ทันทีที่เข้ามาถึงปราสาทของท่านลอร์ดที่ปกครองป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่า เออิจิมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าปราสาทอันใหญ่โตโอ่อ่า สีหน้าของเขาเคร่งขรึมอย่างถึงที่สุด เพราะกลิ่นคาวเืและเค้าลางแห่งความตายลอยตลบอบอวลอยู่ในปราสาทของเ้าเมือง
"สถานที่แห่งนี้เหตุใดถึงได้มีกลิ่นคาวเืคละคลุ้งรุนแรงเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ข้ายืนอยู่ด้านนอกปราสาทยังััไม่ได้ถึงกลิ่นคาวเืพวกนี้เลยแท้ๆ"
เออิจิก้าวถอยหลังออกไปจนมาถึงชายขอบด้านนอกของปราสาท เขาพบว่ากลิ่นคาวเืที่เคยััได้ก่อนหน้านี้มันได้อันตรธานหายไปแล้ว
เออิจิยื่นมือซ้ายออกไปข้างหน้า วงแหวนเวทย์เก้าวงเปล่งแสงสีม่วงออกมา เออิจิหลับตาลงแล้วโคจรเคล็ดวิชาเทพหยินหยางฟ้าดินในจุดตันเถียนของเขา จากนั้นก็ส่งพลังเข้าไปที่หัวใจมานา ทำให้พลังเวทย์ที่เคยมีกลิ่นอายเบาบางเริ่มแผ่ขยายความน่าเกรงขามออกมา
เมื่อทำได้ถึงจุดหนึ่งเออิจิก็หยุดการกระทำของเขาลง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน
"ดูท่านี่คงเป็ค่ายกลเวทมนตร์ที่จอมเวทย์ผู้แข็งแกร่งร่ายเอาไว้อย่างแน่นอน แถมค่ายกลเวทมนตร์นี้ยังเป็ค่ายกลเวทมนตร์สังเวยโลหิตอีกด้วย รูปแบบของมันคล้ายคลึงกันกับค่ายกลสังเวยโลหิตของลัทธิมาร์เมื่อ่ชีวิตที่หนึ่งของข้ามากเลยทีเดียว เื่นี้ปล่อยไว้นานไม่ดีแน่ มีหวังทั่วทั้งเมืองแห่งนี้คงถูกค่ายกลเวทมนตร์นี้สังเวยโดยไม่ทันตั้งตัวอย่างแน่นอน"
"หรือว่าตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา การที่แดนปราณ์แห่งนี้ไม่หลงเหลือผู้ฝึกฝนลมปราณอยู่เลยแม้แต่คนเดียว จะเกี่ยวข้องกับลัทธิมาร์ แท้ที่จริงแล้วหลายปีที่ผ่านมานี้มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่"
แววตาของเออิจิสับสนอย่างถึงที่สุด ตอนนี้ในหัวของเขามีเื่ราวมากมายที่เขาไม่อาจทำความเข้าใจได้ เขามาถึงแดนปราณ์แห่งนี้ได้เพียงเดือนกว่าๆเท่านั้น ก็ค้นพบว่าดินแดนแห่งนี้ได้แตกต่างไปจากอดีตที่เขาเคยอาศัยอยู่อย่างมากมายเลยทีเดียว
อย่างแรกที่เขาพบเห็นก็คือ พลังงาน์ที่ไหลเวียนอยู่ในแดนปราณ์นั้นเบาบางลงจากเมื่อก่อนเป็อย่างมาก และอย่างที่สองก็คือโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดฝึกฝนพลังลมปราณอยู่อีกแล้ว แม้แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่เขาเคยอ่านใน่หนึ่งแสนปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยปรากฏผู้ฝึกฝนพลังลมปราณอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
และอย่างที่สามซึ่งเป็สิ่งสุดท้าย แดนปราณ์แห่งนี้มีระบบการฝึกฝนอยู่แค่สองระบบใหญ่ นั่นก็คือผู้ใช้ออร่าและผู้ใช้เวทมนตร์ สองระบบการฝึกฝนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยผู้ใช้ออร่าจะเน้นหนักไปที่พละกำลังร่างกายเป็หลัก เป็การฝึกฝนที่ทำให้ร่างกายของตนเองแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันก็จำเป็ต้องมีการเข่นฆ่า เพื่อขัดเกลาจิติญญาและลับคมออร่าในแต่ละขั้น ซึ่งจะขัดกับผู้ใช้เวทมนตร์อย่างเห็นได้ชัด โดยผู้ใช้เวทมนตร์จำเป็ต้องสั่งสมความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ โดยการทำการวิจัยและค้นคว้าบันทึกหรือตำราต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงเื่ราวและความเร้นลับมากมายในโลก
เพราะฉะนั้นยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ โอกาสที่คนผู้นั้นจะสำเร็จเป็จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
เออิจิพยายามข่มอารมณ์ที่แปรปรวนและสงบจิตใจของตนเองลง เขาเคลื่อนที่ออกไปจากตรงนั้นในทันที จากนั้นก็ลอบเข้าไปด้านในของปราสาท
มีทหารยามหลายคนในปราสาทมองเห็นแสงสีม่วงลึกลับออกมาจากด้านนอกของปราสาท ในตอนนี้ทหารยามทั้งหลายตื่นตัวเป็อย่างมาก พวกเขาเร่งตรวจสอบกันอย่างขยันขันแข็ง คบเพลิงถูกจุดขึ้นอย่างสว่างไสว มีทหารยามหลายคนเคลื่อนไหวกันเป็กลุ่ม แบ่งแยกออกเป็ซ้ายและขวา พวกเขาออกไปตรวจสอบนอกปราสาททุกตารางนิ้ว
ด้านในปราสาทของเ้าเมืองมีแจกันลายครามและสิ่งประดับฟุ่มเฟือยอยู่มากมาย ้าห้องโถงใหญ่มีแชนเดอเลียร์สีทองห้อยระย้าอยู่อย่างสวยงาม
เออิจิเหลือบมองพวกมันเพียงแว๊บเดียวเขาก็ละสายตาจากไป และในตอนที่ปราสาทกำลังวุ่นวายนี้ เคล็ดวิชาเร้นกายซ่อนเมฆาก็ได้สำแดงความอัศจรรย์ของมันออกมาอย่างเต็มที่
กลิ่นอายของเออิจิถูกลบหายไปราวกับไร้ตัวตน ร่างของเขากระพริบไหวราวกับภูตผี ไปโผล่ตรงนั้นที ไปโผล่ตรงนี้ที เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับภูตผีจนไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของเขาได้ เออิจิเดินสำรวจทั่วทั้งชั้นที่หนึ่งแต่ก็ยังไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติใดๆเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นเขาก็เดินขึ้นไปสำรวจชั้นที่สองและสาม ซึ่งทั้งสองชั้นที่เหลือก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเช่นเดียวกัน
ชั้นที่หนึ่งสองและสาม ไม่มีร่างเงาของคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ห้องทุกห้องล้วนแล้วแต่ว่างเปล่า แม้แต่สาวใช้เขาก็ยังไม่เห็นเลยสักคน
"สถานการณ์แปลกประหลาดมาก เป็ไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ ถึงแม้ในแต่ละห้องจะไม่มีร่างเงาของใครอยู่เลย แต่ก็ยังพบร่องรอยของคนที่เคยอาศัยอยู่ในนั้น" เออิจิขมวดคิ้วเข้าหากัน "ถ้าอย่างนั้นก็เป็ไปได้ว่า ใน่กลางวันพวกเขาอาศัยอยู่้า เช่นนั้นแล้วใน่กลางคืนพวกเขาจะไปอาศัยอยู่ที่ไหนได้อีก"
"อีกทั้งกลิ่นคาวเือย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็มีความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องทำบางสิ่งบางอย่างอยู่ใต้ปราสาทหลังนี้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องหาในตอนนี้ คือทางลับที่จะสามารถลงไปด้านล่างของปราสาทแห่งนี้ได้"
เออิจิเดินวนทั่วทั้งปราสาท แต่เขาก็ยังไม่พบเจอกับทางลับนั้นเลย
"ไม่มีทางที่ทางลับจะถูกสร้างไว้ที่ด้านนอกอย่างแน่นอน การที่ข้าหาทางลับนั้นไม่พบ ก็เพราะว่ามีผู้ที่จงใจซ่อนมันเอาไว้โดยไม่อยากให้ใครเห็น" เออิจิหยิบเอาก้อนกลมๆสีทองออกมาจากหน้าอกของเขาก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ยกมันขึ้นมาวางไว้ใกล้ๆกับดวงตาของเขา เออิจิมองผ่านวัตถุทรงกลมก้อนนั้นออกไป ทำให้ภาพเบื้องหน้าที่เขาเห็นแตกต่างจากเดิมเป็อย่างมาก
กลิ่นคาวโลหิตที่เคยไร้รูปร่าง ตอนนี้ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดภายใต้ดวงตาของเออิจิ ซึ่งวัตถุทรงกลมก้อนนั้นก็คือเนตรที่สามของพยัคฆ์ทองสามเนตรนั้นเอง ความสามารถอย่างแรกที่ทุกคนรู้กันดีเกี่ยวกับเนตรที่สามของพยัคฆ์ทองสามเนตร คือมันสามารถมองหาสมบัติล้ำค่าได้ แต่อีกความสามารถหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือมันสามารถมองเห็นความจริงในภาพลวงตาได้นั่นเอง
เออิจิมองตามกลิ่นคาวเืนั้นไป เขาพบว่าจุดที่มันแพร่กระจายออกมาก็คือพื้นที่ใต้บันไดของชั้นที่หนึ่ง เออิจิเดินเข้าไปใกล้พื้นที่ตรงนั้นเขามองเห็นว่ามันมีประตูลับอยู่จริงๆ แต่เมื่อเอาเนตรที่สามของพยัคฆ์ทองสามเนตรออกจากดวงตาของเขา เขาก็พบว่าทางลับที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ได้อันตรธานหายไปแล้ว
"สามารถใช้เวทมนตร์อำพรางได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ผู้ใช้ต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน" เออิจิเดินตรงไปที่กำแพงใต้บันไดชั้นที่หนึ่ง จากนั้นร่างของเขาก็หายวับเข้าไปในกำแพง
เมื่อเข้ามาด้านใน เออิจิเห็นบันไดวนที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มัันสามารถนำพาเขาลงไปยังเบื้องล่างได้ เขาเดินตามบันไดวนนั้นลงไปโดยใช้เคล็ดวิชาเร้นกายซ่อนเมฆาปกปิดกลิ่นอายของตนเองเอาไว้
ลึกลงไปใต้ปราสาทประมาณสามเมตร เออิจิมองเห็นทางแยกเส้นหนึ่ง เขาจึงเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัย ด้านในทางแยกนั้นมืดสนิท แต่ทางเดินก็ยังถูกจัดวางด้วยอิฐอย่างเป็ระเบียบ ทางเดินนั้นราบเรียบไร้สิ่งกีดขวาง และทั้งสองฝั่งที่อยู่ด้านข้างจะมีซี่กรงขนาดใหญ่ปรากฏเรียงรายกันอยู่หลายห้อง เมื่อพิจารณาดูให้ดีก็จะสังเกตเห็นได้ว่า ที่แห่งนี้ก็คือคุกขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใช้ขังบางสิ่งบางอย่าง
เออิจิมองลอดผ่านซี่กรงห้องหนึ่งเข้าไป เขาพบเห็นหญิงชราที่กำลังจ้องมองเพดานด้วยความสิ้นหวัง ด้านข้างของนางยังมีเด็กน้อยวัยกำหนัดอยู่อีกสองคน ซึ่งเด็กทั้งสองผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาของพวกเขาเลื่อนลอยไร้ชีวิตชีวา เด็กทั้งสองกอดแขนของหญิงชราเอาไว้แน่น แต่แววตาของพวกเขาไม่มีความหวังใดๆหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความสิ้นหวังและหวาดกลัวที่แฝงชัดอยู่ในแววตาของพวกเขา
เออิจิมองไปยังห้องขังแห่งอื่น ซึ่งทุกห้องก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็ชายแก่ คนอ้วน คนผอม หญิงสาวผู้มีหน้าตางดงาม หรือบุรุษผู้มีหน้าตาหล่อเหลา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีแววตาเหมือนปลาตาย มันหม่นหมองไร้ชีวิตชีวา ไม่มีแสงแห่งความหวังใดๆหลงเหลืออยู่ในแววตาของพวกเขาเลย ทั้งหมดทอดกายสิ้นสภาพอยู่กับพื้น ราวกับนอนรอความตายอย่างไรอย่างนั้น
เออิจิมองภาพเ่าั้ด้วยความรู้สึกสงบนิ่ง อารมณ์ของเขาไม่สั่นไหวหรือแปรปรวนเลยแม้แต่น้อย ภาพและเหตุการณ์เช่นนี้ใน่ชีวิตที่หนึ่งของเขา เขาได้พบเห็นมันมามากมายนับไม่ถ้วน นี่เป็เพียงแค่ภาพของยอดเขาน้ำแข็งที่เขาเคยได้พบเจอมาเท่านั้น
เออิจิเดินกลับมาทางเดิม จากนั้นก็มุ่งหน้าเดินลึกลงไปยังชั้นต่อไป ซึ่งในชั้นใต้ดินของปราสาทชั้นที่สองก็มีห้องขังหลายห้องเรียงรายอยู่เช่นเดิม เออิจิไม่ได้สนใจผู้คนที่ถูกขังเ่าั้ เขาเดินมุ่งหน้าลึกลงไปยังชั้นที่สาม ซึ่งในชั้นนี้ก็ยังคงเหมือนกับชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง ที่มีห้องขังถูกตั้งเรียงรายอยู่เป็จำนวนมาก
เออิจิเดินลึกลงไปยังชั้นที่สี่ซึ่งเป็ชั้นถัดไป และทันทีที่เขาเหยียบเข้ามาถึงชั้นนี้สิ่งแรกที่เขามองเห็นก็คือ ทางเดินถูกจุดคบเพลิงไว้อย่างสว่างไสว ชั้นนี้ไม่มีห้องขังอยู่เลยแม้แต่ห้องเดียว ทั้งหมดเป็ห้องทึบที่มีประตูไม้ขนาดใหญ่ถูกติดตั้งเอาไว้ ลึกเข้าไปด้านในสุดมีห้องห้องหนึ่งที่ประตูปิดไม่สนิท และด้านในก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังออกมา
เพี๊ยะ!
"หยุดขัดขืนได้แล้วนัังสาระเลวตััวดี ข้าเป็ถึงท่านลอร์ดที่ปกครองป้อมปราการแห่งนี้นะ การขัดขืนข้าถือเป็การฏ เ้ารู้หรือไม่"
ไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องและเสียงสะอึกสะอื้นดังออกมาจากห้องห้องนั้น
"ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดอย่าทำอะไรข้าเลย ข้าเป็หญิงที่มีสามีแล้ว ข้าขออ้อนวอนท่าน...ได้โปรดส่งข้ากลับบ้านด้วยเถิด..."
เพี๊ยะ!
"เป็แค่สามัญชนชั้นต่ำ ก็กล้าวิงวอนขอร้องความเมตตาจากข้าเหรอ พวกเ้าเป็เพียงแค่หนอนแมลงที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิที่รุ่งโรจน์ของพวกข้าเท่านั้น พวกเ้าคือสิ่งของที่พวกข้าอยากจะทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นดิ้นรนขัดขืนไปก็เปล่าประโยชน์"
"กรี๊ดดดดดดด!"
เพี๊ยะ!
"หุบปากเดี๋ยวนี้นังแพศยา วันนี้ถึงอย่างไรเ้าก็หนีข้าไม่พ้นหรอก ข้าจะยัดเยียดความเป็สามีให้กับเ้าเอง ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งและเสียงกรีดร้องอันเศร้าสลดดังลอดออกมาจากห้องห้องนั้น เออิจิเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องห้องนั้น เขามองผ่านช่องแคบของประตูที่ถูกปิดไม่สนิทเข้าไปยังด้านใน เออิจิเห็นบุรุษที่มีร่างกายอ้วนท้วมคนหนึ่งกำลังตบตีหญิงสาวที่มีร่างกายบอบบางด้วยความสนุกสนาน
บุรุษที่มีร่างกายอ้วนท้วมคนนั้นยิ่งทุบตีมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมีความสุขและหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ขณะเดียวกันเขาก็คืบคลานขึ้นไปยังร่างของหญิงสาว แล้วสอดของลับของเขาเข้าไปในร่างของนาง หญิงสาวนางนั้นกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง นางดิ้นทุรนทุรายพยายามขัดขืน แต่ทุกครั้งก็จะถูกบุรุษที่มีร่างกายอ้วนท้วมทุบตีจนแทบสลบ
เออิจิยืนมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นะเื และในจังหวะที่เขากำลังจะถอนสายตากลับมา หางตาของเขาเหลือบมองไปเห็นร่างร่างหนึ่งที่นอนจมกองเือยู่กับพื้น ร่างนั้นมีาแฟกช้ำถูกทุบตีไปทั่วทั้งร่างกาย เืที่กองอยู่กับร่างของนางคือเืที่แห้งกรังจนจับตัวกันเป็สีดำ ดูท่าร่างนั้นจะตายมาหลายวันแล้ว
เออิจิจ้องมองร่างของหญิงสาวนางนั้นด้วยความตกตะลึง หนังศีรษะของเขาชาหนึบ เขายืนตัวแข็งขยับขาไม่ออกเลยแม้แต่ก้าวเดียว ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเพ่งพินิจไปยังร่างของหญิงสาวนางนั้นอย่างละเอียด
ถึงแม้ร่างของหญิงสาวนางนั้นจะถูกทุบตีจนแทบจะจำหน้าไม่ได้ แต่ในความทรงจำของเ้าของร่าง เขายังคงจำสัดส่วนและรูปร่างหน้าตาของน้องสาวของเขาได้เป็อย่างดี
หน้าอกของเออิจิราวกับถูกกระบี่นับหมื่นเสียบแทงทะลุหัวใจ มันเ็ปจนเขาไม่อาจจะบรรยายออกมาได้ เขาใช้มือซ้ายผลักประตูไม้ขนาดใหญ่บานนั้นออกอย่างไร้เรี่ยวแรง
แอ๊ดด~~
เมื่อประตูถูกเปิดออกเออิจิก็เดินไปยังร่างร่างนั้นราวกับคนที่ิญญาหลุดออกจากร่าง ขาทั้งสองข้างของเขาอ่อนแรงอย่างถึงที่สุด ร่างกายของเขาเย็นไปทั่วทุกสัดส่วนราวกับโลหิตหยุดไหลไปชั่วขณะ
บุรุษที่มีร่างกายอ้วนท้วมตกตะลึงในทันที เมื่อจู่ๆก็มีใครไม่รู้โผล่เข้ามาในห้องของเขาโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดร่างของตนเองเอาไว้ จากนั้นก็ะโถามออกมาว่า
"เ้าคนชั้นต่ำนี่เป็ใครกัน เหตุใดถึงได้กล้าบุกรุกเข้ามาในห้องลับของข้าโดยพละการ" บุรุษที่มีร่างกายอ้วนท้วมร้อนรนและเริ่มอยู่ไม่สุข เขาจึงะโอย่างสุดเสียงขึ้นมาว่า "ทหาร..มีผู้บุกรุกเข้ามาในห้องของข้า รีบมาอารักขาข้าโดยเร็ว! ทหาร..."
เออิจิไม่ได้สนใจกับอากับกริยาและคำพูดของชายคนนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาเดินไปยังร่างของหญิงสาวที่นอนเปลือยกายจมกองเือยู่บนพื้น จู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเขา
เออิจิคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้าศพของหญิงสาวที่นอนเปลือยกายจมกองเือยู่กับพื้น ขณะเดียวกันริมฝีปากของเขาก็พึมพำบางสิ่งบางอย่างออกมา
"ข้ามาช้าไป! ข้ามาช้าไป! ข้ามาช้าเกินไป!" น้ำเสียงของเขาสั่นเครืออย่างไม่สามารถควบคุมได้ "สัญญาที่ข้าเตาเทียนเคยให้ไว้ในอดีต ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ทำมันจนบรรลุผล ไม่เคยผิดสัญญากับใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ครั้งนี้ข้าไม่สามารถรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ในอดีตเอาไว้ได้ ข้าขอโทษ! ข้าขอโทษจริงๆ! ขอโทษที่ไม่อาจรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเ้าได้ ขอโทษที่ไม่อาจรักษาความหวังสุดท้ายของเ้าเอาไว้ได้"
"เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าจะทำได้ในตอนนี้ คือฆ่าพวกมันทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ให้หมด" ดวงตาของเออิจิแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ สีหน้าของเขาน่ากลัวราวกับเทพอสูรร้ายที่กำลังพิโรธ
"วันนี้ข้าจะใช้โลหิตของไอ้ชาติชั่วนี่มาเซ่นสังเวยดวงิญญาของนาง ให้ดวงิญญาของนางได้ไปสู่สุคติ และข้าจะนำพาทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมันลงขุมนรกไปพร้อมกับมันทั้งหมด"
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง บุรุษที่มีร่างกายอ้วนท้วมราวกับถูกมือขนาดใหญ่บีบคอของเขาเอาไว้จนหายใจไม่ออก ออร่าสีชาดทมิฬแผ่กระจายออกมาจากร่างของเออิจิ
คลืน!
ใต้ดินของปราสาทเกิดแผ่นดินไหวสั่นะเืขึ้นมาอย่างรุนแรง