ตงจื่อกินอาหารเที่ยงหมดอย่างรวดเร็วปานสายลมเขาขี่จักรยานของสวีหว่านหนิงไปหาเพื่อนของตน
บ้านของเพื่อนอยู่ไม่ไกลจากบ้านของตงจื่อมากนักขี่จักรยานไม่กี่นาทีก็ถึง
หลังทั้งคู่เข้ามาในบ้านของตงจื่อเพื่อนของตงจื่อก็ไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา เขายกเครื่องมือออกมาทันที
“นี่คืออุปกรณ์ที่ผมสร้างขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช้ที่ถูกนำมาทิ้งครับหน้าตาภายนอกอาจจะไม่น่ามอง แต่การใช้งานไม่มีปัญหา ลองตรวจสอบดูก่อนได้ครับ”
สวีหว่านหนิงยื่นมือไปหาตงจื่อ“เอาโหลแก้วมาให้ฉัน”
ตอนผลิตโหลแก้วสวีหว่านหนิงผลิตฝาของมันด้วยเช่นกัน ฝาทำมาจากอะลูมิเนียมตำบลเหอตงมีโรงงานผลิตอะลูมิเนียมอยู่แห่งหนึ่ง ราคาของมันจึงไม่แพงมาก
สวีหว่านหนิงใส่น้ำลงไปในโหลแก้วมากกว่าครึ่งแล้วใช้เครื่องมือปิดฝาแบบสุญญากาศปิดฝาให้สนิท
เธอเขย่าโหลแก้วอย่างแรงแต่ไม่มีน้ำหยดออกมาเลยสักหยด
การตรวจสอบถือว่าผ่านมาตรฐาน
“ถ้าฉันหาวัสดุที่ใกล้เคียงกันได้คุณจะช่วยประดิษฐ์เพิ่มให้ได้หรือเปล่าคะ”
“ได้สิแต่วัสดุที่ต้องใช้หาไม่ได้ง่ายๆ วัสดุที่ใช้ทำเครื่องมือนี้ ผมต้องรวบรวมจากหลายแห่งเดินทางไปหาจากหลายที่กว่าจะครบถ้วน”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ค่ะฉันจะแก้ไขปัญหาเรื่องวัสดุให้เอง”สวีหว่านหนิงหยิบเงินห้าสิบหยวนออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้กับเพื่อนของตงจื่อ
นี่คือราคาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ตอนแรก
มันคือเงินค่าวัสดุรวมกับค่าแรงห้าสิบหยวนถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว
สวีหว่านหนิงอยากลองผลิตลูกท้อในโหลแก้วทันทีด้วยเหตุนี้จึงบอกให้ตงจื่อช่วยหาทางเอาเครื่องมือนี้ไปส่งที่หมู่บ้านต้าเจียง
“บ้านผมมีรถเข็นผมให้ยืมได้”
“ดีค่ะถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณกับตงจื่อช่วยเอามันไปส่งให้ด้วยฉันจะให้ค่าแรงกับพวกคุณอีกคนละสองหยวน”
“พี่สะใภ้ส่วนของผมไม่ต้องแล้วละครับ ผมยินดีช่วยงานพี่”
พี่สะใภ้ช่วยเขาเยอะขนาดนี้แล้วเขาจะรับเงินอีกได้อย่างไร
สวีหว่านหนิงไม่ฝืนใจเธอยื่นเงินสองหยวนให้กับเพื่อนของตงจื่อ “ตงจื่อรู้ที่อยู่ค่ะ”
“ผมจะเอาไปส่งให้คุณก่อนฟ้ามืด”
ตงจื่อทำงานไว้ใจได้สวีหว่านหนิงไม่มีอะไรต้องห่วง หลังจากมอบหมายเรื่องเครื่องมือให้พวกเขาสองคนแล้วเธอก็เดินทางไปยังที่ทำการไปรษณีย์
เธอยังไม่ได้มารับพัสดุประจำเดือนนี้
เดือนนี้ที่บ้านส่งของมาให้ไม่เยอะพัสดุกล่องไม่ใหญ่ สวีหว่านหนิงยกมันไปไว้ที่เบาะหลังของจักรยานได้สบายๆ
เธอซื้อแสตมป์มาหนึ่งใบก่อนจะส่งจดหมายที่เขียนเตรียมไว้ตั้งแต่เช้ากลับไปที่บ้าน
หลินอันไม่เคยเจอกับคนตระกูลสวีมาก่อนสวีหว่านหนิงห่วงว่าพอเขาไปที่บ้านสวีแล้วจะไม่มีใครรู้จักเขา และไม่ยอมพบหน้าเขาเธอจึงเขียนจดหมายแจ้งข่าวกับทางบ้านก่อน
แน่นอนว่าเนื้อหาในจดหมายเธอพยายามเขียนชื่นชมหลินอันสุดพลัง
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะครองคู่กับหลินอันไปตลอดชีวิตจึงต้องทำให้คนที่บ้านจดจำภาพลักษณ์ที่ดีของเขา
ครอบครัวสุขสันต์สามัคคีคือชีวิตในอุดมคติของเธอ
หลังสะสางธุระเหล่านี้เสร็จสวีหว่านหนิงก็กลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียง
ไต้เหว่ยเอาลูกท้อกลับมาแล้ว
“พี่สะใภ้ผมตามหาลูกท้อจากหลายหมู่บ้าน นี่คือทั้งหมดที่ผมหามาได้ครับ บางบ้านยังมีสาลี่แช่แข็งอีกด้วยแต่ผมไม่รู้ว่าพี่อยากได้หรือเปล่าก็เลยไม่ได้ขอแลกมา”
มุมหนึ่งของกำแพงบ้านมีตะกร้าสามใบวางเรียงกันในนั้นเต็มไปด้วยลูกท้อแช่แข็ง ดูแล้วน่าจะหนักถึงห้าสิบกิโลกรัม
มันมากพอที่เธอจะเอามาทดลองทำการผลิตแล้ว
“เอาเท่านี้ก่อนไม่พอค่อยไปขอแลกสาลี่แช่แข็งมาเพิ่ม”
สาลี่แช่แข็งอร่อยมากแต่ถ้านำมาทำเป็นอาหารกระป๋องรสชาติจะสู้ลูกท้อไม่ได้
ตามหลักแล้ว หากใช้ลูกท้อสดรสชาติจะดีที่สุดแต่ปัญหาคือด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็น ฤดูการเก็บเกี่ยวยังมาไม่ถึงเธอจะไปหาผลไม้สดมาจากไหน
เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ลูกท้อแช่แข็งไปก่อน
มณฑลเฮยอากาศหนาวเหน็บแค่เอาลูกท้อสดไปฝังเอาไว้ใต้หิมะก็จะเก็บรักษาเอาไว้ได้ตลอดช่วงฤดูหนาวโดยที่มันไม่เน่าเสีย
แม้รสชาติจะไม่ใกล้เคียงกับลูกท้อสดสักเท่าไรแต่ถ้านำมาแปรรูปเป็นอาหารกระป๋องแล้วละก็ รสชาติจะไม่ต่างกันมาก
ความจริงวิธีการผลิตอาหารกระป๋องนั้นเรียบง่ายมากแค่ปอกเปลือกแล้วหั่นเนื้อลูกท้อใส่ลงไปในหม้อ จากนั้นค่อยเติมน้ำเย็นและใส่น้ำตาลปริมาณพอเหมาะลงไปต้มจนเดือดก็พอ
สวีหว่านหนิงสั่งให้ไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนช่วยปอกเปลือกลูกท้อเธอกับแม่หลินช่วยกันหั่นลูกท้อเป็นชิ้นๆ ทั้งสี่คนร่วมด้วยช่วยกันไม่ทันไรก็ปอกเปลือกและหั่นลูกท้อได้เป็นกระบุง
“อาหนิงเอามันไปลองทำดูก่อนไหม ถ้าครั้งแรกไม่สำเร็จจะได้ไม่เสียของเยอะเกินไป”
“ได้ค่ะฉันจะหยิบส่วนหนึ่งไปลองทำดูก่อน”
สวีหว่านหนิงทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดแม้จะเป็นการลงมือทำครั้งแรกแต่คนเป็นเชฟระดับสูงอย่างเธอสามารถทำมันได้อย่างคล่องแคล่ว
แม่หลินกับพวกผู้ใหญ่รวมสามคนและพวกเด็กๆ อีกสี่คนได้แต่มองตาปริบๆ
ในที่สุดก็ต้มลูกท้อเสร็จแล้วสวีหว่านหนิงใส่มันลงไปในโหลแก้วแล้วปิดฝาให้สนิท ในที่สุดก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
“ลูกท้อพอใส่ในโหลแก้วแล้วสวยจริงๆ”
โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีแสงแดดสาดส่องเข้ามาตกกระทบกับตัวแก้วจนเป็นประกายช่างดึงดูดสายตาเหลือเกิน
“มันจะต้องอร่อยมากแน่ๆ”
สวีหว่านหนิงมองเด็กสี่คนที่กำลังจ้องลูกท้อไม่วางตาเธอยิ้มพลางกล่าวว่า “ต้องทิ้งไว้สักสองถึงสามชั่วโมงก่อน แล้วถึงจะถือว่ามันประสบความสำเร็จ เมื่อถึงเวลาแล้วจะให้พวกหนูลองชิมดู”
สวีหว่านหนิงทำลูกท้อในโหลแก้วเอาไว้ทั้งหมดสี่ใบสองใบมีไว้ให้คนที่บ้านชิม ส่วนอีกสองใบที่เหลือเธอตั้งใจจะเอาไปที่เทศบาลชุมชนหัวหน้าเฉินกับผู้อำนวยการซุนของโรงงานชุนฮวาจะได้ลองชิมรสชาติด้วย
ถ้าพวกเขาคิดว่าอาหารกระป๋องของเธอพอใช้ได้ต่อไปโรงงานสาขาย่อยก็จะทำการผลิตอาหารกระป๋อง
ในห้องรับแขกมีนาฬิกาเก่าๆหนึ่งเรือนแขวนอยู่ เด็กสี่คนผลัดกันไปดูนาฬิกา
เมื่อครบกำหนดสองชั่วโมงเยาเม่ยก็พูดทันทีว่า “แม่จ๋า ถึงเวลาแล้วจ้ะ รีบเปิดโหลแก้วให้พวกหนูชิมหน่อยสิจ๊ะ”
สวีหว่านหนิงเปิดโหลแก้วทั้งสองโหลของผู้ใหญ่หนึ่งโหล ของเด็กน้อยอีกหนึ่งโหล
ทุกคนไม่แย่งกันแต่ผลัดกันตักชิม
ไม่ทันไรลูกท้อสองโหลก็หมดเกลี้ยง
ไม่เหลือแม้แต่น้ำเชื่อม
“รสชาติเป็นยังไงบ้าง”
“นอกจากเย็นฟันไปหน่อยอย่างอื่นไม่มีปัญหา อร่อยมากจริงๆ”
“แม่จ๋าหนูอยากกินอีก” เยาเม่ยจ้องลูกท้ออีกสองโหลที่เหลือจนน้ำลายแทบไหล
“อาหารประเภทนี้เย็นเกินไปกินมากๆ จะท้องเสีย วันนี้กินเท่านี้ก่อน ไว้พรุ่งนี้แม่ค่อยทำให้พวกหนูใหม่ถึงตอนนั้นคงไม่ต้องใส่ในโหลอีกแล้ว”
ที่จริงหลังตักออกมาจากหม้อแล้วทิ้งให้เย็นก็กินได้เลยแต่สวีหว่านหนิงจำเป็นต้องทำการทดลองอย่างเต็มรูปแบบ จึงต้องบรรจุลูกท้อลงในโหลแก้ว
มันถึงจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารกระป๋องอย่างสมบูรณ์แบบ
“พี่สะใภ้พี่ตั้งใจจะให้โรงงานอาหารผลิตอาหารกระป๋องเหรอคะ”
“ใช่อาหารที่โรงงานอาหารชุนหัวผลิตออกมามากพอที่จะกินกันได้หลายเมืองดังนั้นโรงงานสาขาของพวกเราควรทำอาหารที่ต่างออกไป”
“อาหารกระป๋องของพวกเราทำจากแก้วอีกทั้งยังใส่น้ำตาลลงไประหว่างการผลิต ต้นทุนไม่ใช่น้อยๆ ราคาขายจะแพงแค่ไหนคะถ้าเกิดทุกคนคิดว่ามันราคาแพงแล้วขายไม่ได้จะทำยังไงคะ”
ความกังวลของหลินเฉวียนใช่ว่าจะไร้เหตุผล
แต่สวีหว่านหนิงกลับยิ้มอย่างมั่นใจแล้วพูดว่า“รอดูแล้วกัน ลูกท้อในโหลแก้วของพวกเราออกวางตลาดเมื่อไรจะต้องมีคนกลุ่มใหญ่แย่งกันซื้อจนขาดตลาดแน่นอน”