิจการบางส่วน ข้าวางใจพวกเขามาก ส่วนพ่อตาแม่ยายท่านอายุมากแล้ว พักผ่อนอยู่บ้าน คอยอยู่เป็นเพื่อนเจ้าก็พอ"
"ท่านคิดการณ์รอบคอบยิ่งนักข้าขอบคุณท่านแทนพวกเขาเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ทำท่าจะลุกขึ้นคำนับจางเจิ้นอันรีบกดไหล่นางไว้ "เราเป็นสามีภรรยากันถ้าเรื่องแค่นี้เจ้ายังต้องขอบคุณข้า ก็เท่ากับเห็นข้าเป็นคนนอกแล้ว ข้าจะเสียใจ"
"แต่พี่ใหญ่พี่รองข้าพวกเขาจะทำงานที่ท่านมอบหมายได้หรือเจ้าคะ? พวกเขาเป็นแค่ชาวนา"อันซิ่วเอ๋อร์ยังลังเล "ถ้าพวกเขาทำไม่ได้ท่านก็มอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้ทำก็พอ อย่าให้พวกเขาทำอะไรผิดพลาดเลย"
"จะเป็นไปได้อย่างไร? ทำไม่ได้ก็เรียนรู้ได้นี่นา ดูเจ้าสิ ฉลาดขนาดนี้ตอนนี้ยังเรียนรู้อะไรตั้งมากมาย พวกเขาก็ต้องเรียนรู้ได้เหมือนกัน" จางเจิ้นอันยิ้มให้นาง
"ถ้าเช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า "ตกลงตามนี้นะเจ้าคะท่านห้ามกลับคำนะ ข้าต้องได้เจอพวกเขาก่อนเทศกาลหยวนเซียว"
"ไม่กลับคำ" จางเจิ้นอันส่ายหน้า "ขอแค่เจ้ามีความสุขก็พอ"
"อืม...แล้วก็เรื่องความปลอดภัยของพวกเขา ท่านต้องดูแลให้ดีนะเจ้าคะอย่าให้พวกเขาถูกใครหลอกไปเหมือนข้า" อันซิ่วเอ๋อร์พอกล่าวถึงเรื่องนี้ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้กลัวว่าถึงตอนนั้นจะมีคนมาใช้ประโยชน์จากพ่อแม่นาง
"เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองก่อนหน้านี้เป็นเพราะข้าไม่ได้กำชับเจ้าให้ดีต่อไปเราจะติดต่อกันผ่านคนที่เจ้าคุ้นเคยเท่านั้น คนที่ไม่รู้จักห้ามไว้ใจเด็ดขาด"จางเจิ้นอันกล่าว
"อืม... นี่ก็ดีเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า วางใจได้เปลาะหนึ่ง
กว่าจะถึงเวลาอาหารค่ำส่งท้ายปีก็ยังพอมีเวลาจางเจิ้นอันเป็นบุรุษต้องไปยังศาลบรรพชนใหญ่ของตระกูลเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษอันซิ่วเอ๋อร์เป็นสตรี ไม่มีสิทธิ์ไปทว่าอูซื่อในฐานะฮูหยินผู้เฒ่าและภรรยาม่ายของอดีตเจ้าบ้าน กลับไปร่วมพิธีได้
หลังจากจางเจิ้นอันไปแล้วอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกไม่มีอะไรทำ จึงสั่งให้บ่าวหยิบกรรไกรกับกระดาษสีมานางลงมือตัดกระดาษลวดลายติดหน้าต่าง
จวนสกุลจางเป็นตระกูลใหญ่คิดว่าการติดกระดาษลายหน้าต่างเป็นของพวกชาวบ้าน วันปีใหม่จึงไม่มีการติดอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เพียงรู้สึกว่าหน้าต่างโล่งๆมันเหมือนขาดอะไรไป จึงลงมือตัดเอง
นางมีฝีมือดีนัก กระดาษแผ่นหนึ่งในมือนางพับไปพับมา ใช้กรรไกรฉลุตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย พอคลี่ออก ก็กลายเป็นลวดลายสวยงาม
อันซิ่วเอ๋อร์ตัดรูปหมู รูปปลาหลีฮื้อรูปเด็กอ้วนอุ้มลูกท้อ ป่านเซี่ยและบ่าวคนอื่นเห็นแล้วพากันร้องชมไม่ขาดปาก
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นพวกนางสนใจ จึงสอนลายง่ายๆให้สองสามลาย พวกนางก็กระตือรือร้นนัก หยิบกรรไกรมาลองหัด ก็พอทำลายง่ายๆ ได้เพียงแต่ฝีมือยังไม่สวยเท่าอันซิ่วเอ๋อร์
อันซิ่วเอ๋อร์ตัดกระดาษได้ครู่หนึ่งก็รู้สึกเหนื่อย จึงสั่งให้พวกนางเอาลายกระดาษไปติดตกแต่งส่วนตนเองก็เอนกายลงบนเตียงงีบพักจางเจิ้นอันบอกว่าคืนนี้ทางจวนเชิญคณะงิ้วชื่อดังที่สุดในแถบนี้มากำชับว่านางห้ามพลาดชม
อันซิ่วเอ๋อร์เองก็ค่อนข้างสนใจดูงิ้วสมัยอยู่บ้าน วันปีใหม่ไม่มีมหรสพอะไร บางครั้งในหมู่บ้านถึงจะเชิญคณะงิ้วมาแต่ก็หลายปีมีหน เว้นแต่ปีไหนฟ้าฝนดีเป็นพิเศษ เก็บเกี่ยวได้ผลดีผู้ใหญ่บ้านถึงจะเรี่ยไรเงินจ้างคณะงิ้วเงามาแสดง
ตอนนั้น พอมีงิ้ว คนทั้งหมู่บ้านก็จะไปดูกันอันซิ่วเอ๋อร์มักจะไปตั้งแต่เช้าเพื่อเอาตั่งไปวางจองที่พอกินข้าวเย็นส่งท้ายปีเสร็จ ก็จะรีบไป
แต่ในความทรงจำหมู่บ้านไม่ได้จ้างงิ้วมาหลายปีแล้วครั้งสุดท้ายที่ได้ดูงิ้ววันปีใหม่รู้สึกจะเป็นเมื่อสามปีก่อนนู้น
สมัยก่อน พอถึงวันปีใหม่ แม้ไม่ได้ดูงิ้วตามธรรมเนียมหมู่บ้าน ก็ต้องนั่งเฝ้าปี [1] จนถึงยามจื่อ[2] แล้วจุดประทัด ต้อนรับเทพเจ้าโชคลาภ ตอนนั้นนางยังเด็กได้ยินว่าถ้านั่งถึงยามจื่อได้จะโชคดี ทุกปีแม้ง่วงแค่ไหนก็จะฝืนทนง่วงนั่งอยู่ในบ้าน รอรับปีใหม่
พอถึงยามจื่อ จุดประทัดเสร็จท่านแม่ก็จะเอาฟืนที่กองไว้ในลานบ้านมาก่อกองไฟ เรียกว่ารับทรัพย์
ทว่าในเมืองหลวงแห่งนี้คงไม่มีธรรมเนียมเช่นนี้
อันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่ได้ติดใจอะไรเมืองหมิ่นเยว่ไม่มีธรรมเนียมแบบนั้น ก็คงมีความบันเทิงอย่างอื่นแน่นอนเช่นการดูงิ้ว คืนนี้นางก็จะได้ดูงิ้วแล้ว
...
จางเจิ้นอันเซ่นไหว้บรรพบุรุษเสร็จกลับมาอันซิ่วเอ๋อร์ก็หลับไปแล้ว พอเขามาถึงหน้าประตู ก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลกไป พอดูดีๆจึงพบว่าตามหน้าต่างด้านนอกมีกระดาษลายฉลุติดอยู่มากมาย
"กระดาษลายพวกนี้มาจากไหน?"เขาถามลอยๆ ราวกับลืมไปว่าตนเองไม่ได้ซื้อมา
"ฮูหยินตัดเองเจ้าค่ะ" บ่าวรีบก้มหน้าตอบ
"อ้อ" เขารับคำเดินเข้าไปในเรือน ก็พบว่าอันซิ่วเอ๋อร์กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง
เดิมทีเขายังไม่ง่วงเลยแต่พอเห็นนางหลับสบายอย่างนี้ กลับรู้สึกง่วงขึ้นมานิดๆ
เขาถอดเสื้อคลุมออก เอนกายลงนอนบนเตียงบ้างช่วงนี้เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ทุกวันออกแต่เช้ากลับค่ำมืด วันสิ้นปีนี้ได้กอดคนที่รัก โดยไม่ต้องคิดอะไร นอนหลับสบายๆ ก็ถือเป็นความสุขแล้ว
เชิงอรรถ
[1] เป็นธรรมเนียมในคืนก่อนวันขึ้นปีใหม่เพื่อเฝ้ารอปีใหม่คล้ายกับการเคาท์ดาวน์ในปัจจุบัน
[2] เวลา 23.00 - 01.00 น.