จิวฟงและเพื่อนทั้งสามไปยังสำนักงานที่เขตกลางแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนเขายื่นป้ายประจำตัวให้ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เมื่อได้รับเงินสิบเหรียญที่สะสมไว้สองอาทิตย์แล้วคนทั้งสี่ก็รีบออกมาจากสำนักงาน จากนั้นจิวฟงและผองเพื่อนก็เดินผ่านหอคัมภีร์มุ่งหน้าลงใต้เพื่อไปยังเขาเว่ยฟง
เขาเว่ยฟงเป็ูเาที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเขาลูกอื่นๆในสำนักบนเขาเพาะปลูกพืชวิเศษที่ใช้สำหรับปรุงโอสถ ยอดเขาเป็ที่ตั้งของหอพืชปรุงยาที่ตีนเขามีร้านค้าชั้นเดียวแต่กว้างขวางอยู่ร้านหนึ่งด้านหน้าร้านมีป้ายขนาดใหญ่ติดไว้ว่า ‘ร้านวายุโอสถ’
พอเด็กชายทั้งสี่เดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าร้านก็ได้กลิ่นอันหลากหลายมีทั้งกลิ่นหอมๆรวมไปถึงกลิ่นตัวยาที่ไม่พึงปรารถนา ขณะนี้คนยังไม่พลุกพล่านนักพวกเขาเข้าไปในร้านวายุโอสถแล้วเลือกชมสินค้าได้อย่างสะดวกสบายโดยที่ไม่ต้องเบียดเสียดผู้คน
จิวฟงเดินตรงไปเลือกยาเพิ่มพลังปราณซึ่งวางไว้เรียงรายอยู่เต็มชั้นยิ่งอ่านสรรพคุณของยาที่แปะไว้ จิวฟงก็ถึงกับตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นแต่พอเห็นราคายาที่ติดไว้ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสลดเขาแบมือแล้วมองเหรียญเงินสิบห้าเหรียญที่กำไว้ จากนั้นก็ถอนหายใจยาว
ยาชั้นบนเป็ตัวยาที่มีราคาแพงส่วนที่อยู่ชั้นล่างๆมีราคาลดหลั่นกันลงมา แต่เงินแค่สิบห้าเหรียญไม่เพียงพอที่จะซื้อยาชนิดใดนอกจากโอสถสีเทาซึ่งเป็ยาคุณภาพต่ำสุดเด็กชายมองโอสถทมิฬราคาเม็ดละยี่สิบห้าเหรียญด้วยตาละห้อย ยืนนิ่งอยู่นานกว่าจะตัดใจได้จากนั้นจิวฟงก็หยิบยาเม็ดสีเทาๆมาสามสิบเม็ดแล้วนำไปชำระเงิน
ขณะที่จิวฟงและเหล่าสหายเดินผ่านเขตกลางของสำนักเพื่อกลับไปยังบ้านก็เห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังมุงป้ายประกาศซึ่งตั้งอยู่ที่ทางสามแพร่ง
เหล่าคนที่กำลังอ่านป้ายส่วนมากล้วนเป็ศิษย์ใหม่จะมีศิษย์รุ่นก่อนหน้าก็เพียงประปราย แต่ทุกคนล้วนแสดงความตื่นเต้นออกมาทางสีหน้าในเวลานี้พวกเขากำลังพูดคุยกันจ้อกแจ้ก
“ปีนี้ทางสำนักวายุจำรัสให้ศิษย์ใหม่ที่บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งเป็คนแรกเลือกศาสตราและคัมภีร์วิชายุทธ์ได้ก่อนใครศิษย์คนดังกล่าวสามารถอาวุธเวทและคัมภีร์โดยที่ไม่ต้องนำมาคืน ซึ่งนั่นก็เป็เื่ปกติดังเช่นที่ปฏิบัติมาทุกๆสามปีแต่ที่พิเศษกว่านั้นคือปีนี้ทางหอหลอมศาสตราจะนำกระบี่เงาพรายมาวางไว้ ซึ่งหมายความว่าคนที่บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งคนแรกสามารถเป็เ้าของกระบี่วิเศษเล่มนั้นถ้า้า”ศิษย์รุ่นก่อนหน้าผู้หนึ่งกล่าว
“หากได้เข้าไปเลือกอาวุธก่อนใครแล้วไม่หยิบกระบี่เงาพรายออกมาก็ถือว่าโง่เต็มทนแล้ว”
“นั่นเป็สุดยอดศาสตราของสำนักและมีอานุภาพไร้เทียมทานเชียวนะแปลกจริงทำไมสำนักของเราถึงเปิดโอกาสให้ศิษย์รุ่นนี้ได้ของวิเศษดังกล่าวล่ะ”
...
