หลังจากนอนไปได้หนึ่งชั่วยามอวิ๋นซีก็ตื่นขึ้นมาแล้วนอนต่อไม่ได้ นางจึงนึกถึงเมล็ดผักที่ตนเองซื้อมาก่อนหน้านี้ หลังจากที่สำรวจแปลงผักหลังบ้านมาแล้ว อวิ๋นซีจึงคิดว่านางจะพรวนดินแล้วทำแปลงผักขึ้นมาเพิ่มไม่ว่ายังไงหลังบ้านก็ติดกับลำธารอยู่แล้ว ขยันตักหน่อยก็มีผักให้กินหลากหลายทีเดียว
เมื่อเจอเมล็ดผักที่้าอวิ๋นซีจึงหาจอบที่บิดาวางไว้ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจึงเดินเข้าไปถามมารดาที่นวดเเป้งอยู่ในครัว
“ท่านแม่ ท่านเห็นจอบที่อยู่หลังบ้านหรือไม่?”
“จอบหรือ? น่าจะเป็พ่อเ้าเอาไปพวนดินที่สวนหลังบ้านน่ะ” ฮุ่ยเหนียงมองลูกสาวด้วยสายตารักใคร่
“ท่านพ่อพวนดินจะปลูกอะไรหรือ?”
“ก็เห็นว่าเ้าซื้อเมล็ดผักมามากมายมิใช่หรือ จึงไปพวนดินรอเพื่อปลูกผักพวกนั้นแหล่ะ”
ท่านพ่อของข้าประเสริฐแท้ ! ไม่ต้องเอ่ยปากสักคำก็จัดการให้เรียบร้อยเลย งื้ออออ
“อือ งั้นข้าไปดูท่านพ่อก่อนนะ” อวิ๋นบอกมารดาแล้วเดินไปที่แปลงผักหลังบ้าน
“เสร็จแล้วก็รีบกลับมา แม่จะทำข้าวเย็นไว้รอ”
“เ้าค่ะ…” (^ - ^ *)
อวิ๋นซีเดินไปถึงหลังบ้านก็พบว่าลู่เซียวพวนดินทำแปลงผักจนเสร็จแล้ว กำลังนั่งพักเช็ดเหงื่ออยู่ริมธาร นางเดินเข้าไปหาเขาแล้วนั่งลงข้างๆ
“ท่านพ่อ ท่านทำเสร็จแล้วหรือ?” โอ้โหท่านพ่อทำแปลงผักตั้งสามแปลงเลย พรวนดินดากแดดไว้เรียบร้อย สบายแล้วสิเรา
“เสร็จแล้วล่ะ พอเพาะเมล็ดพักสักอีกหลายวันค่อยย้ายลงมาปลูกในแปลง” ลู่เซียวที่นั่งเช็ดเหงื่อมองบุตรสาวอย่างเอ็นดู ลูกสาวตัวน้อยของเขาอยากจะปลูกผัก เขาจะเป็คนถางหญ้าพรวนดินเอง จะให้นางมาจับจอบถอนหญ้าได้อย่างไรกัน
“ท่านใส่ปุ๋ยหรือไม่?มูลไก่ในเล้าน่ะ ข้าอยากเอามาใส่แปลงผัก”
“มูลไก่?” เห็นเขามีสีหน้าสงสัย อวิ๋นซีก็อยากเอามือกุมขมับ พวกท่านปลูกผักไม่ใส่ปุ๋ยมันงามก็แปลกแล้ว
“…….” อวิ๋นซี
“อวิ๋นซีในหมู่บ้านเราเอาแค่มูลวัวใส่เป็ปุ๋ยในแปลงผัก เ้าบอกว่าเอามูลไก่ใส่แปลงผักหรือ?”
ใช่สิท่านพ่อมูลไก่ มูลนก ก็ใส่เป้นปุ๋ยได้ แม้แต่มูล..คน ก็ใส่ได้นะ แต่ข้าคงกินไม่ลงแล้วล่ะ (¬‿¬)
“ได้สิท่านพ่อ ข้าก็ฟังมาจากในตำบลน่ะ” เริ่มแถเก่งแล้วนะเราเนี่ย
“ได้สิไว้พ่อจะเอามาผสมกับดินในแปลงผักไว้นะ” ลูกสาวข้าพูดอะไรก็ถูกต้องทุกอย่าง จะโต้แย้งไม่ได้ !!
อวิ๋นซีกวาดตามองไปรอบๆบริเวณที่ตนเองนั่งอยู่ แล้วนึกถึงบางอย่างไม่ได้ นางรู้สึกตื่นเต้นจนเก็บงำความคิดนั้นไม่ไม่อยู่
“เอ่อ .. ท่านพ่อ ข้ามีความคิดอยากทำสิ่งๆหนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านว่าจะดีหรือไม่” อวิ๋นซีออดอ้อนผู้เป็บิดา
“เ้า้าทำสิ่งใดหรือ” ลู่เียวถามเมื่อเห็นสายตาออดอ้อนของลูกสาว
“คือว่าแบบนี้ท่านพ่อ..” อวิ๋นซีใช้กิ่งไม้บนพื้นดินขีดเขียนสิ่งที่ตนเอง้าให้บิดาดู พร้อมกับอธิบายประกอบอย่างละเอียด
“เ้าสิ่งนี้เอาไว้ทำอะไรงั้นหรืออวิ๋นซี” เขาถามด้วยความสงสัย
“ไว้ทำเสร็จแล้วก็จะรู้เองเ้าค่ะ อิอิ ” อวิ๋นซีเดินกลับเข้าบ้านพร้อมกับภาพจินตนาการในหัวแล้วหัวเราคิกคักอย่างมีความสุข
โอ้ ต้องชวนลู่เซิงไปขุดดอกไม้ป่ามาปลูกริมรั้วด้วยแล้วสิ
อวิ๋นซีเข้ามาดูมารดาทำอาหารในครัว และเจอลู่เซิงที่ตื่นนานแล้วนั่งเป็ลูกมือมารดาทำหมั่นโถวอยู่ข้างเตา
“น้องชายของข้าเก่งจริงๆทำหมั่นโโถวเป็ด้วย?” อวิ๋นซีทำตาลุกวาวเขยิบเข้าไปนั่งข้างน้องชาย
ลู่เซิงเขินอายเมื่อได้ยินคำชม เขาอมยิ้มแล้วม้วนหนีพี่สาว
“อู้วว หมั่นเขี้ยวจริง” อวิ๋นซียกมือทำท่าทางขยี้อยู่หน้าตนเอง
เมื่อตะวันใกล้จะตกดินความมืดมิดเริ่มมาเยือน ทั้งครอบครัวต่างล้อมวงกันกินข้าวเย็น อาหารมื้อนี้ก็เป็อาหารง่ายๆอีกมื้อ มีหมั่นโถวไส้ผักลูกโต ตุ๋นนกเป็ดที่ยังเหลือ และผัดผักกวางตุ้งในสวน อวิ๋นซีรีบกินแล้วรีบล้างหน้าบ้วนปากเข้านอน เพราะพรุ่งนี้นางจะต้องตื่นแต่เช้ามาทำขนมอีก
ตอนนี้นางอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่ชินกับการนอนเร็วตื่นเช้าจึงนอนพลิกตัวไปมาหลายตลบจนเกือบจะเที่ยงคืนนางจึงง่วงแล้วหลับไปในที่สุด…
เวลาเช้ามืดในยามอิ๋น(03.00-04.59) อวิ๋นซีได้ยินเสียงมาจากในครัว นางจึงขยี้ตาลุกขึ้นไปล้างหน้าให้ตัวเองสดชื่นแล้วเดินเข้าครัวเพื่อทำขนมพร้อมมารดา
หลังจากช่วยกันทำมาเกือบสองชั่วยามจนใกล้ยามเหม่า(05.00) ลู่เซิงตื่นแล้วเข้ามาในครัวช่วยห่อขนมลงตระกร้า ครึ่งชั่วยามทุกอย่างก็เรียบร้อบ อวิ๋นซีและลู่เซิงจึงบอกกับมารดาและเดินทางเข้าไปในตำบลเพื่อขายขนม ครั้งนี้พวกเขาทำมามากหน่อยเพราะกลัวว่าหากมีคนซื้ออีกไม่กี่ครั้งอาจจะสามารถแกะสูตรขนมและทำมาขายแข่งได้ อวิ๋นซีคิดว่าจะทำมาขายอีกสักสามสี่ครั้งแล้วจะเปลี่ยนไปขายอย่างอื่นแทน
อื้อออ เหนื่อยชะมัด ต้องตื่นเช้ามาทำขนม แล้วยังต้องเดินมาขายอีกตั้งหลายสิบกิโล ออกจะเหนื่อยไปหน่อยนะ แต่ช่วยไม่ได้ ต้องหาทุนสะก่อน ถึงจะทำอย่างอื่นได้นี่
