9
เสียงร้องของสัตว์เล็กดังเอื้อนแ่เบาตามมุมมืด เหยาเยี่ยชิงลืมตาขึ้นด้วยอาการมึนงงชั่วครู่ เมื่อเขาดันตัวขึ้นก็รู้สึกถึงไออุ่นบางอย่างที่กดทับอยู่ข้างลำตัว
หันไปก็พบกับใบหน้าเล็กของมู่เยว่ชินกำลังหลับสนิท มือทั้งสองของคนข้างกายยังยึดชายผ้าบางส่วนติดมืออย่างถือดี รอยด้านปลายนิ้วส่องกระทบกับแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้า
ตลอดหลายวันเด็กคนนี้คงพยายามอย่างหนักทีเดียว มืออดไม่ได้ที่จะเคลื่อนไปลูบผมดำขลับ กลิ่นหอมดอกไม้กระจายออกมาเบาบาง เขาปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างช้า ๆ เมื่อเห็นว่าสายมากแล้วจึงเอ่ยปาก
“เยว่ชินตื่นเถิด”
“อื้อ” เสียงตอบรับเจือไปด้วยความง่วงงุน
เหยาเยี่ยชิงส่ายหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าผ่านไปนานร่างเล็กไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นก็เอ่ยหลอกล่อ “ที่มือข้ามีของฝากหากไม่ลุกขึ้นมาดู..”
พูดไม่จบประโยคปีศาจน้อยก็เด้งออกมาจากตัวเขาอย่างรวดเร็วและมองไปยังในอุ้งมือเรียว
ในนั้นเป็ยาที่นำมาเมื่อคืน เมื่อรู้ว่าถูกหลอกมู่เยว่ชินก็ทำหน้ายู่ลงทันที
เหยาเยี่ยชิงอดหัวเราะไม่ได้ เขาไม่ได้โกหก ยาขวดนี้ตั้งใจเอามาฝากจริง ๆ “ข้าดูแผลเ้าหน่อย ยังเจ็บหรือไม่”
“..เจ็บ” ว่าพลางก็ขยับตัวเข้ามาให้ดูได้สะดวกขึ้น
“หืม?” เหยาเยี่ยชิงไม่คิดแบบนั้น เมื่อก่อนทายาให้าแนับว่าใหญ่และลึกกว่ายังไม่เคยบ่นว่าเจ็บสักครึ่งคำ แต่ก็ไม่เปิดโปงคำว่าเจ็บของเด็กตรงหน้า
“อดทนหน่อยข้าทำไม่นาน”
ทำแผลเสร็จก็พลิกมามองผลงานตน กลิ่นเืมู่ของเยว่ชินยังคงไม่จางหายอบอวลอยู่ในห้อง เป็กลิ่นที่ชวนหลงใหลอย่างแปลกประหลาด
เหยาเยี่ยชิงเก็บเศษผ้าบางส่วนลงในถุงเสื้อ เมื่อจัดแจงเสร็จก็ไม่ได้มุ่งกลับสำนักแต่ไปทิศทางตรงข้ามแทน
หากความคิดของเขาเป็ความจริงเืของมู่เยว่ชินคงทำให้ปีศาจหลงใหล แต่น่าแปลกที่มีคนจะจงใจใส่เืของเขาลงในถุงหอมเป็การกระทำที่ย้อนแย้ง หากปีศาจหลงใหลในกลิ่นนี้จริงแสดงว่ามีเหตุที่จะต้องทำเช่นนั้น
เื่นี้เขาให้ส่งมอบให้กับลี่หลินจัดการต่อแล้ว แต่ก็อยากหาข้อมูลเพิ่มเติม
เหยาเยี่ยชิงเดินทางมายังหุบเขาที่ห่างออกไปจากเมือง เขาทิ้งผ้าลงบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่งและยืนดูอยู่ในที่ห่างออกไป
ไม่นานก็มีสัตว์ตัวหนึ่งกระโจนมายังผ้าผืนนั้นและหายไปอย่างรวดเร็ว เขาตามคว้าตัวไว้ เป็ปีศาจกระต่ายตัวหนึ่งเมื่อเห็นไอเซียนของร่างเ้าสำนักของเหลวสีใสก็ไหลร่วงเป็สายน้ำ
เหยาเยี่ยชิงไม่คิดว่ากระต่ายตรงหน้าจะกลัวจนฉี่ราดออกมา
“ขะ ข้าขอโทษ ทำเ้ากลัวแล้ว” จากที่จับหูของมันอยู่ก็รีบปล่อยลงทันที
“ข้าอยากถามเ้าว่าเหตุใดถึงมาเอาผ้าผืนนี้ไป” กระต่ายสีขาวทั้งตัวในปากมันยังคาบผ้าไว้แน่น
“มะ มันกลิ่นหอมหวาน นะ น่ากินยิ่ง..”
“น่ากิน?” ใบหน้าของเหยาเยี่ยชิงเริ่มคลุ้งไปด้วยโทสะ เมื่อกระต่ายขาวเห็นเช่นนั้นมันรีบเอาผ้าวางคืนที่พื้นและวิ่งออกไปสุดแรงเกิด
เขามองไปยังเศษผ้าที่มีรอยเืเกาะอยู่ด้วยสีหน้าลุ่มลึก
ไม่นานก็ถึงวันคัดเลือกรอบสุดท้าย ผู้คนต่างมารอชมบริเวณรอบนอกหุบเขาอย่างหนาแน่น หลังจากที่มู่เยว่ชินหาทางออกมาจากค่ายกลเป็คนแรกทำให้ผู้คนต่างจดจำชื่อเขาได้ เมื่อปรากฏตัวขึ้นเลยมีเสียงชื่นชมไม่น้อย
การทดสอบต่อไปจะเป็การทดสอบโดยเ้าสำนักฝู ดังนั้นจึงเป็ที่น่าจับตามองของผู้คนทั้งหลาย รวมไปถึงสำนักบำเพ็ญเพียรน้อยใหญ่
ตอนนี้เหยาเยี่ยชิงมาอยู่ที่ตีนเขา ตรงหน้ามีผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบสองเพียงสามสิบเอ็ดคนเท่านั้น ผู้ที่อยู่แถวหน้าสุดเป็มู่เยว่ชิน
เหยาเยี่ยชิงเหลือบมองดูร่างเล็กรอบหนึ่งเมื่อสายตาสบกัน เ้าปีศาจตัวน้อยก็ยิ้มปากกว้างเป็ภาพที่น่าเอ็นดูนัก
เขาตั้งค่ายกลลวงตาไว้ก่อนหน้า ผู้ที่อยู่ในค่ายกลแห่งนี้บางคนรับรู้ได้แล้ว แต่บางคนยังไม่รู้สึกตัว ผู้คนภายนอกกว่าจะรับรู้ได้ระฆังเริ่มการคัดเลือกก็ตีไปกว่าสามครั้งแล้ว
แต่สิ่งที่ผู้คนต่างไม่ทราบคือการทดสอบของเขาทดสอบทั้งศิษย์สายนอกและสายในร่วมด้วย มีเพียงแค่ผู้าุโลี่และบรรดาศิษย์สายตรงเท่านั้นที่ทราบ
ค่ายกลลวงตาอำพรางทั้งหุบเขาถือว่าใช้พลังมากแต่จัดว่าคุ้มค่าต่อการตัดสิน
แต่เพียงไม่นานก็มีสัญญาณที่ดังแปลกประหลาด เป็เจียวเจี้ยและเจียวซินสองพี่น้องพุ่งตรงมาในสภาพาเ็หนัก
“เรียนเ้าสำนักฝู สัตว์ปีศาจในผนึกของสำนักหลุดออกมาจากการควบคุมเ้าค่ะ”
“ตอนนี้มันกำลังมุ่งลงไปยังตีน..” เหยาเยี่ยชิงคลายค่ายกลที่กำลังเริ่มการคัดเลือกออกและใช้กระบี่เหาะไปยังตีนเขาทันที ศิษย์ในสำนักต่างตกตะลึงชุลมุน
แต่มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าในหอตำรามีร่างของเ้าสำนักฝูอีกคนนั่งอยู่เช่นกัน เขาอยู่ในมุมหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ความจริงแล้วเขาไม่ได้ลงไปยังตีนเขาั้แ่แรก ทั้งหมดเป็ค่ายกลลวงตาทั้งสิ้นแม้แต่ศิษย์สายนอกและสายในยังไม่รู้ความจริงข้อนี้ เกือบทุกคนต่างรีบลงไปยังตีนเขาเพื่อป้องกันผู้คนที่มาดูการคัดเลือก
ลี่หลินนั่งชมอยู่ข้างร่างของเ้าสำนักฝูเช่นกัน ค่ายกลนี้จัดเป็ค่ายกลชั้นยอดและยังสามารถปกคลุมทั้งหุบเขา นางมองไปยังแผ่นหลังของเหยาเยี่ยชิงอีกครั้ง แม้าเ็ถึงเพียงนั้นยังสามารถสร้างค่ายกลได้โดยไร้ที่ตินับสมคำร่ำลือ
เมื่อคืนก่อนเ้าสำนักฝูมาพูดคุยกับนางว่า้าลบกฎเดิม ซึ่งกฎข้อนั้นคือการไม่รับปีศาจเข้าสำนัก การเปลี่ยนกฎของสำนักเสียงหรูสามารถทำได้ แต่การลบทำลายเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งต้องแลกกับการโบยหนึ่งพันรอบเพื่อให้แน่ใจว่าคิดถี่ถ้วนดีแล้วดังนั้นเ้าสำนักคนก่อนหาก้าเปลี่ยนกฎและไม่ขัดต่อกฎเดิมจะใช้วิธีเพิ่มเข้าไปแทน
เ้าสำนักฝูเป็คนแรกที่ดึงดันเปลี่ยนกฎจึงต้องแลกกับการโบยหนึ่งพันครั้งด้วยแส้ของสำนัก
แผ่นหลังนั้นนางยังจำได้ติดตา แส้ของสำนักเสียงหรูออกแรงมากน้อยก็จะตวัดแรงเช่นเดิมดังนั้นถึงแม้นางจะยั้งมือเพียงใดแผ่นหลังยังเป็แผลขนาดใหญ่อยู่ดี
ศิษย์ส่วนใหญ่วิ่งกรูออกไป เหยาเยี่ยชิงมองไปยังศิษย์ที่เหลือมีคนที่ไม่กล้าออกไปสู้อยู่สองคน และอีกหนึ่งคนเหมือนจะรู้สึกตัวแล้ว ยังดีที่มีคนเหลือถึงจะคนเดียวก็ตาม
เคล็ดวิชาของเ้าสำนักฝูเก่งกาจในการสร้างค่ายกลลวงตาและการชำระล้างพลังด้านมืด ดังนั้นแล้วผู้ที่เหมาะแก่การเข้ามาเป็ศิษย์สายตรงของเขาจำเป็ต้องมีความสามารถพวกนี้ ศิษย์ที่มาคัดเลือกต่างไม่มีผู้ใดรู้ว่าเบื้องหน้าจะเป็ค่ายกลสองชั้นดังนั้นแล้วต่างตื่นใกันใหญ่
เมื่อได้สติมีเพียงแค่สิบเจ็ดคนเท่านั้นที่รีบตามลงเขาไปช่วยเหลือหนึ่งในนั้นมีมู่เยว่ชินด้วยเช่นกัน
พวกเขาต่างต่อสู้กับภาพลวงตาของเ้าสำนักฝู กว่าชั่วยามไม่นานปีศาจทั้งหมดก็สลายไป
“??”
“!!”
“??”
เหล่าศิษย์ที่เหนื่อยหอบกับการต่อสู้ตั้งสติอีกครั้งร่างของเ้าสำนักฝูก็มาหยุดยืนตรงหน้าเขาแล้ว ด้านหลังมีผู้าุโลี่และบรรดาศิษย์สายตรงประกบอยู่
สภาพหลังต่อสู้ของพวกเขาคือมอมแมมเนื้อตัวมีรอยช้ำ บางคนเริ่มรู้ตัวั้แ่ตอนสู้แต่บางคนกว่าจะรู้ตัวก็เห็นเ้าสำนักเสียแล้ว
“พวกเ้านับว่ามีจิตใจที่สูงส่ง ความสามารถอยู่ในระดับที่ดีแต่ขาดเพียงความรอบคอบ เป็ความผิดของข้าที่ละเลย ต่อไปจะใส่ใจพวกเ้าให้มากหน่อย”
ศิษย์ที่ไม่ได้ออกมาร่วมสู้มีเพียงแค่สองคน ทำให้รู้ว่าศิษย์สำนักแห่งนี้นับว่าเป็ผู้อุทิศตนต่อผู้อื่น
ผลรายชื่อออกมาแล้ว การคัดเลือกศิษย์สายตรงของเหยาเยี่ยชิงก็เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน
สายตาเขามองไปยังมู่เยว่ชิน เด็กคนนี้เก่งกาจอย่างมากมองค่ายกลออกได้พักหนึ่งแล้วเลยตั้งใจสู้น้อยลงได้แต่หลบไปหลบมา
“ศิษย์สายนอกลำดับที่หนึ่งเฉินอวี้…ลำดับที่สอง…” เพียงไม่นานก็เริ่มการประกาศชื่อ
“ลำดับที่สิบหกเหมยฮวา จบการประกาศผู้เข้ารอบเป็ศิษย์สายนอก”
รายชื่อทั้งสิบหกคนคือผู้ที่เข้าร่วมต่อสู้ในศึกลวงตา ทุกคนเข้ารอบทั้งหมดมีเพียงชื่อของมู่เยว่ชินไม่ถูกประกาศออกมา
เหยาเยี่ยชิงเหลือบไปมองใบหน้าปีศาจน้อยที่เริ่มมืดครึ้มลงก็ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
“ประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกศิษย์สายตรงเ้าสำนักฝูลำดับที่หนึ่งโจวหนิงฮวา”
“ลำดับที่สองมู่เยว่ชิน จบการประกาศรายชื่อศิษย์สายตรงเ้าสำนักฝู”
“!!!!!?!?”
“!!”
“!!!?”
ไม่มีผู้ใดคิดว่าเ้าสำนักฝูจะทำการคัดเลือกศิษย์สายตรง เมื่อเริ่มประกาศทุกคนต่างอ้าปากค้างแต่เมื่อได้ยินชื่อของมู่เยว่ชินสีหน้าใเพิ่มขึ้นเป็สามเท่า ทุกคนต่างจ้องมองไปยังทั้งสองเป็ตาเดียว
ไม่มีผู้ใดเคยคัดเลือกเข้ามาแล้วได้รับเข้าเป็ศิษย์สายตรงมาก่อน ขนาดโจวหนิงฮวายังเป็ศิษย์สายในอยู่สามปีเชียว!
