เสียงเครื่องมือสื่อสารที่ดังขึ้นทำให้คนที่นั่งพิงเก้าอี้สีดำตัวใหญ่ และทอดสายตาไปจนสุดแผ่นฟ้านั้นชำเลืองมองต้นกำเนิดของเสียง รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากก่อนอารัญจะคว้าโทรศัพท์ราคาแพงสมฐานะมหาเศรษฐีขึ้นมาถือไว้ พร้อมกับกดปุ่มเพื่อเริ่มต้นการสื่อสาร
“ฉันไม่้าฟังความล้มเหลวนะกาย”
เขากรอกเสียงทุ้มปนเหี้ยมลงไปเมื่อคนทางนั้นกำลังจะรายงานผล และเมื่อได้ฟังในสิ่งที่เขา้า ดวงตาคมเข้มก็ฉายแววสาแก่ใจ รอยยิ้มเหยียดที่มุมปากลึกขึ้นขณะดวงตายังคงมองผ่านกระจกใสที่ติดตั้งเป็กำแพงสูงจดเพดาน จนทำให้มองเห็นภาพความซิวิไลซ์ของกรุงเทพฯ ได้เป็วงกว้าง
ภาพที่ปรากฏบนตึกสูงห้าสิบสี่ชั้น ใจกลางแหล่งเศรษฐกิจหลักของประเทศประกอบไปด้วยรถไฟฟ้าที่กำลังวิ่งอยู่บนรางลอยฟ้า ตึกสูงมากมายมีทั้งขนาดไล่เลี่ยและลดหลั่นกันไป พร้อมบิลบอร์ดโฆษณาเครื่องสำอางแบรนด์ดัง ป้ายแนะนำละครเวทีที่กำลังจัดแสดงอยู่ในโรงละครไฮโซตึกด้านข้าง ป้ายโฆษณาอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็อุปกรณ์กีฬา เครื่องแต่งกายบุรุษและสตรี ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมทั้งป้ายโฆษณาอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้าง
แต่สุดสายตาที่มองไปนั้นกลับเป็เส้นขอบฟ้าที่ตัดกับผืนโลก รอยยิ้มยังคงเด่นชัด ทว่ากลับแฝงความเหี้ยมหากจะมีใครมองเห็นในขณะนี้ เพราะเื่ที่กายรายงานนั้นตรงใจเขาจริงๆ แต่ที่เขาอยากรู้มากไปกว่านั้นก็คือ...คำตอบ
“อืม...ดี แต่นายยังไม่ต้องกลับ และรู้ใช่มั้ยว่าคำตอบที่ฉัน้าคืออะไร รอจนกว่าจะได้คำตอบ” นั่นคือคำสั่งสุดท้ายเพื่อตอกย้ำให้กายทำให้ได้ ก่อนที่นิ้วแกร่งจะเลื่อนยุติการสนทนา
อารัญลุกขึ้นยืนตระหง่านด้วยความสูงกว่า 190 เิเ ไม่สนใจฟังสิ่งที่กายจะรายงานเพิ่มเติม เพราะสิ่งที่เขาอยากรู้มีเพียงเท่านั้น ส่วนที่เหลือเขาจะ ‘ทำ’
ชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่ที่ริมกระจก ทอดมองไปจนสุดสายตาดุจจะมองไกลไปให้ถึงเธอคนนั้น คนที่อีกไม่นานเขาจะได้มองในระยะใกล้จนเห็นทุกรูขุมขน
“พรบุหลัน พรจากพระจันทร์ พรจากรัชนีกร”
อารัญพึมพำชื่อของคนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับรัชนีกรอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็เส้นผมสีดำยาวสยายจนเต็มแผ่นหลัง เรือนร่างงดงามที่คิดว่าผอมบาง ทว่าเมื่อเห็นในระยะใกล้กลับเต็มตึงไปทุกสัดส่วน โดยเฉพาะใบหน้ารูปไข่นวลเนียนนั้น แม้ไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางใดๆ ก็มีเครื่องหน้าที่เด่นชัดจนเขาจดจำได้ดี
