[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 8 บทที่ 228 พี่ไม่อยากให้พ่อแม่เห็นพี่ฆ่าคนในทีวี (1)

        หรือว่าเมื่อกี้ฉันออกหมัดหนักมือไปหน่อย?

        ไม่น่าใช่มั้ง ก็แค่พลังเท่าขี้เล็บเองนะ

        ยังไม่ได้ใช้ดาวฤกษ์แผดเผาเลย นับประสาอะไรกับอานุภาพแห่งเทพวาฬจำแลง

        ลู่เซิ่งพูดไม่ออก

        มองไปที่หวังซินที่สลบเหมือด ก็ได้แต่ส่ายหัว

        ช่างเถอะ อย่างน้อยก็แสดงเจตนาไปแล้ว ส่วนที่ยอมให้ก็ยอมให้ไปแล้ว

        เขาอยากจะซ่อนฝีมือเอง กั๊กไว้เอง พอแพ้ก็โทษใครไม่ได้

        เพราะยังไงซะผลลัพธ์มันก็ไม่เปลี่ยนอยู่ดี

        คิดได้ดังนั้น ลู่เซิ่งก็หันไปมองกรรมการที่ยืนอึ้งอยู่ข้างๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ประกาศผลเถอะ”

        “เป็นไปไม่ได้?!”

        บนอัฒจันทร์ ครูฝึกจากโรงศิลปะการต่อสู้ไห่หลงลุกขึ้นพรวดพราดจากที่นั่ง

        สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

        หวังซินที่โรงศิลปะการต่อสู้ไห่หลงฝากความหวังไว้สูง หมายมั่นปั้นมือว่าจะส่งลงแข่งเพื่อต่อกรกับดาวคู่มหายุทธ์และต้นกล้าศักดิ์สิทธิ์ กลับแพ้ซะแล้ว?!

        จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะรับไม่ได้ซะทีเดียว

        ในวงการศิลปะการต่อสู้ ย่อมมีคนที่เก่งกว่าเสมอ ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าตัวเองจะเก่งที่สุด

        ประเด็นคือ...

        หวังซินยังไม่ทันได้ป้องกันหมัดของลู่เซิ่งเลยด้วยซ้ำ ก็แพ้แล้ว

        แถมยังแพ้ทั้งๆ ที่ใช้พละกำลังทั้งหมด ใช้เคล็ดลับวิชาที่ปรมาจารย์ระดับมหาปรมาจารย์ระดับแปดของโรงศิลปะการต่อสู้ไห่หลงสร้างมาให้โดยเฉพาะอีกต่างหาก...แต่เขาโดนต่อยร่วงในหมัดเดียว

        มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

        “ลู่เซิ่งจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดต้องแข็งแกร่งขนาดไหน ถึงทำได้ขนาดนี้?”

        ครูฝึกจากโรงศิลปะการต่อสู้ไห่หลงสีหน้าเลื่อนลอย พึมพำเบาๆ “แล้วสองประโยคสุดท้ายที่เขาพูด...นั่นมันประชดหรือเปล่า?”

        ...

        ไม่ต้องพูดถึงกรรมการเลย พวกนักสู้ที่ยืนดูอยู่รอบๆ ก็ตกตะลึงกันเป็นแถบ

        ครึ่งวันกว่าจะตั้งสติได้

        พวกเขาคิดไว้แล้วว่าลู่เซิ่งจะชนะหวังซินได้

        แต่ไม่คิดว่าลู่เซิ่งจะต่อยหวังซินร่วงไปอย่างง่ายดายในหมัดเดียว

        แบบว่าโค่นล้มอย่างราบคาบ ทำอะไรก็ดูสบายๆ เหมือนแค่ปัดแมลงวันให้พ้นทาง...

        พวกเขาไม่ได้เตรียมใจรับมือกับภาพแบบนี้เลยจริงๆ

        กรรมการได้รับการเตือนสติจากลู่เซิ่งถึงได้สติ รีบประกาศว่า “ผู้ชนะคือหมายเลข 0135 ลู่เซิ่ง”

        คำพูดนี้ก็ดึงวิญญาณที่ถูกกระแทกจนกระเจิงของคนรอบข้างกลับมา

        สนามประลองก็ “ลุกฮือ” ขึ้นมาทันที เสียงดังจอแจ

        หลายคนแสดงอารมณ์อย่างตื่นเต้น สีหน้าตกตะลึง พูดกันไม่หยุดปาก

        พวกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ ใบหน้าเบิกบานราวกับจะกระโดดขึ้นไปบนฟ้า

        “ราชาปีศาจลู่เซิ่ง!”

        ไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน ตะโกนฉายาของลู่เซิ่งที่มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ออกมา

        อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดก็เหมือนมีทางระบาย พากันตะโกนตามว่า “ราชาปีศาจ!”

        “ราชาปีศาจ!”

        นักสู้รุ่นเยาว์บางคนที่ถูกบารมีและท่าทางของลู่เซิ่งสะกด ก็ถูกบรรยากาศพาไป ตะโกนตามไปด้วย

        “ราชาปีศาจ!”

        “ราชาปีศาจ!”

        ในโลกที่ให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่ง การชื่นชมคนที่แข็งแกร่งก็เป็นเรื่องธรรมดา

        เหมือนกับที่คนธรรมดาคลั่งไคล้ดารานั่นแหละ

        การชื่นชมยอดฝีมือหนุ่มที่ทั้งหล่อเหลาและแข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัวแบบลู่เซิ่ง...

        ไม่น่าอายหรอก!

        ถึงแม้ว่าการประลองของนักสู้ การตัดสินแพ้ชนะมักจะอยู่ในช่วงไม่กี่กระบวนท่า

        แต่การแข่งขันศิลปะการต่อสู้ดำเนินมาถึงตอนนี้ คนที่ยังอยู่บนเวทีได้ล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดา การจะจัดการคู่ต่อสู้ภายในไม่กี่กระบวนท่าไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

        การที่ลู่เซิ่งจัดการหวังซินในหมัดเดียว ความเร็วในการจบการต่อสู้มันเร็วเกินไปหน่อย

        แถมยังมีเสียงตะโกน “ราชาปีศาจ” ดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้หลายคนที่กำลังดูการแข่งขันอื่นๆ หันมามองด้วยความสงสัย

        ลู่เซิ่งกลับรู้สึกพูดไม่ออก รีบเดินลงจากเวที

        พูดตามตรง เขาว่าการสนับสนุนแบบตะโกนคำขวัญมันออกจะน้ำเน่าไปหน่อย

        แถมจริงๆ เขาไม่ค่อยชอบฉายา “ราชาปีศาจ” เท่าไร

        “ว่าตามตรง เรียกราชาปีศาจ สู้เรียกว่าจักรพรรดิสวรรค์ นักพรตเหนือพิภพ มหาปราชญ์เหี้ยม...พวกนี้ยังดูเท่กว่าอีก

        แต่ตอนนี้ฉันใช้ฉายาพวกนี้มันจะเร็วไปหน่อยไหม?”

        ลู่เซิ่งครุ่นคิดถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง

        ...

        ในขณะเดียวกัน ที่นั่งของผู้จัดงานซึ่งอยู่สูงสุดของสนามประลอง

        เหล่าปรมาจารย์จากสมาคมนักสู้หลายคนก็กำลังดูอยู่เช่นกัน พร้อมทั้งส่งเสียงชื่นชมออกมาต่างๆ นานา

        “วิชาหมัดมวยระดับหัตถากำกับ พละกำลังที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ไม่ได้ใช้พลังแกร่งกล้าเลยด้วยซ้ำ กลับสามารถต่อยหวังซินจากโรงศิลปะการต่อสู้ไห่หลงได้ในหมัดเดียว...

        พื้นฐานของลู่เซิ่งคนนี้มันแน่นเกินไปแล้วหรือเปล่า?”

        “หวังซินจากโรงศิลปะการต่อสู้ไห่หลงก็ถือเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆ ของการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะรับหมัดของลู่เซิ่งไม่ได้แม้แต่หมัดเดียว

        ได้ยินมาว่าท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของลู่เซิ่งคือวิชาหอกสินะ...

        จิ๊ๆๆ เขายังไม่ได้ใช้หอกเลยนะเนี่ย”

        “มันเป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ! ถ้าให้ฉันดูนะ ดาวคู่มหายุทธ์ก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา...

        ตำแหน่งแชมป์ของการแข่งขันครั้งนี้คงเป็นของเขาแล้วแหละ”

        “พูดแบบนั้นมันเร็วเกินไปหรือเปล่า ดาวคู่มหายุทธ์ก็ไม่ใช่พวกอัจฉริยะธรรมดานะ สองปีมานี้ ใครจะรู้ว่าพวกเขาเติบโตไปถึงไหนแล้ว...”

        “พอได้แล้ว”

        ประธานผู้จัดงานเจียงเหอกล่าวขัดจังหวะการสนทนาของเหล่าปรมาจารย์ “ไม่มีประโยชน์ที่จะมาถกเถียงเรื่องพวกนี้ ดูต่อไปก็รู้เอง”

        ปรมาจารย์หลายคนพยักหน้าอย่างนอบน้อม ไม่พูดอะไรอีก

        แต่เจียงเหอเปลี่ยนเรื่องพูด ใบหน้าก็เผยให้เห็นความชื่นชมในตัวลู่เซิ่งอย่างไม่ปิดบัง

        “พื้นฐานที่แน่นและพรสวรรค์ที่โดดเด่นขนาดนี้ ถึงจะเรียกว่ามีคุณสมบัติของมหาศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง

        สมแล้วที่เป็นคนที่ท่านมหาศักดิ์สิทธิ์ถานจงอวี้หมายตาไว้ เป็นคนที่เหนือความคาดหมายจริงๆ...”

        ...

        ทางด้านดาวคู่มหายุทธ์ที่เพิ่งจบการต่อสู้ไป ก็กลับมานั่งที่นั่งชมของโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์

        “ต่อยหวังซินร่วงในหมัดเดียว?”

        ทั้งคู่ต่างก็อึ้งไป แต่ไม่นานสีหน้าก็ผ่อนคลายลง

        “หวังซินประมาท ไม่ได้ใส่เต็มที่เหรอ? ไม่น่าล่ะ...”

        ชายหนุ่มรูปงามหยิบน้ำแร่มาเปิดดื่ม แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “เสียดายที่ก่อนหน้านี้ฉันยังให้ความสนใจหวังซินอยู่บ้าง ที่แท้ก็เป็นไอ้โง่

        แต่ก็ดีเหมือนกัน...”

        ชายหนุ่มรูปงามพูดพลางหัวเราะ “ยิ่งลู่เซิ่งจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดแสดงพลังออกมามากเท่าไร การเอาชนะเขา...ก็จะยิ่งทำให้พวกเราเปล่งประกายมากขึ้น ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับจากศิลปะการต่อสู้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”

        อีกด้านหนึ่ง หญิงสาวน่ารักจางเจวี๋ยจากโรงศิลปะการต่อสู้เหนือเมฆแอบมองไปทางลู่เซิ่ง แล้วก็หันกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและประหม่า

        “เงา...แผ่ขยายใหญ่ขึ้นแล้ว...”

        ...

        เวินจิ้งเหยียนผ่านเข้ารอบได้อย่างหวุดหวิด

        ทางมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ดีใจกันเหมือนได้ขึ้นปีใหม่

        ตอนนี้พวกเขามีตัวแทนที่เข้ารอบสิบคนถึงสองคน

        ถือเป็นผลงานที่ดีมากๆ ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์

        “มีลู่เซิ่งอยู่ พวกเรายังสามารถลุ้นเข้ารอบสามคนแรก หรือกระทั่งอันดับหนึ่งได้เลยนะ...อาจจะสร้างประวัติศาสตร์ก็ได้นะ!”

        นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งพูดด้วยรอยยิ้ม

        คนอื่นๆ ก็ดีใจมาก ยกเว้นไป๋เหิงชวนที่ตกรอบไปก่อนแล้ว

        นับตั้งแต่ที่ไอ้หนุ่มนี่โดนลู่เซิ่งกระทืบ ดวงก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ รัศมีก็เริ่มมืดมัวลง

        เหล่าปรมาจารย์ที่นำทีมจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ก็อารมณ์ดีมากๆ มารวมตัวกันปรึกษาว่าจะหาถั่วลิสงมาแกล้มเหล้ากันดีไหมในคืนนี้

        ลู่เซิ่งถึงได้รู้ว่า

        วันนี้การแข่งขันจบลงแล้ว!

        ไม่น่าล่ะเมื่อกี้ช่างภาพคนนั้นถึงบอกว่าการแข่งขันจะจัดขึ้นสองสามวัน

        วันนี้วันหนึ่ง พรุ่งนี้วันชิงชนะเลิศ อีกวันก็มอบรางวัล...

        มันก็ต้องใช้เวลาสองสามวันน่ะสิ

        คาดว่าปีนี้อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าเดิมหน่อย

        “เพราะ...ในการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ปีนี้ จะมีปรมาจารย์คนหนึ่งต้องตาย

        ผลกระทบต่างๆ ความวุ่นวายอะไรพวกนั้น คงต้องใช้เวลาอีกนานเลยละ...”

