เช้าวันรุ่งขึ้น อังเดรอาการดีขึ้นมากจนสามารถเดินไปไหนมาไหนคนเดียวได้แล้ว เซ อังเดรและอีวานได้มารวมตัวกันที่โต๊ะอาหารภายในบ้านและกางแผนที่ออกเพื่อที่จะปรึกษาหารือกันเื่เป้าหมายในการเดินทาง
ตามข้อมูลในตำราที่ได้ถูกบันทึกและกระจายออกไปอย่างแพร่หลายนั้นได้บึนทึกไว้ว่า โลกแห่งมานาเรียนั้นได้แบ่งทวีปออกเป็ 2 ทวีปใหญ่ ๆ นั่นก็คือ ทวีปอวาลอน และ ทวีป ซีเรียร่า ในทวีปอวาลอนที่พวกเซอาศัยอยู่นั้น มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลายเผ่าพันธุ์ได้ดำรงชีวิตอยู่ และมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจหรือถูกค้นพบอยู่อีกมากมายเช่นกัน โดยหลัก ๆ แล้วทวีปอวาลอนจะมี 5 อาณาจักรที่มีเขตปกครองขนาดใหญ่จนกลายเป็อาณาจักรมหาอำนาจที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
อาณาจักรเอลล่า นครแห่งสายลมและเมืองแห่งสรรพชีวิต ขึ้นชื่อเื่ความแข็งแกร่งของกองกำลังรบและทิวทัศน์ที่งดงามเหมาะสมแก่การดำรงชีวิตเป็อย่างมาก มีสิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธุ์พันธ์เลือกที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ และยังเป็เมืองแห่งการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอวาลอนจึงไม่ใช่เื่แปลกที่จะเห็นสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มากมายเดินพลุ่งพล่านอยู่ในอาณาจักรนี้
อาณาจักรอิลานา นครแห่งธรรมชาติและภูมิปัญญา ตั้งอยู่ในป่าลึก เป็อาณาจักรที่มีเอลฟ์และภูติอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก มีต้นไม้ขนาดใหญ่ั์ที่อยู่ใจกลางอาณาจักรซึ่งเป็ต้นไม้ที่เปรียบเสมือนแหล่งกำเนิดของมานาที่คอยปกป้องป่าขนาดใหญ่นี้ให้อุดมสมบูรณ์มานานหลายศตวรรษ
อาณาจักรมอนทานา นครแห่งบุปผาและความสงบสุข ผู้คนในอาณาจักรนี้ใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่้าทำาแก่งแย่งอำนาจกับอาณาจักรใด ๆ แต่ก็มีข่าวลือหนาหูมาว่าอาณาจักรนี้คืออาณาจักรที่มีกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปอวาลอนที่แม้แต่อาณาจักรที่แข็งแกร่งอย่าง อาณาจักรเอลล่า และ อาณาจักรไซรัส ยังไม่กล้ายุ่งด้วย
อาณาจักรคอร์ดิเลีย นครแห่งสายน้ำและท้องทะเล เป็อาณาจักรที่สวยงามตั้งถิ่นฐานอยู่ติดกับมหาสมุทรขนาดใหญ่ ถึงกำลังรบจะไม่แข็งแกร่งเท่ากับอาณาจักรอื่น ๆ แต่เื่ความรู้ความสามารถทางด้านเวทย์มนต์ของผู้คนในอาณาจักรนี้ถือได้ว่าโดดเด่นไม่แพ้กับอาณาจักรอิลานาเลยทีเดียว
และสุดท้ายอาณาจักรไซรัส นครแห่งความศิวิไลที่ไม่เคยหลับไหลราวกับเปลวเพลิงอัคคีที่ลุกโชนตลอดเวลาจนไม่มีที่สิ้นสุด เป็อาณาจักรที่มีทิวทัศน์ที่งดงามและกำลังรบที่แข็งแกร่งไม่แพ้กับอาณาจักรเอลล่า เป็ศูนย์รวมแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ของทวีปอวาลอน มีนักสู้และนักผจญภัยที่แข็งแกร่งจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นี่ มีการจัดการแข่งขันการประลองในโคลอสเซียมที่อยู่บ่อยครั้ง และเป็ศูนย์รวมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่้าหาความสุขและปลดปล่อยความเหนื่อยล้าของตนเองทั้งในยามกลางวันและในยามค่ำคืน
หลังจากที่ทั้ง 3 คนได้ปรึกษาหารือกันเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เซก็ได้ตัดสินใจและพูดขึ้นมา
“เราจะเดินทางไปที่อาณาจักรอิลานากัน!!”
“อิลานาอาณาจักรแห่งภูมิปัญญาอย่างงั้นหรอ...” อังเดรพูดออกมาเบา ๆ พลางครุ่นคิดไปด้วย
“ใช่แล้วลุง ผมว่าพวกเขาต้องรู้วิธีรักษาเอลิน่าได้แน่… นายก็คิดแบบนี้ใช่ไหมล่ะอีวาน?” หลังจากเซพูดจบเขาก็ได้หันหน้าไปถามความเห็นจากอีวาน
“ก็จริงอย่างที่นายพูด แต่ฉันได้ข่าวมาว่า่หลายสิบปีที่ผ่านมาอาณาจักรนี้ปิดรับคนภายนอกไม่ให้เข้าไปในเขตพื้นที่เขตปกครองของอาณาจักรด้วยเหตุผลบางอย่าง และฉันก็ยังได้ยินมาว่าถ้าใครที่ยังดื้อดึงที่จะเข้าไปก็จะได้รับาเ็สาหัสกลับมาทุกราย”
“อืมม…. แต่ถึงยังงั้นฉันก็จะไป ถ้าเพื่อที่จะได้รู้วิธีรักษาเอลิน่าแล้วล่ะก็” เซตอบกลับมาด้วยสีหน้าและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
อังเดรกับอีวานที่เห็นเซมีท่าทางมั่นใจแบบนั้นทั่งคู่ก็ได้ฉีกยิ้มออกมาเบา ๆ หลังจากที่ทั้ง 3 คนได้ปรึกษาหารือกันเสร็จเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เซและอีวานก็ได้ไปเก็บสัมภาระและของใช้ที่จำเป็สำหรับการเดินทาง อังเดรได้ให้เงินพวกเขาติดตัวเอาจำนวนหนึ่ง โดยสกุลเงินที่ใช้นั้นจะเป็สกุลเงินที่มีชื่อเรียกว่า ‘เอเธอร์’ ส่วนเอลิน่าก็ได้ทำอาหารที่เอาไว้สำหรับกินระหว่างการเดินทางมาให้ หลังจากที่เซที่ได้รับอาหารจากเอลิน่าเขาก็ได้หันหน้าไปยิ้มมุมปากยั่วโมโหใส่อังเดร ทำให้อังเดรที่กำลังยิ้มมีความสุขอยู่ก็เส้นเืปูดขึ้นมาและเริ่มโวยวายใส่เซทันที จนอีวานต้องมาช่วยจับเอาไว้ไม่ให้อังเดรขยับตัวมากเกินไปเพราะอาการาเ็ยังไม่หายดี
เซและอีวานที่กำลังจะเดินขึ้นรถม้าเพื่อที่จะออกเดินทางก็ได้ไปสะดุดตาเข้ากับซาเรียและคิวที่ยืนทำหน้าเศร้าแอบมองพวกเขาอยู่หน้าประตูบ้าน เซที่อดเป็ห่วงน้องสาวของตนไม่ได้จึงเดินเข้าไปหา
“แล้วพี่จะรีบกลับมานะ…” เซพูดพร้อมลูบหัวซาเรียเบา ๆ
“รีบ ๆ กลับมานะ…” ซาเรียพูดพร้อมกับมองมาที่เซ
“ครับ~”
เซที่พูดจบก็ได้ลูบไปที่หัวของคิวด้วยเช่นกัน หลังจากร่ำลากันเสร็จ เซและอีวานก็ได้ขึ้นรถม้าและออกเดินทางทันที อังเดรที่ยืนมองเซและอีวานกำลังเดินทางไกลออกไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงก็ทำได้แค่เพียงเชื่อมั่นในตัวของพวกเขาทั้งสองคนเท่านั้น‘…เ้าหนู...ไม่ว่าพวกแกจะพบเจอกับเส้นทางหรืออุปสรรคที่ยากลำบากขนาดไหนก็ตาม จงอย่ายอมแพ้และจงเข้มแข็งเข้าไว้ล่ะ...’
…
หลังจากที่รถม้าได้เดินทางออกมาจากหมู่บ้านได้หลายวัน เซก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ๆ มากมายและเริ่มโหวกเหวกโวยวายขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นตลอดการเดินทางจนอีวานต้องหาอะไรมาอุดหูไว้ และการเดินทางก็ผ่านมาได้ครึ่งเส้นทางที่จะไปถึงยังจุดหมายแต่ทว่าอาหารก็ชักจะเริ่มหมดลงไป ตกกลางคืนเซและอีวานก็ได้ตกลงกันว่าจะออกล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็อาหารเย็น และพวกเขาก็ได้ไปเจอกับวัวนักสู้เข้า เป็วัวขนาดใหญ่ที่มีเขาที่ใหญ่และแหลมคม เขาของมันมีความแข็งแรงกว่าเหล็กหลายเท่า เซและอีวานต้องช่วยกันสู้แต่มันก็ไม่คณามือพวกเขาเลยแม้แต่น้อยจนในที่สุดก็สามารถชนะมาได้
ในขณะที่เซและอีวานกำลังเอร็ดอร่อยกับเนื้อย่างที่แสนหอมนุ่มละมุนลิ้นแทบละลายในปาก จู่ ๆ ก็ได้มีเสียงแผ่นดินะเืใกล้เข้ามายังที่ที่ทั้งคู่กำลังนั่งกินเนื้อย่างอยู่ พวกเขาได้หันหน้ามองไปยังที่มาของเสียงทันที ปรากฎให้เห็นเป็หัวหน้าฝูงวัวนักสู้ที่ดูตัวใหญ่บึกบึนแข็งแกร่งและดูดุร้ายกว่าตัวที่ทั้งคู่พึ่งล่าไป เซและอีวานได้หันมามองหน้ากันและไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ดูเหมือนทั้ง 2 คนจะคิดเป็เสียงเดียวกัน พวกเขาทั้งคู่ได้ลุกขึ้นมาและวิ่งหนีอย่างสุดฝีเท้าทันทีจนทำป่าในระแวกนั้นวุ่นวายไปกันหมด
เซและอีวานได้วิ่งหนีออกมาและได้มาซ่อนตัวอยู่ตรงพุ่มไม้ในมุมมืดของป่า จนในที่สุดวัวตัวนั้นก็คลาดสายตาและเดินกลับไปที่ฝูงของมัน เซและอีวานต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจและได้เดินกลับไปยังแคมป์ตรงบริเวณรถม้าของพวกเขา และเซก็ได้ไปสังเกตเห็นกับลุงเ้าของรถม้าที่กำลังนั่งผิงไฟด้วยสีหน้าที่ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไร เซจึงได้ถามขึ้นลุงคนนั้นไปว่า ลุงไม่หิวหรือยังไงเดินทางมาตั้งหลายวันแล้ว ลุงได้หันหน้ามายิ้มให้เซและก็ตอบกลับไปว่าตัวของเขานั้นเตรียมอาหารที่เพียงพอสำหรับตลอดการเดินทางไว้เรียบร้อยแล้วและเป็จำนวนที่เพียงพอสำหรับเขาคนเดียวเท่านั้นไม่สามารถแบ่งให้ใครได้ โฮะ โฮะ โฮ่~ เซที่ได้ยินก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจึงเดินตรงดิ่งไปยังที่นอนของตนและข่มตานอนหลับไปทันที
หลายวันผ่านไป เมื่อรถม้าได้เดินทางมาถึงยังสถานที่ที่หนึ่ง เซและอีวานก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่พวกเขากำลังเห็นอยู่ตรงหน้าจนตาค้างไปนานหลายนาที มันคือเสาที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารตั้งอยู่ใจกลางของทุ่งหญ้าเขียวขจี มันมีความยาวที่ยาวสูงเสียดฟ้าจนเลยชั้นบรรยากาศขึ้นไป ทำให้เซและอีวานแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของพวกเขาเอง และด้วยนิสัยที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเซ เขาจึงได้หันหน้าไปทางลุงเ้าของรถม้าและเริ่มถามรายละเอียดเกี่ยวกับเสาขนาดมโหฬารนี้ทันที
“ลุง! ไอ่เสาขนาดใหญ่สุดยอดนี่มันคืออะไรอ่ะ!!” เซถามด้วยสีท่าทางที่ดูตื่นเต้นสุดขีด
“โฮะ โฮะ โฮ่~ เสานี้น่ะเขาเรียกกันว่า ‘เสาศักดิ์สิทธิ์’ เป็เสาที่คอยค้ำจุนโลกไว้น่ะ มันอยู่ตรงนี้ไม่ขยับไปไหนมานานหลาย 1000 ปีแล้วล่ะ ว่ากันว่า้าปลายยอดเสาน่ะมีเทพเ้าอาศัยอยู่ และเมื่อมหาาได้มาถึงอีกครั้งหนึ่งเสาต้นนี้จะหายไปและเทพเ้าที่อยู่้าจะสถิตลงมายังบนโลกมนุษย์...แต่นั่นมันก็แค่เื่เล่าอ่ะนะ…โฮะ โฮะ โฮ่~”
เซและอีวานที่ได้ยินเื่เล่าของเสาร์ขนาดมโหฬารนี้พวกเขาก็ได้แต่อึ้งและพูดอะไรไม่ออกไปซักพัก หลังจากนั้นวันเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปจนในที่สุดเซและอีวานก็ได้เดินทางมาถึงเขตที่อยู่ในพื้นที่ปกครองของอาณาจักรอิลานา และรถม้าก็ค่อย ๆ หยุดลง…
พอมาถึงจุดหมายเซและอีวานค่อย ๆ แบกสัมภาระของตนออกมาและก็ได้ลงมาจากรถม้าไป
“เอาล่ะ...ฉันสามารถมาส่งพวกเธอได้เท่านี้แหละเพราะสถานการณ์ของที่นี่ไม่ค่อยดีนักน่ะ…ถ้าเข้าไปลึกกว่านี้เกรงว่าเ้าม้าที่แสนน่ารักของฉันจะได้รับอันตรายเข้าน่ะ พวกเธอก็ระวังตัวกันด้วยล่ะ โชคดีนะ…”
“ขอบคุณมากครับลุง!!!” เซและอีวานกล่าวขอบคุณออกมาพร้อมกัน
จากนั้นรถม้าก็ค่อย ๆ จากไป พวกเขาจึงจำเป็ต้องเดินทางเข้าไปข้างในป่าด้วยตัวของพวกเขาเอง ป่าของที่นี่อุดมสมบูรณ์สวยงามมีดอกไม้ที่แปลกตาให้เห็นอยู่ตลอดระหว่างทางที่เดินเข้าไป แต่ทว่าป่าที่ดูอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้กลับไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตให้เห็นเลยแม้แต่ตัวเดียวจนทำให้เซและอีวานรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก และในขณะที่กำลังเดินลึกเข้าไป พวกเขาก็สามารถััได้ทันทีเลยว่ามีอะไรบางอย่างแปลก ๆ ไม่ชอบมาพากลตลอดระยะทาง
“นี่อีวาน นายรู้สึกแปลก ๆ บ้างไหม?” เซพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจังขึ้นมา
“อา...ใช่แล้วล่ะ ต้องไม่ผิดแน่…. ฉันรู้สึกว่าพวกเราเดินวนกลับมาที่เดิม 3 รอบแล้วล่ะ…”
“…”
“เฮ้ออ~” เซและอีวานได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินหลงอยู่นั้น ทันใดนั้นเองก็ได้มีใครบางคนวิ่งพุ่งออกมาจากป่าด้านข้างและได้มาล้มอยู่ตรงหน้าของพวกเขา
ตุ้บ!!!
เซและอีวานก็ได้ใขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นคนที่ล้มอยู่ตรงหน้านั้นเป็เพียงแค่เด็กชายตัวเล็ก ๆ
“นี่นาย เป็อะไรรึปล่าว!?” เซได้ถามขึ้นมาทันที
เด็กคนนั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นหูที่มีขนาดยาวแหลมกว่ามนุษย์ปกติ มีผิวพรรณที่ขาวนวลไปทั่วทั้งร่างกาย ดวงตาทั้งสองข้างสวยสดงดงาม ทำให้เซและอีวานต่างก็ใไปตาม ๆ กันเพราะทั้งคู่ไม่เคยเจอเอลฟ์ตัวเป็ ๆ มาก่อน
“อะ...เอลฟ์หรอ!? แถมยังถูกมัดมือไว้อีก!?” เซได้อุทานออกมาด้วยความใ
และทันใดนั้นเอง
ผลุ่บ!!!
ชายฉกรรจ์ 2 คนที่มีรูปร่างกำยำดูท่าทางอันตรายก็ได้โผล่ตามออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ หนีมาอยู่นี่นี่เอง เ้าหนูเอลฟ์ หนีออกมาซะไกลขนาดนี้คงต้องโดนทำโทษซักหน่อยแล้วล่ะ~”
“อย่ารุนแรงนักนะเว้ย เดี๋ยวราคามันจะตก ่นี้เอลฟ์ยิ่งหายาก ๆ อยู่”
หนึ่งในชายฉกรรจ์ 2 คนนั้นได้เห็นเซและอีวานจึงได้หันหน้ามาทางพวกเขาและเริ่มพูดจายียวนกวนประสาทใส่
“แล้วพวกแก 2 คนเป็ใครวะ…?”
เซและอีวานนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรและได้จ้องมองไปที่ชายฉกรรจ์คนนั้นอย่างไม่ละสายตา
“ช่างมันเถอะ… ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ควักอวัยวะของพวกแกออกไปขายด้วยเลยก็แล้วกัน!!”
พูดจบชายฉกรรจ์คนนั้นก็พุ่งโจมตีไปที่อีวานอย่างต่อเนื่องทันที แต่ทว่าอีวานก็สามารถหลบการโจมตีทั้งหมดของชายฉกรรจ์คนนั้นได้อย่างง่ายดายราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังเล่นสนุกอยู่กับเด็กทารก
“หลบเก่งนักนะไอ่เด็กเวรนี่!!!”
ชายฉกรรจ์คนนั้นได้ฟิวส์ขาดขึ้นมาที่ไม่สามารถทำอะไรอีวานได้เลย เขาจึงชักมีดสั้นออกมาและพยายามแทงไปที่ลำคอของอีวานเพื่อหวังที่จะฆ่าทิ้งซะ แต่ระดับความห่างชั้นมันต่างกันเกินไป ชายฉกรรจ์โดนอีวานหักแขนข้างนั้นทิ้งไปซะก่อนที่มีดจะพุ่งมาถึงลำคอ และจากนั้นอีวานก็ได้ซัดเข้าไปที่บริเวณกลางใบหน้าของชายฉกรรจ์คนนั้นจนหน้ายุบลงไปและมันก็กระเด็นหายเข้าไปในป่า จากนั้นอีวานก็ได้หันหน้ามาดูทางด้านของเซก็ได้เห็นชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งนอนจมกองกับพื้นตาเหลือกน้ำลายฟูมปากเป็ฟองฟอดไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“นายทำรุนแรงไปแล้วนะอีวานเดี๋ยวพวกมันก็ตายหรอก แค่ทำให้สลบไปก็พอแล้วน่า…” เซตักเตือนอีวานขึ้นมาเพราะไม่อยากเห็นเพื่อนของตนฆ่าคนถึงแม้จะเป็คนไม่ดีก็ตาม
“อ่า...โทษที...พอดีใส่อารมณ์มากไปหน่อยน่ะ...”
จากนั้นเซก็ได้เดินเข้าไปหาเอลฟ์ตนนั้นและได้แก้มัดเชือกที่มือให้และเซก็ได้ถามขึ้นมา
“แล้ว...นายชื่ออะไรล่ะ?”