ศิษย์รุ่นใหม่หลายคนได้ยินศิษย์พี่พูดถึงกระบี่เงาพรายก็รู้สึกตื่นเต้นศิษย์ใหม่บางคนที่พอจะได้ยินชื่อของวิเศษชิ้นนี้มาบ้างแล้วก็ถึงกับลิงโลดนั่นเป็เพราะพวกเขาเองก็เป็หนึ่งในผู้ที่มีสิทธิ์กระบี่เงาพรายอันลือชื่อ
ขณะที่จิวฟงและสหายกำลังฟังศิษย์พี่สนทนาถึงกระบี่เงาพรายอยู่ที่บริเวณรอบๆนอกก็มีกลุ่มผู้ฝึกตนรุ่นใหม่ราวๆสิบคนเดินตรงมาที่ป้ายนั้นทันทีที่เหล่าศิษย์สังเกตเห็นกลุ่มคนที่มาถึง พวกเขาต่างก็หลีกทางให้คนกลุ่มนี้ผู้ที่เพิ่งมาถึงทางสามแพร่งไม่ใช่ใครหากคือมู่ฉีเชิ่งแห่งบ้านเทียมฟ้าซึ่งมาพร้อมกับสหายนั่นเอง
มู่ฉีเชิ่งอยู่ในวัยสิบห้าปีอายุของเขามากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน แต่นั่นก็ไม่ถือว่ามากเกินไปสำหรับคนที่จะก้าวเข้าสู่หนทางเซียนมู่ฉีเชิ่งมีท่าทีองอาจแต่ก็แฝงไปด้วยความถือตัวอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะคนที่มาจากตระกูลใหญ่เช่นเขามักมีลักษณะเช่นนี้
เขากวาดสายตาอ่านป้ายประกาศเมื่อสายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่คำว่ากระบี่เงาพรายั์ตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นเล็กน้อย มุมปากของเขาก็มีรอยยิ้มปรากฏ
การมาของมู่ฉีเชิ่งทำให้เหล่าศิษย์ตื่นจากความฝันเป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะเอาชนะนายน้อยแห่งตระกูลมู่ผู้ผ่านการทดสอบเป็อันดับหนึ่งของสำนัก
“ไม่ใช่ว่ามู่ฉีเชิ่งจะมีพร์อย่างเดียวแต่ตระกูลของเขาเป็ตระกูลใหญ่และมั่งคั่ง ได้ยินว่าเขาใช้โอสถทมิฬควบคู่กับการฝึกตนซึ่งยาประเภทนี้คนอย่างเราต้องเก็บหอมรอมริบกว่าจะซื้อหามาได้สักเม็ด”
“ดูคนที่อยู่ด้านหลังเขาสิได้ยินว่าแค่รับใช้เขาวันละสองชั่วยาม คนพวกนี้ก็ได้รับโอสถสีเทาเป็เครื่องตอบแทนจำนวนไม่น้อย”
“ถ้าเขามีทรัพยากรมากเช่นนั้นพวกเราก็เห็นจะหมดหวังกระบี่เงาพรายคงต้องตกเป็ของเขาอย่างแน่นอน”
“ได้ยินมาว่าเขาสร้างฐานปราณได้แล้ว...”
พอได้ยินว่ามู่ฉีเชิ่งก่อตั้งฐานปราณได้ในระยะเวลาเพียงสั้นๆศิษย์ทั้งหลายก็สำเหนียกรู้ว่า์กับพื้นดินต่างกันมากเพียงใด ความฮึกเหิมที่จะบรรลุให้ถึงขั้นที่หนึ่งเป็คนแรกก็พลันมลายไปสิ้น
คนทั้งหลายเดินแยกย้ายกันไปด้วยความรู้สึกหดหู่แต่มีคนผู้หนึ่งเดินไปยิ้มไปด้วยใจที่เบิกบาน
“มีทรัพยากรอย่างเหลือเฟือแต่กลับทำได้แค่ตั้งฐานปราณดูๆแล้วมู่...เอ่อ...ชื่ออะไรนะ...อืมมม...มู่ฉีเชิ่งนั่นก็ไม่เท่าไรหรอก ฮ่าๆๆๆ”จิวฟงหัวเราะลั่นอยู่ในใจ
กลับมาถึงบ้านพักจิวฟงก็รีบฝึกตนโดยไม่รีรอเขากลืนโอสถสีเทาเข้าไปหนึ่งเม็ดแล้วฝึกเดินลมปราณย้อนกลับผ่านไปหนึ่งชั่วยามเส้นปราณก็หนาขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบจะสังเกตไม่ได้เขากินโอสถสีเทาไปอีกสามเม็ดแล้วฝึกตนต่อ แต่ผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากเดิม
วันรุ่งขึ้นโอสถบำรุงปราณก็ถูกใช้ไปอีกแปดเม็ดพร้อมกันในครั้งเดียวจิวฟงทำท่าแบกโลกเอาไว้แล้วระบายลมหายใจออก แต่สุดท้ายแล้วยาเม็ดสีเทาก็ไม่ส่งผลใดนอกจากช่วยให้ร่างกายคลายจากความเมื่อยล้าจิวฟงรู้สึกว่าฐานปราณที่กำเนิดจากลมปราณย้อนกลับของเขาคล้ายกับหลุมดำก็ไม่ปราณหากไม่มีแสงสว่างเรืองรองออกมาแล้ว ฐานปราณนั้นก็เหมือนกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างลงไปโอสถสีเทาเม็ดแล้วเม็ดเล่าถูกกลืนลงคอ และสุดท้ายโอสถสีเทาก็ถูกใช้หมดภายในเวลาแค่สองวัน
“ยาชนิดนี้ไม่มีประสิทธิภาพเลย หากข้าได้ยาที่ดีกว่านี้ข้าคงจะก้าวหน้าไปมาก”
ความจริงแล้วยาเม็ดสีเทานั้นไม่ใช่ยาทั่วๆไปแม้แต่ผู้ฝึกตนที่ไร้พร์แต่ประกอบด้วยความเพียรก็สามารถจะบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งด้วยยาชนิดนี้แต่ที่จิวฟงไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่จุดตันเถียนเป็เพราะว่าฐานปราณย้อนกลับนั้นหนาแน่นและลึกไม่มีประมาณจนยากจะเติมเต็ม
“ถ้ารู้อย่างนี้ข้าฝึกเดินลมปราณด้วยวิธีปกติดีกว่าอย่างน้อยด้วยยาทั้งสามสิบเม็ดนั้นน่าจะทำให้พลังปราณในร่างกายของข้าเพิ่มพูนขึ้นบ้าง” จิวฟงบ่นไม่หยุดเขาคิดถึงเงินสิบห้าเหรียญเงินที่หายไปในพริบตาก็รู้สึกใจหาย
จิวฟงบิดตัวเพื่อคลายจากความเมื่อยล้าแล้วออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บริเวณหน้าบ้านตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่าถึงแม้จะฝึกตนเท่าไรก็ไม่มีความหมายเพราะว่าทรัพยากรได้หมดลงแล้วสิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือการรอให้ถึงสัปดาห์หน้าแล้วไปรับเงินจากนั้นก็นำเงินที่ได้ไปซื้อโอสถสีเทามาอีกสิบเม็ดเพื่อฝึกฝนลมปราณตามแบบดั้งเดิม
ขณะที่เขากำลังเดินทอดหุ่ยอยู่ที่หน้าบ้านนั่นเอง เขาก็ได้ยินเสียงกุกกักๆดังมาจากชายป่าข้างๆบ้านจิวฟงย่องเข้าไปใกล้ป่าแล้วสอดส่ายสายตาหาต้นเสียงที่ยังดังไม่หยุดป่าทึบและสุมทุมพุ่มไม้ทำให้เขาไม่รู้ว่าเสียงนั้นดังมาจากจุดใด
จิวฟงรู้แน่ว่าหากเขาไม่เข้าไปยังเขตป่าก็จะไม่มีอันตรายคิดได้ดังนั้นเขาก็หันหลังกลับแต่ทันใดนั้นเองก็มีเงาๆหนึ่งพุ่งออกมาจากแนวป่าแล้วตรงมาทางเขา
“กะต๊ากกกกกก!”
เสียงนั้นดังลั่นจนจิวฟงสะดุ้งโหยง หัวใจของเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อจิวฟงเหลียวดูก็พบว่าเป็ไก่ป่าสีขาวกำลังวิ่งผ่านเขาไปด้วยความเร็วสูงมันกึ่งบินกึ่งวิ่งทำให้ดูคล้ายกับว่าวที่กำลังร่อนไปด้านหน้าก็ไปปาน
“ไอ้เ้าไก่บ้า ใหมด ข้านึกว่าสัตว์อสูรหลุดออกจากเขตอาคมอย่าให้จับได้นะ ข้าจะจับเ้ามาทำไก่ย่างเสียเลย!”จิวฟงสบถเสียงดังลั่นพร้อมกับวิ่งตามไก่ป่าสีขาวไปไม่หยุด
“แน่จริงอย่าหนีสิเ้าไก่บ้า”แม้จะวิ่งสุดแรงเกิดแต่จิวฟงที่สร้างฐานปราณได้แล้วก็ไม่อาจจะตามไก่ป่าตัวนั้นได้ทันสัตว์ป่าที่สามารถอาศัยอยู่ในเขตแดนเดียวกับสัตว์อสูรมักจะมีอะไรพิเศษกว่าสัตว์ป่าปกติอยู่เสมอ
“ข้าบอกว่าอย่าหนี!” จิวฟงวิ่งไปก็ทะเลาะกับไก่ป่าสีขาวไปตลอดทางวิ่งลัดเลาะตามแนวป่าตามไก่ตัวนั้นไปได้สักสามสี่ลี้จิวฟงที่วิ่งจ้ำอย่างสุดแรงเกิดก็หอบแฮกขณะนี้เขาแทบไม่มีแรงจะทะเลาะกับเ้าไก่อีกต่อไปเขาจึงทำได้แต่เพียงวิ่งตามมันไปอย่างเงียบๆ เมื่อหยุดพูดและวิ่งเพียงอย่างเดียว จิวฟงก็รู้สึกว่าเขาวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมากเขาเริ่มไล่จี้เข้าไปใกล้ไก่ป่าสีขาวได้ทีละน้อย...
ขณะที่เขาใกล้จะเข้าถึงตัวไก่ป่านั่นเองก็มีร่างร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากแนวป่าที่รกชัฏ มันย่องบนต้นไม้แล้วกระโจนใส่ไก่ป่าอย่างสุดกำลังเขี้ยวของมันฝังที่คอไก่ที่น่าสงสารจนไก่ป่าดิ้นกระแด่วๆแล้วไก่ป่าสีขาวก็ขาดใจตายในทันที
จิวฟงพุ่งเข้าหาไก่ตัวนั้นช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีจึงถูกสัตว์ป่าอีกตัวชิงลงมือสังหารไก่ขาวไปก่อนแต่จิวฟงที่ะโตัวลอยกลางอากาศก็ยังไม่รามือทันทีที่มือของเขาััขาของเ้าไก่ขาว เขาก็กระชากซากไก่จากปากของสัตว์ตัวนั้น
“ไก่ตัวนี้เป็ของข้า!”จิวฟงร้องบอกเ้าแมวดำตัวใหญ่ที่กำลังใช้ปากยื้อแย่งไก่ป่าสีขาวจากมืุ์
แมวป่าสีดำส่งเสียงร้องคำรามในคอ มันมองจิวฟงด้วยสายตาไม่ยอมแพ้แมวดำใช้เรี่ยวแรงเกินกว่าสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปดึงไก่ขาวเข้าไปในเขตแนวป่า
จิวฟงก็ไม่มีถอยเช่นกันเขาสูดลมปราณเข้าท้องแล้วรวบรวมพลังที่จุดตันเถียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้จะยังอ่อนล้าจากการฝึกฝนและการวิ่งมาไกล แต่จิวฟงก็ยังไม่หมดเรี่ยวแรงซะทีเดียวเขาออกแรงกระชากไก่จนหัวของแมวป่ากระตุก