ทั้งสองคนใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยาม(สองชั่วโมง) จึงเดินมาถึงตลาดเวลานี้ผู้คนเริ่มพลุกพล่านอีกครั้ง อวิ๋นซีและลู่เซิงแบกขนมมาคนละตระกร้า อวิ๋นซีแบกตระกร้าขนมที่ต้องนำมาส่งห้าสิบไม้ ส่วนลู่เซิงแบกส่วนที่จะเอามาขายหนึ่งร้อยไม้
สองพี่น้องเดินมาถึงจุดเดิมที่เคยมานั่งขาย ข้างเป็ร้านขายผักเ้าเดิมที่เคยเจอกันเมื่อวาน อวิ๋นและลู่เซิงเริ่มตั้งแฝงและขายขนม จากชื่อเสียงอันดีที่ชาวบ้านบอกต่อกันเมื่อวาน วันนี้ต่างมีชาวบ้านหลายคนอยากมาลองชิมบ้างต่างคนต่างหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
“ข้าเอาหนึ่งไม้ ”
“ข้าด้วยหนึ่งไม้”
“ของข้าสองไม้”
“ข้าเอาห้าไม้”
ทั้งสองคนเริ่มยุ่งมือเป็ระวิง เพราะคนที่มามีมากเกินไป อีกทั้งเพิ่งเริ่มขายจึงยังไม่ชำนาญ แต่ก็ยังแบ่งหน้าที่กันเป็อย่างดีและพยายามทำให้ทันผู้ที่มาซื้อขนม เพียงพริบตาขนมหนึ่งร้อยไม้ที่แบ่งมาขายก็หมดลง ลู่เซิงมองพี่สาวด้วยความตื่นเต้น
ทั้งสองคนเหนื่อยหอบ หลังจากยุ่งมาตลอด่เช้าและส่งขนมให้ผู้สั่งจองเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นซีได้เงินรางวัลมาก้อนหนึ่งซึ่งเป็เงินห้าสิบเหรียญที่คุณชายผู้นั้นให้นางเพิ่ม
ในที่สุดนางก็มีเงินเก็บก้อนแรกสะที ! แม้จะไม่มากแต่ก็เป็ทุนให้ทำอย่างอื่นต่อได้
อวิ๋นซีพาน้องชายไปซื้อแป้งเพิ่ม และนางแวะร้านเนื้อหมู
“ท่านพี่ เราจะได้กินเนื้อกันหรือ ช่างดีเหลือเกิน ” (@ ^ - ^)
อวิ๋นซีมองน้องชายด้วยความรู้สึกหลากหลาย ครั้งแรกที่นางเจอเขา เขาไปเก็บผักป่าบนเขาเนื้อตัวมอมแมม รูปร่างผอมกะหร่อง ข้างหลังแบกตระกร้าใบใหญ่ที่ใส่ผักป่ามาจนเต็ม
เด็กตัวเล็กๆอายุเก้าขวบแค่นี้เอง …. ในโลกของนางเด็กอายุแค่นี้พ่อแม่ยังประคบประหงมอย่างดีอยู่เลย
“ใช่แล้ว ลู่เซิงเ้าอยากกินอะไรบอกพี่สาวมา วันนี้พี่สาวมีเงินจะซื้อให้เ้า” อวิ๋นซีใช้มือตบถุงเงินที่อยู่ข้างอก
“ข้าอยากกินเนื้อผัด ” ลู่เซิงบอกเมนูพลางน้ำลายไหลเมื่อคิดว่าจะได้กินเนื้อ
“ได้” อวิ๋นซียิ้มแล้วสั่งเนื้อหมูห้าชั่ง ไส้หมูอีกสามชั่งแล้วยังมีไส้หมูที่พ่อค้าแถมให้อีกสองชั่ง
ทั้งสองซื้อของอีกเล็กน้อยที่ร้านขายของทั่วไป เสร็จแล้วจึงเดินทางกลับบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ความเหน็ดเหนื่อยใน่สองสามวันที่ผ่านมานี้ อวิ๋นซีคิดว่ามันมากจนบางทีนางก็อาจจะรับไม่ไหว แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของคนในบ้านอวิ๋นซีคิดว่ามันคุ้มค่า….
คนในตลาดหลังจากจับจ่ายซื้อของกันเสร็จจึงพากันแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง เมื่อเห็นว่ามีคนถือห่อขนมสีสันสดใสจึงอดถามขึ้นไม่ได้
“สะใภ้หลิว ท่านได้ขนมอะไรมากลิ่นหอมดูน่ากินเชียว” หญิงครองเรือนวัยกลางคนถามสะใภ้หลิวที่เดินชิมขนมที่ซื้อมาอย่างเอร็ดอร่อย
สะใภ้หลิวหันมองนางที่เดินหอบห่อผักที่พึ่งซื้อมา
“อร่อย อร่อยมากเลยล่ะ ข้าซื้สามไม้ยังลดให้ตั้งสองเหรียญแน่ะนี่ยังคิดว่าซื้อมาน้อยไปหน่อย”
หญิงวัยกลางคนมองสะใภ้หลิวที่กินขนมจนหมดด้วยใบหน้าอิจฉา เวลาไม่เช้าแล้วนางก็เริ่มหิว
“พรุ่งนี้พวกเขาจะยังมาขายอีกหรือไม่?”
“ข้าไม่ได้ถามน่ะ คนเยอะเกินไป เ้าก็ลองไปถามดูสิ” สะใภ้หลิวกำลังรีบ นางอยากกลับบ้านเร็วๆนำขนมไปให้คนที่บ้านได้ชิมบ้าง
หญิงครองเรือนวัยกลางคนเดินวนในตลาดเพื่อหาร้านขายขนมบัวลอยเสียบไม้ แต่หาไม่เจอ เจอเพียงแผงขายผักจึงเข้าไปถาม
“พี่สะใภ้ท่านนี่ ท่านเห็นแผงขายขนมบัวลอยเสียบไม้หรือไม่?”
“ขายหมดแล้วจึงเก็บของกลับไปแล้วนะสิ” เฮ้อออ พวกเด็กสองคนนั่นมานั่งแค่แปปเดียวก็ขายได้จนหมด นางนั่งมาั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างยังขายได้ไม่ถึงครึ่งแผงเลย เฮ้อออ ขายยากเสียจริง
“พรุ่งนี้พวกเขาจะมาอีกหรือไม่?” หญิงวัยกลางคนถามแม้ค้าขายผักต่อ
“ได้ยินว่าถ้าอากาศดีก็จะมาอีกนะ” แม่ค้าขายผักเริ่มมีสีหน้ารำคาญแล้ว หญิงวัยกลางคนเห็นดังนั้นจึงซื้อผักนาง1กำ แล้วค่อยถามต่อ
“เอ่อ แล้วพวกเขาไม่ใช่คนแถวนี้หรือ? ”
“ไม่ใช่หรอก ข้าได้ยินว่า มาจากหมู่บ้านชนบท ชื่ออะไรนะ อ้อ ตระกูลลู่ บัวลอยเสียบไม้ตระกูลลู่น่ะ”
“ตระกูลลู่หรือ?” หรือว่าจะเป็ตระกูลลู่ที่นางรู้จัก