หน้าผากเกลี้ยงเกลาที่มีลูกผมชื้นไปด้วยเหงื่อแนบอยู่อย่างประปราย แนวคิ้วโก่งสวยได้รูป ดวงตาหวานล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนหนา แต่เจือแววโศกเพราะฉ่ำชื้นด้วยรอยน้ำตา จมูกโด่งพองามดูจะรั้นจนเขาอยากจะบีบและขยี้เล่น จนมาถึงริมฝีปากสีแดงระเรื่อเป็กระจับน้อยๆ นั่นก็ดูอวบอิ่ม จนเขาอยากจะบดเบียดความร้อนรุ่มเอาแต่ใจลงไปหา
อารัญสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อมโนภาพของเธอมีผลต่อความตื่นตัวอย่างไม่น่าเชื่อ กรามแกร่งบดเบียดกันแน่นจนเป็สัน ฝ่ามือกำเข้าหากันก่อนจะทุบที่บานกระจกหนา
เขาให้คำตอบตัวเองได้ว่าสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นในกายเนื้อของเขานี้เรียกว่า ‘ความใคร่’ ที่เกิดจากความ้าตามธรรมชาติของสัตว์เพศผู้ ที่ย่อม้าปลดเปลื้องกับสัตว์เพศเมีย ก็แค่สิ่งที่ร่างกายเรียกร้องเมื่อสิ่งเร้ากระตุ้นก็เท่านั้นเอง เป็ความใคร่ที่เกิดขึ้นได้แม้แต่กับคนแปลกหน้าหรือคนที่ ‘เกลียด’
“อดใจไว้อารัญ อีกไม่นานจะมีคนมาใช้หนี้ ฮึ!”
เสียงแค่นหัวเราะดังออกมาจากชายร่างสูงใหญ่ที่ทาบฝ่ามือกับพนักเก้าอี้ ดวงตาคมเข้มวาวโรจน์เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอต้องชดใช้ แรงอารมณ์ถูกระบายจากฝ่ามือลงไปบนผืนหนังสีดำ ดั่งพนักเก้าอี้นี้คือที่ระบายความอัดอั้นทั้งหมดเพื่อรอคอยสิ่งนั้นมาถึง เขาแค่รอคอยเวลาให้ปลาฮุบเหยื่อ!
เมื่อเวลานั้นมาถึงเขาจะกินไม่ให้เหลือแม้แต่ก้าง ให้สาสมกับความเ็ปหัวใจที่เขาได้รับมาตลอดสิบห้าปีเต็ม เขาจะจับเธอเลาะเกล็ดสีชมพูทีละเกล็ด ทีละเกล็ด ให้เ็ปร้าวรวดไม่ต่างจากเนื้อหัวใจที่ถูกแล่เป็แผ่นบางๆ ทีละชิ้น ทีละชิ้น ชนิดที่ว่าจะตายก็ไม่ตาย ต้องอยู่อย่างทรมานเท่านั้น
เรือยนต์ขนาดเล็กแล่นเฉื่อยไปกลางแม่น้ำอย่างไม่เร่งรีบ เพราะ้าให้ผู้โดยสารได้รับความสบายใจอย่างที่สุด ให้ความสบายใจส่งผ่านไปถึงคนจากไป คนที่จะก้าวล่วงไปสู่สายน้ำอันเย็นเฉียบฉ่ำใจ คนที่ผู้เป็ลูกสาวอยากให้ไปสู่สุคติ ไปสู่ภพภูมิที่ดีตามความเชื่อของชนชาวพุทธว่า สายน้ำฉ่ำเย็นนี้จะทำให้ผู้ล่วงลับได้รับความร่มเย็นเป็สุข ดุจสายน้ำที่ให้ความชุ่มฉ่ำอยู่เป็นิตย์
และเมื่อเรือแล่นมาหยุดที่กลางแม่น้ำ ใบหน้าที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าจึงหันมองคนขับ ดั่งจะบอกให้รู้ว่าเธอยังไม่พร้อม
“ไม่เป็ไรจันทร์ วันนี้เกดจองเรือไว้ทั้งวันนั่นแหละ จันทร์จะอยู่จนถึงเย็นก็ได้ เอาตามที่จันทร์สบายใจเลยนะ เมื่อไหร่ก็ได้ เกดไม่รีบ เกดจะได้คุยกับพี่กรเื่สอนไปด้วย”
เสียงหวานแต่สำเนียงการพูดแบบห้วนๆ นั้น จากคนขับเรือที่แต่งกายทะมัดทะแมงคล้ายผู้ชาย ทว่าใบหน้ากลับดูน่ารักจิ้มลิ้มรับกับผมซอยสั้นแบบทอมบอย และดวงตาหมวยๆ ปากนิดจมูกหน่อยดูรั้นเอาเื่ เพราะนี่คือ เกศรา สาวไทยเชื้อสายจีนขนานแท้ แต่เพราะกิจการของครอบครัวทำให้สาวหมวยอย่างเธอออกจะมีบุคลิกที่กล้าจนเกินงามไปสักหน่อย
ธุรกิจเรือเล็กให้เช่าของครอบครัวเกศรานั้นมีไว้บริการนักท่องเที่ยวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นั่งเรือชมแม่น้ำ จัดเลี้ยงสังสรรค์เป็หมู่คณะ หรือแม้กระทั่งเช่าเหมาลำเพื่อนำเถ้ากระดูกผู้ล่วงลับมาลอยอังคาร พ่อของเกศราก็รับทั้งหมด
ในวันนี้เธอขอพ่อไว้เป็กรณีพิเศษเพื่อให้เวลาแก่พรบุหลันมากที่สุด เธออยากให้เพื่อนรักของเธอคนนี้สบายใจและพร้อมที่จะปลดปล่อยให้แม่ไปอย่างสบายใจ ให้ความผ่อนคลาย ความเย็นใจนำพาครูรัชนีกรไปสู่ที่ที่สงบสุขอย่างแท้จริง แต่ใบหน้าเศร้าๆ ของพรบุหลันก็ทำให้เกศราต้องหันไปขยิบตากับภากร เพราะอยากให้เขาช่วยยืนยันอีกคน
“ใช่จันทร์ ไม่ต้องรีบหรอกนะ พี่จะคุยกับเกดอยู่ตรงนี้แหละ เนอะเกด เอ่อ...แล้วว่าไงล่ะเื่โรงเรียนที่พี่แนะนำ เกดสนใจหรือเปล่า และของบริจาคของพี่ด้วย สรุปเกดหาอะไรได้บ้าง”
ภากรรับมุกของเกศรา รีบเปลี่ยนไปคุยเื่โรงเรียนที่เกศราจะไปสอน รวมทั้งของบริจาคที่เกศราบอกว่าจะนำไปให้เด็กยากไร้ด้วย
“ของพี่กรที่ไหนกัน ของเด็กๆ ต่างหาก หรือพี่กรจะขี้ตู่ อุ๊ย! จันทร์ เกดขอโทษนะที่พูดเล่น ขอโทษจริงๆ เกดลืมไปว่าไม่ใช่เวลา”
เกศราหน้าเสียที่เผลอพูดเล่นกับภากรจนเป็นิสัย จนลืมไปว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสักนิด มานึกขึ้นได้ก็เมื่อเห็นแสงแดดสะท้อนจากผืนน้ำขึ้นมากระทบใบหน้าของพรบุหลัน จนเห็นวาวน้ำตาเอ่อล้นได้ชัดเจน แต่พรบุหลันก็ยังมีรอยยิ้ม แม้ในขณะเศร้าที่สุดก็ตาม
“ไม่เป็ไร มาเถอะเกด พี่กร จันทร์พร้อมแล้วค่ะ” พรบุหลันยิ้มทั้งน้ำตาพลางเรียกเกศราและภากร
“ทำไมล่ะจันทร์ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ จันทร์สบายใจเมื่อไหร่เราค่อยเริ่มพิธีกัน ใช่มั้ยพี่กร พี่กรก็ไม่รีบไปไหนใช่มั้ย”
“ใช่จันทร์ จันทร์สบายใจเมื่อไหร่ก็ค่อยเริ่ม”
“มาเถอะค่ะ จันทร์สบายใจแล้ว”
ภากรกับเกศรามองหน้ากันก่อนจะมองไปยังพรบุหลันที่ส่งรอยยิ้มมาให้ ยืนยันว่าเธอพร้อมแล้วจริงๆ ทว่าแม้หน้าตาจะมีรอยยิ้ม แต่เสียงสั่นเครือ และน้ำตาที่เอ่อล้นยามมองห่อผ้าขาวซึ่งวางไว้ในพานตรงหน้าก็บ่งบอกอารมณ์โหยหาถึงเ้าของเถ้ากระดูกอยู่ดี
“มาเถอะเกด พี่กร ตอนนี้จันทร์สบายใจที่สุดแล้วค่ะ แม่จะได้รู้ไงว่าจันทร์มีเพื่อนที่แสนดี และมีพี่ชายที่ดีกับจันทร์มากแค่ไหน มาเถอะค่ะ”
เกศราหันมองภากรอย่างจะขอความเห็นว่าควรจะไปตามที่พรบุหลันบอก หรือควรจะให้เวลาเธออีกสักหน่อย ทว่าใบหน้าหล่อคมเข้มตามแบบฉบับหนุ่มไทยแท้ที่สลดลงชั่วครู่ ก่อนจะปรับให้ดูอบอุ่นพึ่งพาได้ตามเดิมนั้นก็ทำให้เกศราชะงัก เมื่อคำพูดของพรบุหลันทำร้ายภากรเข้าแล้ว
‘จันทร์นะจันทร์ ไปยกให้เขาเป็พี่ชาย แล้วถามเขามั้ยว่าอยากเป็หรือเปล่า’ เกศราได้แต่คิด ส่ายหัว แล้วเดินตามภากรไปแต่โดยดี
ห่อผ้าขาวในมือถูกหย่อนลงสู่ลำน้ำ แม้ก้นห่อจะเปียกจนส่งผ่านความชื้นให้กระจายมาจนเกินครึ่ง แต่พรบุหลันกลับอยากจะเปลี่ยนใจแล้วกระชากห่อผ้ากลับขึ้นมากอดเอาไว้ตามเดิม เพราะหากเธอปล่อยมือ นี่จะกลายเป็การจากลาตลอดกาล ทว่าเธอก็ทำไม่ได้ เมื่อสิ่งนี้คือหนทางสิ้นสุด เธอจะเหนี่ยวรั้งแม่ไว้ได้อย่างไร
หญิงสาวค่อยๆ ปล่อยแต่ละนิ้วออกจากผ้า ให้น้ำหนักของน้ำทำให้ห่อผ้าสีขาวค่อยๆ จมลง พร้อมๆ กับที่หยาดน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย กลีบกุหลาบสีแดง กลีบดอกดาวเรืองสีเหลือง และดอกมะลิสีขาวสะอาดตาถูกโปรยตามลงไปเมื่อห่อผ้าขาวค่อยๆ จมลงสู่ใต้ท้องน้ำ ทั้งๆ ที่เธอไม่อยากให้สิ่งนั้นลอดสายตาไปเลย แต่ใครเล่าจะห้ามได้
พรบุหลันมองกลีบดอกไม้ที่กระจุกตัวรวมกันก่อนจะลอยไปมาตามแนวคลื่น ทั้งจากแรงลมและจากแรงสั่นะเืของเรือลำอื่นที่วิ่งสวนมา ดั่งจะบ่งบอกว่าใต้ท้องน้ำนั้นมีสิ่งใดที่ล่วงหน้าไปก่อน และกลีบดอกไม้ที่สลับสีสันสวยงามเรียกความสนใจก็ทำให้พรบุหลันยิ้ม ทั้งที่หยาดน้ำตายังคงฉ่ำชื้น ทว่าน้ำตานี้ไม่ได้มาจากความทุกข์อีกแล้ว แต่มาจากความสุขที่เธออยากสื่อให้แม่รับรู้ และเธอเองก็อยากรู้เช่นกันว่าแม่มีความสุขจริงหรือเปล่า
“แม่ไปสบายแล้วนะจันทร์”
เสี้ยวหน้าซีดเซียวแต่ยังดูสวยงามมีรอยยิ้มบางๆ เกศราจึงโอบกระชับต้นแขนของพรบุหลันไว้แน่น อยากให้เพื่อนรักมีกำลังกายและกำลังใจที่จะสู้ต่อไปให้ได้ เพราะต่อจากนี้ไปพรบุหลันต้องสู้โดยลำพัง หากความเข้มแข็งถ่ายทอดผ่านกันได้ เธอก็อยากให้อ้อมกอดนี้ส่งผ่านไปสู่พรบุหลัน เพราะเพียงสามวันที่ครูรัชนีกรจากไป พรบุหลันคงใจหายไปหมดแล้ว
งานศพที่เ้าภาพไม่ได้มีทรัพย์มาก ทั้งยังไม่รู้จักใครมากเท่าไร ทำให้พรบุหลันตัดสินใจทำตามที่ครูรัชนีกรสั่งเสีย นั่นคือ สวด หนึ่งคืนแล้วเผาได้เลย ทำให้เกศราไม่ได้ไปร่วมงานเลยสักวันเพราะติดงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังดีที่มาทันในวันนี้ เพราะเป็วันที่พรบุหลันไม่มีใครเลย เมื่อเผาศพเรียบร้อยแล้ว แขกที่มาร่วมงานก็ต่างคนต่างไป มีเพียงลูกหลานเท่านั้นที่ต้องจัดการต่อ ทว่าพรบุหลันก็มีครูรัชนีกรเพียงคนเดียวเท่านั้น หมดครูแล้วก็ไม่มีใครอีก ไม่มีใครอยู่เป็เพื่อน ไม่มีใครคอยปลอบประโลม
โชคดีที่ยังมีภากรคอยช่วยเหลือั้แ่ต้นจนจบงานไม่ต่างจากญาติ ไม่อย่างนั้นแล้วเธอก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากพรบุหลันต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด รวมทั้งการลอยอังคารในวันนี้ด้วย เพื่อนที่อ่อนหวานและดูเป็หญิงไปทุกกระเบียดนิ้วคนนี้จะทำได้อย่างไร มีหวังคงได้เจ็บป่วยไปก่อนแน่ เพราะแค่ที่มองเห็นอยู่นี้เพื่อนก็แทบจะหมดเรี่ยวแรง
“จันทร์ต้องเข้มแข็งให้มากนะ”
เกศราบอกด้วยน้ำเสียงห่วงใยพร้อมกระชับอ้อมกอด ถ่ายทอดทางััว่าพรบุหลันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ยังมีเธออยู่อีกคน
“จ้ะ เกดไม่ต้องห่วงหรอกนะ จันทร์น่ะอึดอยู่แล้ว” พรบุหลันบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใสพร้อมใบหน้าอมยิ้ม ก่อนจะทอดสายตามองดอกไม้ที่ค่อยๆ ลอยตามกระแสน้ำไป “แต่ขอจันทร์อยู่ตรงนี้อีกครู่นะ จันทร์อยากส่งแม่”
แม้จะพยายามทำตัวให้เข้มแข็งเพราะเป็ครั้งสุดท้ายแล้วที่เธอจะส่งแม่ไปสู่สถานที่ร่มเย็น เธอไม่อยากให้แม่ต้องทุกข์ร้อนเพราะน้ำตาของเธออีกแล้ว แต่เมื่อพูดก็อดไม่ได้ที่จะเจือไปด้วยแรงสะอื้น
“ได้สิ บอกแล้วไงว่านานเท่าที่จันทร์้า เนอะพี่กร”
พรบุหลันยิ้มให้เกศราและภากรก่อนจะทอดสายตามองไปยังจุดเดิม จุดที่ดอกไม้สีสวยไหลตามสายน้ำไปเป็สาย แต่แล้วบางอย่างก็สะดุดตาจนพรบุหลันต้องหันมองรอบกาย มองกระแสน้ำด้านล่าง มองเรือลำอื่นที่แล่นสวนอยู่ไกลๆ ก่อนจะมองหน้าเกศราและภากรสลับไปมาอย่าง้าคำตอบ
“อะไร! จันทร์เป็อะไร” เกศราถลาเข้ามาหาพร้อมจับมือพรบุหลันแน่น เพราะดวงตาคู่สวยกำลังฉายแววประหลาดใจบางอย่าง
“เกด พี่กร ดูนั่นสิคะ”
และภาพที่ภากรกับเกศราเห็นก็คือกลีบดอกไม้หลากสีคล้ายจะลอยทวนน้ำกลับเข้ามาใกล้ลำเรือ กระจุกตัวรวมกันพร้อมหมุนวนเป็วงกลมชั่วครู่ ดั่งบริเวณนั้นมีน้ำวนดูดกลีบดอกไม้ลงไปใต้น้ำ ทว่าไม่ใช่...เพราะกลีบดอกไม้เ่าั้กลับผุดขึ้นมาบนผิวน้ำก่อนจะกระจายออกจากกัน แล้วลอยตามคลื่นเป็แนวยาวไปดั่งที่ควรจะเป็
#อารัญคนเลว
ติดตามตอนต่อไปนะคะ