ตอนที่สิบสาม
ลบล้างอักขระ
หลังจากที่หมกมุ่นกับการฝึกฝนมานานหลายสิบวันตอนนี้อยู่ใน่เวลาปลายเดือนหกใกล้จะเข้าสู่ต้นเดือนเจ็ด ตอนนี้หลิงเฉินได้ใช้ยาเม็ดิญญาไปทั้งหมดแล้วเขากินมันเป็เวลายี่สิบวันติด
เด็กหนุ่มที่กำลังนั่งตั้งจิตอยู่ภายในโรงเลี้ยงม้าเก่าๆที่แสนจะทรุดโทรม พลังิญญามหาศาลแผ่ซ่านออกมาทั่วทั้งร่างกายก่อนที่ไม่กี่ชั่วหายใจต่อมาเปลือกตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่จะค่อยๆยกขึ้นอย่างช้าๆ
“ สำเร็จแล้ว… ” หลิงเฉินกล่าวกับตนเองด้วยเสียงแ่เบา
ในที่สุดเขาก็ทำมันสำเร็จจนได้เขาสามารถขัดเกลาพลังิญญาขึ้นไปถึงระดับที่เรียกว่าสามารถวาดอักขระระดับสีฟ้าได้แล้ว ลมหายใจของหลิงเฉินถี่ระรัวอย่างไม่เป็จังหวะเขากำลังเหน็ดเหนื่อยกับการฝึกฝน ไม่แปลกหรอกการที่พัฒนาพลังิญญาขึ้นได้รวดเร็วเช่นนี้จำเป็ต้องใช้พลังงานเป็อย่างมาก
แต่ตอนนี้หลิงเฉินกำลังดีใจเขาในที่สุดเขาก็ทำมันจนสำเร็จ เขาจะได้นำอักขระทาสที่น่ารำคาญนี่ออกจากร่างกายของเขาเสียที มันน่ารำคาญสำหรับเขายิ่งนัก
“ เอาละเริ่มเลยดีกว่า ” หลิงเฉินไม่รีรอเขาตั้งใจจะเริ่มลบอักขระทาสที่อยู่บนร่างกายของเขาออกไปทันที
เด็กหนุ่มที่นั่งเปิดเสื้อท่อนบนออกมาเผยให้เห็นรอยอักขระที่ถูกสลักอยู่บนหน้าอกด้านขวาของเขา การจะลบล้างอักขระทาสจำเป็ต้องเขียนสิ่งที่เรียกว่าอักขระมนุษย์
โดยผู้ที่ถูกสลักอักขระทาสลงบนร่างกายพวกเขาจะถูกทำเป็ดั่งมิใช่มนุษย์ เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขมันก็แค่ต้องสลับอักขระมนุษย์ลงบนร่างกายเพื่อลบล้างอักขระทาสก็เพียงเท่านั้น มันเป็วิธีที่สุดแสนจะง่ายดาย
แต่จริงๆแล้วการที่จะสลักอักขระมนุษย์นั้นมันต้องมีพลังิญญาระดับที่สามารถวาดอักขระระดับสีฟ้าได้
หลิงเฉินยกนิ้วของตนเองขึ้นมาก่อนจะใช้นิ้วชี้วาดเส้นพลังิญญาขีดเขียนเป็คนสั้นกว่ามนุษย์ อักขระสีฟ้าที่ถูกเขียนว่ามนุษย์มันเปล่งประกายสีฟ้าอ่อนก่อนที่จะพุ่งตรงเข้ามาใส่ร่างของหลิงเฉินทับลงบนอักขระทาสที่อยู่บนหน้าอกด้านขวา
อักขระสีฟ้าเปล่งประกายเมื่อทับลงบนสัญลักษณ์อักขระบนร่างกายมันก็ลบล้างลอยอักขระนั้นให้หายไปจนหมดภายในไม่กี่ลมหายใจ
“ เรียบร้อย!!! ”
เขาสามารถลบล้างอักขระทาสที่อยู่ร่างกายได้สำเร็จ ตอนนี้หลิงเฉินเป็อิสระแล้ว่เวลาที่รอคอยมานาน
ในเมื่อเขาสามารถลบล้างอักขระทาสได้สำเร็จ เขาก็ไม่จำเป็ต้องอยู่ที่วังแห่งนี้อีกแล้ว ตอนนี้เงินที่ได้มาจากการประลองใต้ดินในครั้งนั้นก็ยังหลงเหลืออยู่มากน่าจะพอให้ไปตั้งตัวด้านนอกได้
การที่เขาทนอยู่ที่นี่ทั้งที่มีเงินพอจะตั้งตัวได้ก็เพราะอักขระทาสที่ติดตัวอยู่นี่หรอกไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ทนอยู่
ตอนนี้เขาเป็อิสระแล้วหลิงเฉินเริ่มครุ่นคิดถึงเส้นทางชีวิตต่อไปของเขาว่าตนเองควรจะทำเช่นไรดี เด็กหนุ่มนั่งขมวดคิ้วหมกมุ่นในความคิดภายใต้แสงจากเปลวเพลิงเล็กๆที่เกิดจากพลังอักขระของเขา
“ ข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี่อีกสักหน่อยเพื่อที่จะไปรวบรวมพลังของข้าคืนมา ” หลิงเฉินกล่าวกับตนเองท่ามกลางความเงียบ
เขาถูก์บัดซบทำให้มาเกิดในร่างของเด็กหนุ่มที่เป็ทาสไร้ค่าเช่นนี้ แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับอักขระของเขาจะคงอยู่ในความทรงจำแต่มีอีกหลายสิ่งที่ไม่ได้ติดตัวเขามาแล้วก็ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยว่าตอนนี้พวกมันนั้นอยู่ไหน
การที่หลิงเฉินกลายเป็จักรพรรดิอักขระและขึ้นเป็ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของใต้หล้าได้เขามิได้มีเพียงแค่วิชาอักขระเท่านั้น หลิงเฉินมีสัตว์อสูรในพันธสัญญาถึงห้าตัวและมีอาวุธคู่กายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็ พู่กันกลืน์ อาภรณ์เมฆา กระบี่จันทรา ทั้งหมดล้วนเป็ของชั้นยอด
ตอนนี้เขากลับมาเกิดใหม่ในของร่างเด็กหนุ่มผู้นี้จึงจำเป็ต้องรวบรวมพวกมันใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง
หลังจากที่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นานตอนนี้หลิงเฉินได้ข้อสรุปแล้วเขาจะออกไปจากวังหลวงแห่งนี้แต่มันมิใช่คืนนี้ เพราะว่ามีเื่ที่เขาต้องทำเสียก่อน
เด็กหนุ่มยกเสื้อของตนเองที่ขาดรุ่ยของตนขึ้นมาสวมใส่ปกคลุมหลังจากที่ลบล้างอักขระทาสเสร็จแล้ว
อาภรณ์ที่เขาสวมใส่อยู่นี่ชำรุดทรุดโทรมเสียจนมันไม่สามารถปกป้องเขาจากความหนาวได้แล้ว รอเขาออกจากวังก่อนเถอะเขาจะซื้อเสื้อผ้าดีๆใส่
หลิงเฉินเริ่มกลับมาสนใจสิ่งที่ตนเอง้าจะทำต่อจากนี้ ในตอนนี้ภายในสมองของเขากำลังคิดถึงเื่การฝึกทักษะยุทธ เขาจำเป็ต้องมีตำราทักษะยุทธดีๆสักสองสามเล่ม เมื่อคิดได้เช่นนั้นมุมปากของหลิงเฉินก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างเ้าเล่ห์ ตอนนี้เขาอยู่ที่ใดกันเล่าที่นี่คือที่ที่มีสมบัติล้ำค่าที่สุดในแผ่นดินแคว้นิแห่งนี้รวมตัวกันอยู่เลยนะ
ตอนนี้เขาก็นึกได้ถึงหอตำราของวังหลวงที่มีตำราดีๆรวบรวมอยู่มากมาย หลิงเฉินไม่รอช้าก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วมุ่งตรงออกไปอย่างไม่รีรอ
เขามุ่งหน้าตรงไปที่หอตำราของวังหลวงด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ภายในวังหลวงคืนค่ำเช่นนี้เต็มไปด้วยทหารยามทำงานกันอย่างขะมักเขม้น แต่หลิงเฉินก็สามารถเดินผ่านทหารพวกนั้นไปได้ราวกับเดินเล่นด้วยอักขระอำพรางกายของเขา สุดท้ายแล้วภายในวังหลวงแห่งนี้ก็เป็เหมือนกับสวนหลังบ้านของเขาเท่านั้นเองหรือ
ไม่นานนักหลิงเฉินก็สามารถเดินทางไปถึงหอตำราของวังหลวงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
จบบท