วันนี้อากาศปลอดโปร่ง
ฮ่องเต้หนุ่มจึงเสด็จออกจากวัง
อื้ม… วันนี้เขาจะไปเยี่ยมท่านปราชญ์แห่งแผ่นดิน
จึงได้ถือโอกาสพาราชครูน้อยไปเสียด้วยกันทีเดียว
อีกทั้งคราวครานี้ก็ได้ถือโอกาสนำว่าวที่ำวเขาตั้งอกตั้งใจทำด้วยตัวเองมาด้วย
ฮ่องเต้หนุ่มรู้สึกกระวนกระวายใจมาตลอดทาง
ชีวิตนี้ของเขานั้นแเเสนจะราบรื่น
ยามที่ยังเป็นเพียงองค์ต์ชายก็เป็นองค์ชายที่แเเสนจะว่างงาน ทั้งยังเป็นอิสระ
ไม่เคยจะมีประสบการณ์ซับซ้อนที่ต้องต่อสู้กันในวังหลวงอะไรทำนองนั้น หลังจากรัชทายาทสิ้นไป เขาก็ได้กลายมาเป็นรัชทายาทเสียเอง
ทั้งยังไม่เคยมีประสบการณ์สงครามระหว่างพ่อลูกอะไร หลังจากเดสด็็จพ่อสิ้นพระชนม์ เขาก็กลายเป็นฮ่องเต้
หลังจากอภิเษกสมรสกับฮองเฮา ตำหนักในก็เต็มไปด้วยสาวงามนับไม่ถ้วน
หลังจากเป็นฮ่องเต้แเเล้ว อาณาประชาราษฎร์ก็สุขสงบ แผ่นดินมีแเเต่ความราบรื่น
ไม่ต้องกล่าวว่าเป็นถึงฮ่องเต้ แค่เป็นเพียงคนธรรมดาก็รู้สึกว่าชีวิตเช่นนี้ช่างออกจะน่าเบื่อ
ช่างราบรื่นเหลือเกิน
แเเน่นอนว่าระหว่างทางนั้นก็มีอุปสรรค์ผ่านเข้ามาอยู่เป็นระยะ ทว่าฮ่องเต้เวินนั้นช่างขี้ลืมนัก ดังนั้นจึงได้เลือกที่จะลืมไปจนหมดสิ้น้น
บัดนี้เขากำลังจดจ่ออยู่กับความคิดของตน ในใจคิดแเเต่อยากจะพบฮูหยินหลัว…..เอ๋ ต้องคิดถึงท่านปราชญ์แห่งแเเผ่นดินสิซี
ขันทีนั้นก็หลักแหลมนัก จึงได้วางว่าวตัวโตของฮ่องเต้ไว้ในจานหยกใบใหญ่ จานหยกสลักแสนประณีตที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน เพียงแเเค่มองก็รู้ว่าเป็นของมีล้ำค่า ราวกับว่าเป็้นอัญมณีล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้น ใครจะคขาดว่ามันจะมีไว้ใช้รองว่าวตัวหนึ่ง
ฮ่องเต้รู้สึกว่าว่าวตัวนี้ของตนนั้นช่างล้ำค่าเหลือเกิน
ด้วยเพราะเขานั้นเป็นคนลงมือทำมันเองกับมือ
วันนี้ก็ถือว่าออกมาสำรวจบ้านเมืองไปในตัว ฮ่องเต้หนุ่มจึงไม่ได้ประทับราชรถมา อีกเหตุหนึ่งก็เพราะราชรถนั้นดูแเเล้วโดดเด่นโอ้อวดเกินไป
ทั้งต่อให้ออกไปบุกป่าฝ่าดง เหล่าขุนนางปากมากก็ล้วนแเเต่บอกว่าเข้าใจได้ ทว่าหากเกิดไปสถานที่แปลก ๆ ขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงคำทัดทานของเหล่าขุนนางได้
ยามบัดนี้เข้าจึงนั่งรถม้าธรรมดา ราชครูน้อยจ้งเยียนก็นั่งอยู่ในรถม้าเช่นกัน
ฮ่องเต้เวินนั้นมีใบหน้าดูดีอย่างคนทั่วไปพระพักตร์แบบมาตรฐาน ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ล้วนแเเต่ประทับใจ
ดังนั้นสายตาที่มองความงามจึงค่อนข้างจะสูงกว่าคนทั่วไป
ราชครูน้อยจ้งเยียนนั้นนับว่าหน้าตาแเเปลกแเเยกจากคนอื่น ๆ ในตระกูลจ้ง คนในตระกูลจ้งล้วนแเเต่ใบหน้าคมชัดเป็นทรงสี่เหลี่ยมกันเสียส่วนใหญ่ จ้งเยียนผู้เป็นบุตรของอนุกลับุนั้นกลัับดูดีกว่ามากกันนัก ใบหน้ารูปไข่ตรงตามมมาตราฐาน คางเรียวแหลม นัยน์ตาหงส์ษ์ หางตาเรียวยาว เพียงแค่เห็นเเค่เห้นเด็กหนุ่มก็พอจะเดาได้ว่ามารดาผู้เป็นอนุของเขาจะโฉมงามเพียงใดไร
ยิ่งเพราะว่ามีพื้นฐานหน้าตาคมชัดอันสืบทอดกันทางสายเลือดของตระกูลจ้ง จึงทำให้จ้งเยียนนั้นยิ่งรูปงามอย่างหาได้ยาก
อีกทั้งปกติยังเอาแเเต่สวมชุดสีทึมทึบอยู่ตลอด จึงทำให้เขาทั้งนั้นงดงามทั้งยังมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด
ราชครูน้อยนั่งอย่างเรียบร้อยอยู่บนรถม้า คำพูดแเเละการกระทำล้วนแเเต่ถอดแบบความเคร่งครัดมาจากตระกูลจ้ง
ความจริงแเเล้วเขาก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่นิดหน่อย
ท่านอาจารย์ไม่อยู่ เขานั้นนับว่าต้องใกล้ชิดกับฮ่องเต้อยู่เป็นประจำ ทว่าสนิสัยของฝ่าบาทเรียกได้ว่าราวกับฟ้าฝนนั้นหากกล่าวว่าลมก็คือฝน ที่เปลี่ยนไปแทบจะตลอดเวลา จนเขานั้นยากจะจับทางได้ทัน
อีกทั้งฝ่าบาทยังอารมณ์ร้ายยิ่งนัก ยามที่เบิกบานใจพระทัยก็ล้วนแเเต่ตรัสอะไรด้วยดี ทว่ายามที่ไม่เบิกบานใจพระทัย มองเห็นทอดพระเนตรอะไรก็ล้วนแเเต่ขวางหูขวางตา ช่างเป็นเจ้านายที่เอาใจพระทัยยากเหลือเกิน
อีกทั้งยามต้องตัดสินอะไรก็โลเลนัก พยักหน้าตกลงอยู่ไม่ทันไร ประเดี๋ยวก็บอกว่าไม่เอาเสียแเเล้ว เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของฝ่าบาทเท่าไรนัก แต่ไม่นานเขาก็เริ่มเข้าใจว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงไม่ค่อยสนทนาด้วยเท่าไรนัก
ถึงอย่างไรในใจพระทัยของฝ่าบาทนั้นก็มีเรื่องอยู่มากมาย เพียงแเเต่พระองค์ไม่ได้ตรัสอะไร ฝ่าบาทเองสามารถวินิจฉัวิเคราะห์นเองได้นับร้อยนับพันบทสรุป สุดท้ายเขาจึงได้แต่ทำตามความคิดของฝ่าบาท หากเขาทายถูก พระพักตร์ใบหน้าของฝ่าบาทก็จะปรากฏแเเววเบิกบาน หากทายไม่ถูก ก็ได้แเเต่ตามน้ำแล้วจึงค่อยกลับมาคิดต่อ