ทั้งสองต่างก็ไม่มีใครยอมใคร จิวฟงไม่ยอมให้แมวป่าถอยเข้าไปในเขตป่าอสูรได้เ้าแมวดำก็ไม่ยอมคายไก่ป่าให้จิวฟง ทั้งสองลากยื้อยุดฉุดไก่ป่าจนเืของไก่ขาวไหลหยดเป็ทาง
ทั้งคนทั้งสัตว์ออกแรงกันเต็มเหนี่ยว แมวป่าก็อ่อนล้าจิวฟงก็ผมเผ้ายุ่งเหยิง ชุดที่สวมใส่ก็รุ่มร่ามและคลายตัวลงทำให้พู่กันที่เหน็บไว้ที่เอวตกลงที่พื้น
“เ้าจะไม่ยอมจริงๆใช่ไหม”หลังจากทะเลาะกับไก่ป่าจนไก่ตายไปแล้ว จิวฟงก็หันมาทะเลาะกับแมวต่อ
“หง่าวววว...” แมวป่ากัดฟันแน่นแล้วส่งเสียงขู่
“ดี...ถ้าอย่างงั้นต้องเจอดี”เขาใช้มือขวาล้วงถุงวิเศษแล้วหยิบกระบี่สั้นขึ้นมา เมื่อกระบี่ที่ผ่านการลงอักขระเวทััมือของจิวฟงที่ฝึกตนจนได้ฐานปราณกระบี่นั้นก็สั่นไหวเล็กน้อย จิวฟงเหลือบมองกระบี่ในมือแล้วยิ้มออกมา
วูบบบบ
กระบี่ถูกตวัดผ่านหัวของเ้าแมวสีดำไปแค่คืบแมวป่ารู้สึกถึงสายลมที่กระชากผ่านหัวของมันไปในระยะประชิดทำให้มันถึงกับต้องะโถอยหลังตามสัญชาตญาณจิวฟงมองไปที่ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆก็เห็นว่าที่เปลือกไม้มีรอยจางๆซึ่งเกิดจากฤทธิ์กระบี่สั้นปรากฏอยู่เห็นดังนั้นเขาก็แสยะยิ้มออกมาในทันใด
“ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นถ้าเ้าไม่กลับเข้าป่าและทิ้งไก่ตัวนี้ไว้ให้ข้า เ้าก็จะเป็เช่นนี้...”จิวฟงรวบรวมปราณทั้งหมดแล้วสะบัดกระบี่ออกไปด้านหน้าทันใดนั้นก็เกิดลมพัดวูบใหญ่เข้าปะทะกับต้นไม้ เสียงเปลือกไม้แตกดังเปรี๊ยะพร้อมกับเกิดรอยลึกขนาดหนึ่งชุ่นยาวห้าชุ่นฝังลงบนเปลือกไม้หนาๆ
...และแล้วเ้าแมวดำก็กระโจนถอยหลังมันค่อยๆเดินคอตกกลับเข้าป่าไปอย่างเงียบๆ
“หง่าววววว”มันหันมามองจิวฟงแล้วร้องยาวอีกครั้งก่อนที่จะหายตัวเข้าไปในป่าทึบ
“ดีมากๆ เ้าเป็แมวป่าที่ว่านอนสอนง่ายเป็แมวที่น่ารักจริงๆ” จิวฟงพยักหน้าแล้วยืดตัวพร้อมกับยิ้มอย่างผู้ชนะ
จิวฟงยืนภูมิใจในชัยชนะที่ได้มาจากการใช้อาวุธเวทขู่สัตว์ป่าอยู่นานจากนั้นเขาจึงค่อยเก็บกระบี่สั้นลงในถุง ขณะที่กำลังก้มตัวเพื่อจะหยิบซากไก่ขาวจิวฟงก็พบว่าพู่กันของเขาตกอยู่ที่พื้นอีกทั้งยังเปื้อนไปด้วยโลหิตของไก่ป่าเขาหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วใช้เศษผ้าเช็ดทำความสะอาดและทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง...