หลังจากที่นารุคามิพาทารกน้อยออกมาจากถ้ำนั้น ก็เดินออกมายังป่าไม้ที่เรียงรายอยู่เต็มสองข้างทาง มองไปรอบ ๆ กลับพบเพียงแต่ต้นไม้ใบเขียว ไร้ซึ่งเสียงแมลงหรือสัตว์ใหญ่ มีเพียงเสียงนกที่ร้องจิบ ๆ เพียงเท่านั้น
“แถวนี้มีหมู่บ้านไหมนะ”
นารุคามิอุ้มทารกน้อยไว้แน่น เมื่อเดินเข้าไปยังป่าลึกทารกกลับร้องไห้งอแงเสียงดังลั่นป่า น้ำตาใส ๆ ไหลออกมาจากั์ตาทั้งสองข้าง
“อุแว๊ อุแว๊ !”
นารุคามิเห็นดังนั้นจึงรีบกล่อมทารกให้สงบ แต่กลับร้องไห้หนักกว่าเดิม สมกับเป็คุณแม่มือใหม่จริง ๆ
“โอ๋ ๆ หิวแล้วเหรอ เอาไงดีล่ะทีนี้ ฉันไม่มีน้ำนมให้เสียหน่อย”
เธอลนลานจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับกำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งอยู่ในอก หากเธอสามารถทิ้งทารกให้นอนตายอยู่ในป่านี้ก็ทำได้ แต่เดี๋ยวจะผิดกฎเทพเ้าเอา จึงคิดหาทางเลี้ยงให้รอดดีกว่าปล่อยเลยตามเลย
“แล้วฉันต้องทำยังไงต่อละเนี่ย !”
เธอจึงตัดสินใจเด็ดผลบลูเบอร์รี่ที่อยู่ใกล้ ๆ มาและใช้มือบดให้ละเอียดก่อนจะป้อนให้กับทารกน้อยทีละนิดเพื่อคลายความหิว ความเปรี้ยวของผลบลูเบอร์รี่ทำให้ทารกยากที่จะกลืนลงคอก่อนจะถุยทิ้งจนแก้มเลอะ
“บางทีรสชาติอาจจะเปรี้ยวไปล่ะมั้ง”
นารุคามิเช็ดปากทารกให้สะอาด ทันใดนั้น สายตาของเธอก็พบกับกล้วยป่าหวีเล็ก ๆ ที่สุกจนเปลือกดำคล้ำห้อยอยู่บนต้นกล้วยไม่สูงมากนักจึงรีบเด็ดมันมา บดเนื้อกล้วยที่นุ่มละเอียดด้วยมือ แล้วค่อย ๆ ป้อนเข้าปากทารกน้อย
ทันทีที่ทารกน้อยได้รับความหวานและเนื้อััที่นุ่มละมุนจากการบดอย่างประณีต เสียงร้องไห้ก็ค่อย ๆ เบาลง แม้การป้อนกล้วยจะทำให้ทารกท้องอืดแต่มันช่วยไม่ได้นี่นา ในสถานการณ์แบบนี้
“โล่งอกไปที”
เธอถอนหายใจพลางพึมพำเบา ๆ ว่า ‘การเลี้ยงลูกนี่มันยากลำบาก จริง ๆ เลยนะ’
“ต่อไปก็คงเป็การเปลี่ยนผ้าอ้อมสินะ แต่ในป่าแบบนี้จะเปลี่ยนผ้าอ้อมยังไงล่ะเนี่ย ผ้าก็ไม่มี น้ำก็ใช้ไม่ได้”
เธอจึงตัดสินใจอุ้มทารกก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ ของป่าแห่งนี้ และหวังว่าทิศเหนือของป่าจะมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ก็เมืองขนาดใหญ่รอเธออยู่ แต่เธอกลับไม่เอะใจเลยว่าตัวเธอก็สามารถใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำได้
แม้ว่าเธอจะเป็เทพเ้าที่มีฤทธิ์มากขนาดไหน แต่เธอก็ไม่อยากจะใช้พลังสุรุ่ยสุร่ายเหมือนกับเทพเ้าตนอื่นที่มักจะใช้พลังเพื่อทำให้ชีวิตหวาดกลัว แต่มันค่อนข้างสะดวกสำหรับเทพที่สมาธิสั้นล่ะนะ
ขณะที่นารุคามิเดินไปตามทางที่เต็มไปด้วยรากไม้และกิ่งไม่ เธอก็รับรู้ได้ถึงสายลมเย็นที่พัดผ่านจาก้า เมื่อเดินทางไปได้ไม่นาน ภูมิทัศน์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากป่าไม้ใบเขียวชอุ่ม เริ่มมีก้อนหินบ้าง ก้อนกรวดบ้าง เรียงรายอยู่เต็มพื้น
เสียงร้องของนกน้อยเริ่มเงียบลง หลงเหลือไว้เพียงเสียงของกระแสน้ำไหลเอื่อย ๆ ดังแว่วมาแต่ไกล บ่งบอกว่าใกล้ถึงลำธารแล้ว
นารุคามิเร่งฝีเท้า ก้าวเดินเพราะบริเวณริมน้ำมักจะมีผู้คนอาศัยอยู่หรืออย่างน้อยก็เป็สถานที่ที่สะอาดพอจะใช้ทำความสะอาดและจัดการกับผ้าอ้อมได้ เมื่อเธอเดินทะลุพุ่มไม้ออกมา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ แม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
เธอได้กลิ่นลำธารเย็น ๆ ผสมกับกลิ่นของต้นไม้และก้อนกรวด บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของสถานที่แห่งนี้ บางทีปลายสายน้ำนี้อาจจะเป็แม่น้ำขนาดใหญ่ที่พาออกสู่ทะเลไม่ก็ทะเลสาปสักแห่ง
ทันใดนั้นเอง ทารกน้อยในอ้อมแขนของเธอก็เริ่มดิ้นและร้องไห้เสียงดังอีกครั้ง นารุคามิจึงหันก้นของทารกน้อยดูปรากฏว่ามีของเหลวสีเหลืองเลอะผ้าอ้อมผืนนั้นอยู่
“ม...มาแล้วสินะ !”
เธอทำสีหน้าจริงจังก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้ววางทารกน้อยลงบนก้อนหินเรียบริมแม่น้ำอย่างระมัดระวัง
เธอใช้มือข้างหนึ่งประคองศีรษะทารกไว้อย่างอ่อนโยน เพื่อไม่ให้ศีรษะของเ้าตัวเล็กที่กำลังงอแงกระเทือนมากไปนัก ขณะที่อีกข้างหนึ่งค่อย ๆ แกะห่อผ้าออกด้วยความช้าระดับปลายังต้องคารวะ
เป็การกระทำที่ต้องใช้ทั้งสมาธิและความระมัดระวังสูงสุด เพราะทุกการขยับคือความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกน้อยยิ่งไม่พอใจและเริ่มการประท้วงรอบใหม่ การแกะห่อผ้าแต่ละชั้นจึงเป็ไปอย่างเชื่องช้า ละเอียดอ่อน ราวกับกำลังแกะกล่องสมบัติที่เปราะบางที่สุด
ทันทีที่ห่อผ้าชั้นนอกถูกเปิดออก พลันมีไอกลิ่นอับชื้นที่อบอวลปะทะออกมาพร้อมกับกลิ่นเปรี้ยวของโยเกิร์ตก็โชยขึ้นมาพุ่งเข้าจมูกอย่างรุนแรง ชนิดที่ทำเอาเธอต้องเบือนหน้าหนีเล็กน้อย และต้องกั้นลมหายใจไว้
"อึก ! "
นี่คือกลิ่นที่แฝงไว้ด้วยรสชาติของกล้วยและกลิ่นนมเปรี้ยวของมารดาที่เกิดจากการหมักดองในท้องของทารกคนนี้ ช่างเป็พลังทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามิติใด ๆ บนอวกาศ กลิ่นนี้ช่างแรงและเหม็นเปรี้ยวยิ่งนัก
ทารกน้อยเองก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างถึงที่สุด จนผิวเนื้ออันบอบบางเริ่มขึ้นสีแดงก่ำด้วยความอึดอัดขัดใจ และเสียงร้องไห้ก็ติดอยู่ในลำคออย่างน่าสงสาร จึงเริ่มงอแงและสะบัดตัวไปมาอย่างแรง เตะขาไปมาดุจปลาที่กำลังดิ้นรนอยู่ในแหอันคับแคบ
ไม่เพียงแค่้าอิสระ แต่ยังเป็การต่อสู้กับความร้อนความชื้นและความรู้สึกระคายเคืองที่ปกคลุมร่างกายเล็ก ๆ จนผ้าอ้อมผืนนั้นเกือบจะถูกถีบหลุดอยู่แล้ว เผยให้เห็นต้นขาที่อ่อนนุ่มน่ารักน่าชัง
" “ใจเย็นนะเ้าตัวเล็ก”
เธอพยายามกลั้นยิ้มขณะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จมูกยังรู้สึกถึงกลิ่นเปรี้ยว ๆ ที่ค้างอยู่
"ถ้าดิ้นอีกนิดเดียวล่ะก็สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นจะะเิออกมานะ ! ช่วยนิ่ง ๆ ไว้ก่อนนะ ไม่อย่างนั้นการทำความสะอาดครั้งนี้อาจจะกลายเป็าย่อม ๆ เลยนะรู้ไหม ! “
นารุคามิใช้สัญชาตญาณและประสบการณ์จากการดูคนเลี้ยงเด็กในโลกอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว เธอพยายามดึงผ้าอ้อมเปียกชื้นออก แต่ทารกกลับดิ้นอย่างไม่ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย
"โอเค ถ้าอย่างนั้นก็ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง"
นารุคามิสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อปรับลมปราณ ก่อนจะใช้ทักษะความเร็วของข้อต่อของแขนทั้งสองข้างดึงผ้าอ้อมที่ใช้แล้วออกมา แต่สิ่งที่หลุดออกมาพร้อมผ้าอ้อมนั้นกลับเป็อึเหลวสีเหลืองที่พุ่งเข้าเต็มหน้าของนารุคามิ
“แหว๊กกก ! ”