เรื่องเหล่านี้คือประสบการณ์ที่ที่ีี่จ้งเยียนได้เรียนรู้ในฐานะราชครู
ทว่าบัดทนี้เรื่องที่ทำให้เขากังวลนั้นไม่ใช่เพราะฝ่าบาท ทว่าแเเต่เป็นเพราะจะได้พบกับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์จะยังสบายดีหรือไม่
แล้วทั้งวันนี้เขาจะได้พบกับศิษย์น้องหรือไม่
วันนี้เขายังเอาเนื้อแห้งรสใหม่มาด้วย โดยเขาได้เพิ่มรสชาลิ้นเข้าไปจากรสชาติเดิมด้วย
เขาเองก็ไม่รู้ว่าศิษย์น้องจะชอบหรือไม่
เมื่อคิดเช่นนั้นี้ แเเววตาเคร่งครัดของจ้งเยียนก็ปรากฏแเเววอบอุ่นขึ้นมา ด้วยนิสัยของศิษย์น้องหากเข้าไปอยู่ในวังหลวงจะต้องเอะอะมะเทิ่งจนวังหลวงครึงต้องคึกครื้นอย่างแเเน่นอน
ทว่าแววตาอ่อนโยนของเขานั้นไม่นานก็ค่อยๆ สงบลง
แต่ก็อย่าเข้าไปอยู่ในวังหลวงเลยจะดีกว่า วังหลวงอันตรายเกินไป ไม่เหมาะกับศิษย์น้องแเเม้แเเต่น้อย
ฮ่องเต้บัดนี้ก็ตื่นเต้นเหลือเกิน
ยิ่งเข้าใกล้สำนักเชินยิ่งตื่นเต้น
ภูเขาหลงยตวนตั้งตระหง่านอยูุ่่ข้างสำนักเชิน
อีกไม่นานเขาก็จะได้พบกับแเเม่นางหลัวที่เขาเฝ้าฝันอยู่ทุกเช้าค่ำแล้ว
ความตื่นเต้นนี้มันช่างท่วมท้นเสียยิ่งกว่ายามที่เขาถูกแต่งตั้งกเเต่งหน้าให้เป็นรัชทายาทเสียอีก
เพราะยามที่ถูกแเเต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทก็ทนั้นเป็นคนอื่นที่มามอบให้เขา แต่ครานี้เป็นเขาที่ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง
ชีวิตนี้ของเขามีแเเต่ต้้องรอคนอื่นเป็นผู้มอบให้ ถูกแเเต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท เป็นฮ่องเต้จ้ ถูกสั่งให้อภิเษกสมรสกับฮองเฮา ถูกบีบให้เลือกสนม ถูกกดดันให้แเเต่งตั้งสนมจ้าวให้เป็นฮองเฮา
ไม่ว่าอะไรก็ล้วนแเเต่ถูกประเคนมาให้ ทว่าครานี้จะเป็นเขาเองที่ไปช่วงชิงมันมาด้วยตัวเอง
เส้นทางเดินรถม้ายิ่งนานเข้ายิ่งมีแต่จะมีหลุมและมีบ่อ กระทั่งรถม้าที่ฮ่องเต้ประทับอยู่ก็้เริ่มจะโคลงเคลงขึ้นมา
ฮ่องเต้ที่ประทับหลังตรงอยู่นั้น รู้สึกไม่ค่อยจะคุ้นชินเท่าไรนัก
วันนี้ในรถม้านั้นมีขันทีติดตามมาด้วย แเเต่ยามปกติแเเล้วฮ่องเต้นั้นจะไม่ให้ขันทีตามรับใช้ จะมีเพียงก็แเเต่นางกำนัลคอยรับใช้เท่านั้น
เช่นนั้นโดยทั่วไปแล้วฮ่องเต้จึงไม่ค่อยสนทนากับขันทีเท่าไรนัก
ราชครูน้อยที่นั่งอยู่ในรถก็้มีแเเต่จะยิ่งดูคร่ำรำ่เคร่งขึ้น
เรื่องดอกไม้คราวที่แเเล้ว โชคดีที่ราชครูน้อยไปพบทันเวลา ไม่เช่นนั้นคงไม่เพียงแเเค่พระสนมเอกเล่อที่จากไป เกรงว่าองค์ชายน้อยหลี่ผิงอัน ก็คงจะไม่รอดเช่นกัน
ฮ่องเต้บัดนี้กำลังตื่นเต้น ทั้งยังท่วมท้นไปด้วยความยินดี ยามมองราชครูน้อยก็จึงรู้สึกว่าสบายตาขึ้นมา
จึงได้กล่าวกับเด็กหนุ่ม “เสี่ยวเยียน เจ้าว่าชุดที่ข้าสวมในวััันนี้ดูเป็นอย่างเช่นไร”
จ้งเยียนเมื่อได้ยินอีกฝ่ายขานนามของตนเช่นนี้ ดวงตาทีหรี่ลงกว่าครึ่งก็เหลือบมอง เขาก็เงยหน้าขึ้น แล้วพินิจมองดูฮ่องเต้หนุ่มตรงหน้าตน ตั้งแเเต่ใบหน้าพักตร์จนถึงปลายเท้าบาท
ศีรษะพระเศียรสวมกวานแเเบบบัณฑิตที่กำลังนิยมอยู่ เส้นผมพระเกศาถูกรวบไว้เพียงครึ่ง บนกวานยังมีแเเถบวผ้างามสองเส้นห้อยลงมา เมื่อรวมกับเส้นผมเกศาสลวยงามที่สยายอยู่ก็ทำให้ยิ่งดูน่ามอง ฉลองพระองค์ทำจากผ้าไหมชั้นดี ลายปักบนชุดประณีตล้วนประณีต เพียงแเเต่ฮ่องเต้ในนั้นระยะหลังมานี้ ในยามค่ำคืนคงจะสนุกกับฝ่ายในมากไปหน่อย จึง
ทำให้หน้าท้องพระนาภีเริ่มจะยื่นออกมาน้อย ๆ บนร่างจึงทำให้ดูขาด ๆอะไรไปสักอย่าง ฉลองพระบาทหุ้มข้อแเเบบบุรุษมีไข่มุกจากทางใต้ปักไว้หลายเม็ด ดูแเเล้วหรูหราเหลือเกิน
จ้งเยียนมองอยู่นานก็รู้สึกว่าปกติธรรมดา เขายังคุ้นเคยชินกับฉลองพระองค์มังการของฝ่าบาทมากทเาชสียยิ่งกว่า เมื่อฮ่องเต้แเเต่งกายเช่นนี้ก็ยังดูไม่อาจสู้กับเหล่าคนรวยทั่วไป ออกจะดูล้าสมัยเชยไปสักหน่อยเสียด้วยซ้ำ เขาเองก็บอกไม่ถูกว่าตรงไหนที่มันดูแเเปลกตา
ทว่าหากจ้งเยียนกล่าวออกไปตามที่คิด เกรงว่าคงจะได้ถูกเตะลงจากรถเป็นแเเน่
เขายังอยากพบท่านอาจารย์กับศิษย์น้องอยู่
หลังจากที่พินิจอยู่นาน จึงได้ตอบกลับขึ้นอย่างจริงจัง “ฝ่าบาทดูดีมากพ่ะย่ะค่ะ ดูแเเล้วขึ้งขัง ทว่าก็หรูหรา”
เมื่อกล่าวจบก็ก้มหน้าลง ตาที่หลุบต่ำครึ่งหนึ่งถูกแพขนตายาวนั้นบดบังไว้ราวกับม่าน ท่าทีนั้นเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างอะไรอยู่
ฮ่องเต้เวินเมื่อได้ยินราชครูกล่าวเช่นนั้น ก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมา ทั้งยังพูดมากขึ้นเช่นกัน
“เสี่ยวเยียน เจ้าเชี่ยวชาญด้านการคำนวณ เช่นนั้นเจ้าสามารถคำนวณให้ข้าทีได้ไหมว่าแเเม่นางหลัวนั้นชอบอะไร”
จ้งเยียน “…”..
จ้งเยียนที่ีี่กำลังอดทนไม่ให้ตนลุกขึ้น ดวงตายังคงมองต่ำดังเดิม เนิิ่นนานกว่าจะเอ่ยยขึ้น “ฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าจิตใจของสตรีนั้นราวกับดวงดาวบนฟากฟ้่าก็ไม่ปาน ยากแท้ที่จะหยั่งถึง ส่วนฮูหยินหลัวนั้นก็้ราวกับดวงดาวสุกสว่างท่ามกลางดวงดาวนับพัน จึงยิ่งละเอียดละออยิ่งกว่านั้น เช่นนั้นกระหม่อมจะเข้าใจนางได้อย่าง
ไร ทว่าฝ่าบาทนั้นคือโอรสสวรรค์ ไม่ว่าจะมอบอะไรให้ นางนางก็ย่อมจะพึงใจอยู่แเเล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีชราที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินคำพูดของราชครู ร่างที่คุขุกเข่าอยู่นั้นก็ลังเลใจ ทว่าก็อดจะนึกถากถางอยู่ในใจไม่ได้ “เจ้้าราชครูน้อยนี่นับวันก็ยิ่งกลับกลอก ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าราชครูคนก่อนเสียอีก ราชครูคนก่อนเมื่อ่ได้ฟังคำถามที่ฝ่าบาทคิดไม่ตก ก็ทำทีเป็นไม่สนใจเสีย ทว่าราชครูน้อยนี่ไม่เพียงแเเต่จะไม่ทำทีไม่สนใจ ยังตอบได้เสียเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้ ช่างเกิดมาเพื่อแเเย่งหน้าที่ประจบประแเเจงของเหล่าขันทีเสียจริง”
ฮูหยินหลัวนั้นดั่งดวงดาวสุกสว่างอะไรกัน ก่อนหน้าเขานี้ยังได้ยินราชคครูน้อยกล่าวกับยพระองค์หญิงว่า ฮองเฮาเจ้านั้นเป็นดั่งดวง่งแขสุกสกาวบนท้องผืนนภา …..ช่างละเอียดรอบคอบเสียจริง
ส่วนฮ่องเต้นั้นไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้น แเเม้จะไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ ทว่าเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ของราชครู ก็รู้สึกเบิกบานใจนัก
ระหว่างที่สนทนาอยู่ รถม้าก็หยุดลงหน้าสำนักเชินพอดี
ฮ่องเต้ที่ออกมาตรวจตราบ้านสำรวจเมือง ก็ต้องทำตามกฎ ลงจากรถม้าแเเล้วเดินเท้าเช่นกัน
ความจริงแล้วก็เเล้วก้ยังสามารถขี่ม้าได้ ทว่าเส้นทางขรุขระถึงเพียงนั้น ขี่้ม้าก็มีแเเต่จะยิ่งอันตรายมากขึ้น
ฮ่องเต้จึงได้แเเต่เดินเท่านั้น
ทว่าเมื่อคิดถึงนางในดวงใจ เขาก็รู้สึกมีแเเรงจะเดินขึ้นมา
เพียงแเเต่เดินไปยังไม่ทันจะถึงศาลารับลมตรงกลางทาง เขาก็เหนื่อยเสียจนหอบแฮกราวกับสุนัขเสียแเเล้ว ลมหายใจนหอบถี่ แถบผ้าที่ละเอวก็คลายออกให้หลวมขึ้น กว่าจะมาถึงครึ่งทางก็แเเสนยากเย็น เมื่อหยุดนั่งพักในศาลาสาบรับลม ก็เหลือบไปเห็นงูตัวหนึ่ง ทั้งร่างพลันสะดุ้งโหยง ตกใจเสียจนหัวใจแเเทบจะหยุดเต้น
ฮ่องเต้ใบหน้าซีดดวงพักตรีขาว ร่างโทรมไปด้วยเหงื่อ พระเพลาขาสั่นระระริก ผรุสวาทขึ้น “ใครมันเป็นคนต้นคิดจะมอบภูเขาลูกนี้ให้ฮูหยินหลัวกัน ข้าจะประหารมันเสียเก้าชั่วโคตร”
เพียงสิ้นเสียงงของฮ่องเต้ บนคานศาลาก็มีงูปรากฏขึ้นอีกตัวหนึ่ง
ฮ่องเต้เวินจึงพลันร้องเสียงหลง “อ๊ากกกกก…..”