เมื่อได้สติทั้งสองต่างรีบทำความเคารพอาจารย์ตน
“หนิงฮวาคารวะซือจุน”
“เยว่ชินคารวะซือจุน”
ทั้งสองคนนับว่าเป็ผู้มีความสามารถ โจวหนิงฮวานั้นสามารถมองค่ายกลของเขาได้อย่างปรุโปร่งส่วนมู่เยว่ชินนั้นเป็เลิศทางการประเมินและการต่อสู้นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง
แต่ตอนนี้เขาแทบจะคุมสติไม่ไหว หลังจากที่ใช้พลังไปมากความเ็ปก็เริ่มรุนแรงขึ้น
“อีกสิบวันพวกเ้าค่อยขึ้นมาสำนัก กลับบ้านไปทำธุระให้เรียบร้อยเสีย” โดยปกติแล้วสำนักน้อยใหญ่จะให้เวลาล่ำลาคนทางบ้านเพียงแค่สองถึงสามวัน แต่สภาพของเขาตอนนี้ยังไม่สามารถดูแลศิษย์ได้อย่างทั่วถึงนัก จำเป็ต้องเลื่อนออกไปเสียหน่อย
เมื่อกล่าวจบเหยาเยี่ยชิงก็รีบเดินทางกลับเรือนทันที ยาที่ลี่หลินให้ไว้จำเป็ต้องกินเป็เวลาไม่เช่นนั้นอาการปวดจะรุนแรงขึ้น
เมื่อปิดประตูลงเขาก็ลงไปกองที่พื้นทันที มือหนึ่งหยิบยาขึ้นมาทาน เมื่อเห็นว่าไปยังจุดหมายไม่ไหวตนเลยโคจรลมปราณตรงหน้าประตูเสียเลย รู้สึกว่าความเ็ปลดลงก็มืดค่ำเสียแล้ว
“!!!” เปิดตาขึ้นก็พึ่งรู้สึกตัวว่าเ้าตัวน้อยเข้ามาในห้องเสียแล้ว
“ไม่สบายหรือ”
“เหตุใดจึงไม่ลงเขาไปอีก”
“สำหรับข้าที่นี่เป็บ้าน” ใบหน้าของเหยาเยี่ยชิงอ่อนลงทันที
“อย่างน้อยเ้าควรเคาะประตู”
“ข้าเคาะอยู่ครึ่งชั่วยามแล้วคิดว่าแปลกเลยเข้ามาดู ข้ากลัวซือจุนเป็อะไร”
เขาไม่มีเหตุผลดุเด็กคนนี้อีก ทั้งหมดนั้นล้วนเป็การใส่ใจตนทั้งสิ้น
“ซือจุนท่านไม่สบายหรือ” คำที่เปลี่ยนไปทำให้เหยาเยี่ยชิงรู้สึกแปลกอยู่บ้างแต่นับเป็ความรู้สึกที่ไม่เลวนัก
“มีแผลไม่มาก เ้าเหนื่อยทั้งวันไปพักผ่อนเสียเถิด”
“เหตุใดจึงเป็แผล เป็ใครที่ทำให้ท่านเป็แผลกัน”
“เป็ใครไม่สำคัญ สำคัญเพียงมันเป็เื่ราวที่ผ่านไปล้วนมิอาจแก้ไขได้ หากเ้ารับรู้จะมีเพียงความกังวลเท่านั้น”
คิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากันถูกเหยาเยี่ยชิงใช้ปลายนิ้วจิ้มระหว่างกลาง มู่เยว่ชินคลายสีหน้ากลัดกลุ้มลงเล็กน้อย “เช่นนั้น ข้าเปลี่ยนยาให้ซือจุน”
ไม่พูดเปล่าร่างเล็กยังช่วยพยุงเหยาเยี่ยชิงขึ้น เมื่อเห็นว่าอย่างไรเสียก็ไม่สมควรนั่งคุยกันหน้าประตูจึงลุกอย่างว่าง่าย สภาพแผลนั้นจัดว่าใหญ่โตอยู่มากเขาเลยไม่อยากให้เด็กตรงหน้าเห็นเสียเท่าไหร่
“ออกไปก่อน เสร็จแล้วข้าจะไปหาเ้า”
“ข้าอายุสิบสี่ย่างเข้าสิบห้าแล้วข้าทำได้!” เ้าเด็กคนนี้หัดขึ้นเสียงเป็แล้ว?
เหยาเยี่ยชิงคิดเอ่ยอีกประโยคแต่แล้วความรู้สึกอ่อนแรงก็โจมตีอย่างหนัก เขาส่ายหน้าไปมาแต่ก็ไม่สามารถสู้รบกับความง่วงงุนได้ แสงสว่างค่อย ๆ ดับมืดพร้อมร่างที่เต็มไปด้วยาแทิ้งตัวลง