        ลู่เซิ่งคิดอย่างไม่ใส่ใจ

        เขาเตรียมพร้อมรับมือกับทุกพายุที่จะถาโถมเข้ามาแล้ว

        นั่งรออยู่ที่ที่นั่งอีกสักพัก การแข่งขันรอบที่เจ็ดก็จบลง

        ตอนนั้นเป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สมาคมนักสู้ซึ่งเป็นผู้จัดงานก็ประกาศว่าการแข่งขันในวันนี้จบลงเพียงเท่านี้ พรุ่งนี้แปดโมงเช้าค่อยมาต่อกัน

        จริงๆ แล้วถึงจะติดไฟอะไรพวกนั้นก็ยังสามารถแข่งได้

        แต่บนยอดเขามันเย็นอยู่แล้ว ยิ่งตอนกลางคืนยิ่งหนาวจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็งได้ง่ายๆ สภาพร่างกายของนักสู้ระดับหกยังต้องได้รับผลกระทบจากความหนาวเย็นแบบนี้ นับประสาอะไรกับคนธรรมดา

        ถ้าถ่ายทอดสดตอนกลางคืน พวกเขาคงจะแข็งตายกันหมด!

        หลังการแข่งขันจบลง ผู้คนก็แยกย้ายกันไป

        ผู้ที่ชนะในการแข่งขันรอบที่เจ็ดและกองกำลังที่อยู่เบื้องหลังสามารถได้รับสิทธิ์ให้อยู่บนยอดเขาได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่มีสิทธิ์พิเศษแบบนั้น

        ถ้าไม่อยากแข็งตายทั้งคืน ก็ต้องรีบลงเขาไปหาที่พักเอง พรุ่งนี้ถ้าอยากจะมาดูต่อก็ต้องรีบขึ้นมาแต่เช้า

        นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ดีใจกันสุดๆ พวกเขาไม่ได้พักค้างคืนบนยอดเขาในการแข่งขันศิลปะการต่อสู้มาหลายครั้งแล้ว

        เมื่อก่อนพอแข่งวันแรกจบก็รีบลงเขาเลย ขี้เกียจดูการแข่งขันวันที่สอง รีบกลับมหาวิทยาลัยกันตั้งแต่กลางคืน

        ลู่เซิ่งได้รับการจัดสรรห้องพักส่วนตัว

        สภาพห้องก็ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้แต่ Wi-Fi ก็แรงเต็มขีด

        ลู่เซิ่งไปกินข้าวที่โรงอาหารกับคนอื่นๆ ก่อน

        อาหารที่โรงอาหารทำจากข้างล่างแล้วขนขึ้นมา รสชาติใช้ได้ ติดตรงที่ปริมาณน้อยไปหน่อย

        ลู่เซิ่งกินอย่างยับยั้งชั่งใจ กินแค่ประมาณเจ็ดแปดส่วนก็พอแล้ว

        จากนั้นก็กลับห้องไปอาบน้ำ นอนอยู่บนเตียงเล่นมือถือ

        เปิดข้อความ ข้อความแรกเป็นของน้องสาวลู่ชิงเหอ

        [สุดยอด! สุดยอด! สุดยอด! พี่ชายออกทีวีอีกแล้ว พยายามคว้าอันดับหนึ่งระดับประเทศกลับมาให้ได้นะ]

        การแข่งขันศิลปะการต่อสู้ระดับมหาวิทยาลัยแห่งชาติ จะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในทุกครั้ง เหมือนกับงานชิงแชมป์โลก งานกีฬาฤดูหนาวอะไรพวกนั้นในชาติก่อน

        มีคนดูเยอะพอสมควร โดยเฉพาะพวกที่ฝึกศิลปะการต่อสู้

        ลู่เซิ่งยิ้ม กำลังจะตอบกลับไปสักหน่อย ก็คิดอะไรขึ้นมา รีบตอบกลับไปว่า [พรุ่งนี้อย่าให้พ่อแม่ดูการแข่งขันนะ]

        [ทำไม?]

        ลู่ชิงเหอตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคำถาม

        [อย่าถามมากนัก ยังไงก็อย่าให้พ่อแม่ดูถ่ายทอดสดก็พอ จะใช้วิธีไหนก็ได้ ถ้าเธอหวังดีกับพ่อแม่อย่างจริงใจนะ]

        ความจริงจังในคำพูดของลู่เซิ่งทำให้ลู่ชิงเหอตกใจ แต่เธอก็ยังดื้อดึง จะให้ลู่เซิ่งบอกให้ได้

        ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่หาวิธี

        ลู่เซิ่งรำคาญเธอมาก คิดแล้วก็ตอบกลับไปตรงๆ เลย

        [เพราะพี่ไม่อยากให้พ่อแม่เห็นพี่ฆ่าคนในทีวี]

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน