ไลค์ที่กลับมาอยู่ในร่างเด็กนั้นได้รับการเชิญชวนให้มาพักอยู่กับชายชราที่เจอกันเมื่อครู่เขาก็ยอมตามมาแต่โดยดี เพราะสภาพพื้นที่ตอนนี้บวกกับร่างกายมันคงเป็ไปได้ยากที่จะดำเนินชีวิตด้วยตัวคนเดียว อีกทั้งยัง้าข้อมูลอะไรบางอย่างจากสถานการณ์ในปัจจุบัน
หลังจากที่เขา (แต่งเื่) เล่าว่าตัวเองความจำเสื่อมและครอบครัวหายสาบสูญไปกับกองขยะจากที่พอจำความได้คร่าวๆ ชายชราจึงเกิดความสงสาร และยังบอกให้มาพักที่บ้านของแกไปก่อน แต่กระนั้น!! ถึงตัวแกเองจะเรียกบ้าน แต่สำหรับในสายตาเขาแล้ว สลัมสมัยแต่ก่อนที่เขานั้นเคยโตมายังดูดีกว่าเยอะ -0- หากมองโครงสร้างภายนอก มันมีแค่เสาเหล็กยึดเป็โครงจากนั้นเอาแผ่นเหล็กที่หาได้ทั่วไปจากกองขยะมาปะๆขนาดกว้างซัก 8 เมตร เห็นจะได้ แต่เมื่อเขาถูกเชิญเข้ามาภายในบ้าน กลับมีอุปกรณ์หลายอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนมากมาย เช่น ทีวีแบบโฮโรแกรม เครื่องเล่นเพลงแบบัักลางอากาศ หุ่นยนต์รูปแบบเดินได้และมีมือหยิบของบางอย่างในกองเศษเหล็กเล็กๆตรงหน้าของหุ่นตัวนั้น มันทำให้อารมณ์ในตอนนี้ของไลค์นั้นค่อนข้างใมากเลยทีเดียว และหากมองดีๆสิ่งของทุกอย่างไม่มีบางสิ่งจากที่เขารู้จักนั้นคือ ไม่มีสายไฟ!!!
'แล้วมันทำงานได้ยังไงกันในเมื่อไม่มีสายไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เสมือนกับหลอดอาหารแบบนี้' ความแปลกใจและคำถามเกิดขึ้นมาในหัวเขาอย่างรวดเร็ว จนชายที่เดินนำเข้ามารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับการกระทำเด็กชายที่เขาพึ่งรู้จักเพราะเพียงแค่เข้ามาในบ้านได้ไม่ถึง5 นาที ก็วิ่งไปจับตรงนู้น กดตรงนี้ ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน แต่อาจจะเพราะความจำที่หายไป ชายชราจึงไม่ได้สนใจอะไรต่อ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเล็กๆห้องหนึ่งภายในบ้านแห่งนี้
ไลค์ยังคงสนใจสิ่งแปลกตาโดยรอบมากขึ้นทันทีที่ละสายตาจากชายชรา และสิ่งที่เขา้ามากที่สุดในตอนนี้คงไม่มีสิ่งอื่น นอกจากการเรียนรู้วิธีสร้างสิ่งของสุดล้ำยุคในเบื้องหน้าเหล่านี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็อุปสรรคสำหรับเขานั้นคือ อายุ เพราะร่างกายตอนนี้เป็ร่างกายของเด็กอายุเพียง 8-9 ขวบ การจะสร้างอะไรบางอย่างบางครั้งก็ต้องใช้แรงในการหยิบจับด้วย แต่นั้นอาจเป็ปัญหาระยะยาว หากจะมองปัญหาหลักก็คงต้องเริ่มจากข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันก่อนสินะ!!! ว่าทำไมถึงมีเมืองลอยฟ้า และ ผู้คนที่อยู่ที่นี้ทำไมถึงไม่ได้ขึ้นไปอยู่เมืองข้างบน
หากมองรอบๆตัว่ระหว่างทางก่อนจะเดินมาถึงบ้านพักแห่งนี้จะเห็นว่า มีคนจำนวนมากคอยแยกขยะที่สูงเทียบูเาบางก็มีแหล่งรวมผู้คนทีมีลักษณะเหมือนชุมชนเพียงแต่จะดูแตกต่างจากสมัยก่อน เพราะหมู่บ้านเหล่านี้ล้วนทำมาจากโลหะทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าไม้เลย
และสิ่งที่ดูไม่เป็ธรรมชาติแต่ผู้คนกลับดีใจราวกับเป็สมบัติอันล้ำค่านั้นก็คือ่เวลาที่มีของทิ้งลงมาจาก้าเมืองลอยฟ้า มีผู้คนมากมายต่างวิ่งไปเพื่อหาขุดคุ้ยหาของภายในกองขยะที่สูงมากกว่า 100 เมตร และเหตุผลนั้นก็เพื่อนำของบางอย่างที่ยังสามารถใช้ได้ให้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง บางก็ยังสามารถแลกเปลี่ยนกับนักค้าขายพเนจรต่างเมืองที่ ตั้งร้านกันเป็จุดๆ โดยคนที่คอยบอกข้อมูลเ่าั้ก็คือ ชายชรา
ไม่ช้าเสียงกร้านก็ดังขึ้น จากภายในห้องเล็กๆ โดยไลค์ล่ะสายตาไปจากอุปกรณ์รูปทรงแปลกๆตรงหน้าหันมองไปยังต้นเสียงนั้น
"ไอ้หนูเอ็งหิวอะไรรึเปล่า วันนี้ข้าเก็บอาหารกระป๋องได้ มากินด้วยกันสิ"ชายชราผู้มาพร้อมกับถ้วยและกระป๋องบางอย่างในมือ แต่ไม่ทันได้คำตอบจากเด็กชายเขาแกะกระป๋องเทออกมาใส่ถ้วย และนำไปใส่กับตู้อบที่เหมือนจะเป็ครัวเคาเตอร์อะไรซักอย่าง ที่น่ายินดีคือเคาน์เตอร์อันนั้น กลับดูสะอาดมากกว่าทุกสิ่งที่อยู่ภายในบ้านหลังนี้
"คุณลุงชื่ออะไรครับ รู้สึกเหมือนผมจะยังไม่ได้ถามเลย ผมไลค์นะ"เด็กชายยิ้มให้เล็กน้อย
"อะไรจำชื่อตัวเองได้แล้วรึไง" สายตาชายชราหันมองเขาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย
"แหะๆ ก็นิดหน่อยนะครับ ดูเหมือนผมจะจำได้แค่ชื่อนั้นแหละ" ไลค์หัวเราะกลบเกลื่อน แต่ชายชรากลับส่ายหัวไปมาเหมือนเขาไม่ค่อยเชื่อเด็กชายมากนัก
'ดูท่าจะฉลาดเหมือนกันแหะตาลุงคนนี้'
"เอาเถอะข้าเองก็ไม่ใช่คนเซ้าซี้อะไร ข้ามีชื่อจอร์น ชื่อจริงข้าคือ สมพร อัครศร แต่เรียกข้าว่าจอร์นก็ได้ คนแถวนี้เรียกข้าแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครเรียกข้าด้วยชื่อจริงนักหรอก"ชายชรากล่าวกลับมาโดยมือเขายังหาอะไรบางอย่างตามตู้ที่ติดอยู่เหนือเคาน์เตอร์
"งั้นขอเรียกว่าลุงจอร์นนะครับ อืม ผมถามได้มั้ยว่าทำไม เมืองมันถึงลอยฟ้าอยู่แบบนั้นอ่ะครับ แล้วทำไมลุงถึงไม่ขึ้นไปอยู่ที่นั้น ที่นั้นน่าจะสบายกว่าที่อยู่ในตอนนี้มากเลยนะ"ไลค์ถามเข้าตรงประเด็นทันที เพราะหากได้ข้อมูลเร็วมากเท่าไหร่นั้นก็ทำให้เขาพบคำตอบมากขึ้นในหลายๆความหมาย
"เมื่อก่อนนี้ข้าเองก็อยากขึ้นไป แต่พวกเราก็รู้ดีว่าเป็คนธรรมดาสามัญชนดังนั้นสิทธิ์ที่จะผ่านด่านขึ้นไปอยู่ที่นั้นน่ะคงหมดสิทธิ์ คนจะไปอยู่บนนั้นต้องเป็พวกมีอำนาจเท่านั้นแหละ ถ้าเป็ธรรมดาขึ้นไปอยู่ก็ไม่ต่างกับการเป็ทาส"ลุงจอร์นหันมามองหน้าไลค์พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"เห้อ! ถ้าเมื่อ 100 ปี ก่อนไม่เกิดากลางเมืองโลกคงไม่เป็แบบนี้แน่" เพียงได้ยินแค่นั้นจึงทำให้เด็กชายรู้สึกตะหงิดใจในทันที
"ากลางเมือง!? "ไลค์ทำหน้าตาใจนถึงกับอ้าปากค้าง เพราะถึงจะบอกว่าเป็ากลางเมือง แต่เล่นกันถึงโลกล่มสลายนี้มันออกจะแรงเกินไป
"เอ็งไม่รู้ได้ยังไงเนี่ยไอ้หนู .. เออจริงสิ เอ็งความจำเสื่อมอยู่นี่ ใหนๆก็ใหนๆ ข้าจะเล่าให้ฟังแล้วกัน เพราะเดิมมันก็เป็เื่ที่คนทั้งโลกรู้อยู่แล้วและดูเหมือนเอ็งก็อยากรู้น่าดูเหมือนกันนี่"ลุงจอร์นหยิบถ้วยขึ้นมาจากเตาอบ ก่อนจะเดินมาข้างๆเขา ที่ดูเหมือนเด็กชายรู้สึกว่ากำลังรอฟังเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
"เอ้า.. กินซะ ถึงอาหารจะมีน้อยแต่ข้าก็ไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดที่ปล่อยให้เด็กอย่างเอ็งอดตายหรอก"
จ๊อกกกก
เสียงท้องเขาร้องดังสนั่น ลุงจอร์นยื่นถ้วยให้ไลค์พร้อมกับช้อน เด็กชายรับมาด้วยความเกรงใจเมื่อได้ยินคำว่าอาหารมีน้อย แม้มีเื่ต้องคิดอีกเยอะแต่หากท้องหิวสมองก็คงไม่ทำงานได้อย่างเต็มที่เหมือนที่ควร ไลค์จึงลงมือกินอาหารตรงหน้าก่อนที่มันจะเย็น แต่เพียงคำแรกเข้าปาก เขากลับทำหน้าตกอย่างบอกไม่ถูก
'รสชาติบ้าอะไรฟ่ะเนี่ย แย่ยิ่งกว่าอาหารเน่าซะอีก!! '
เพียงแค่ตักคำแรกเข้าปากไลค์ถึงกับเกิดอาการทำหน้าแหวะ เขาคิดในใจพร้อมทำหน้ายี้ๆเพียงเล็กน้อย ทำให้ลุงจอร์นที่มองเขาอยู่ถึงกับกั้นขำเอาไว้เสียไม่ได้
"คิกๆๆ ฮ่าๆๆ ดูเอ็งทำหน้าเข้าสิ ข้ารู้ว่าอาหารที่นี้มันแย่ แต่อาหารที่นี้ทั้งหมดแทบเป็ของเหลือจากพวกในเมือง ส่วนใหญ่จะแทบหมดอายุแล้วทั้งนั้นแหละที่ทิ้งลงมา แต่มันก็ยังพอกินได้นะ ข้าหรือคนแถวนี้ต่างก็กินเ้าพวกนี้เหมือนกันนั้นแหละ"ได้ยินแบบนั้นทำให้เด็กชายคิดเื่ต่างๆเหมือนพูกปมอะไรบางอย่างเข้าด้วยกันอย่างบอกไม่ถูก
"ลุงจอร์นเล่าเื่า 100 ปี ก่อนให้ฟังต่อหน่อยสิ"ไลค์อ้อนวอนให้ลุงจอร์นเล่าต่อในขณะที่ตัวเองเริ่มเอาช้อนตักอาหารขึ้นมากินอย่างยากลำบาก
"เอ็งอิ่มก็วางไว้แล้วกัน ข้าจะเล่าต่อยาวๆเลย" ลุงจอร์นนั่งลงที่เก้าอี้เบื้องหน้าเขาทำตัวตามสบายก่อนจะเอนหลังไปกับเก้าอี้ที่แกนั่ง พร้อมยังตวัดสายตาสีดำสนิทของแกหันมองมาที่ไลค์ ก่อนจะเล่าต่ออย่างช้าๆด้วยน้ำเสียงเรียบๆไม่ได้ออกอรรถรสอะไรมากมายนัก
"ข้าได้ยินมาจากตาของข้า ว่า ก่อนเกิดาเกือบ100ปีก่อน ประเทศต่างๆในโลก ก็ใช้วิถีชีวิตเหมือนกับปีก่อนๆที่ผ่านมา เพียงแต่โลกมันมีของใช้ที่อำนวยความสะดวกมากขึ้นในแต่ล่ะปีแต่ล่ะปี แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากซะขนาดนั้นในทีเดียว จนกระทั้ง.."
"ยินดีต้อนรับคุณนิสา ครับ คุณรู้สึกยังไงกับการประกวดในครั้งนี้ครับ"เสียงแทรกนั้นดังมาจากทีวีที่ไร้จอลอยอยู่กลางบ้าน ส่งผลให้ ชายชราหันไปมองยังต้นเสียงทั้งยังส่งเสียงเหมือนมีความสุขจนแสดงไปยังสีหน้า
" แหม นางแบบเมื่อ 200 ปีก่อน ข้าล่ะชอบจริงๆคนนี้"ไม่เพียงออกคำพูดแต่การกระทำนั้นยังยกมือขึ้นมาลูบเครายาวๆที่เหมือนว่านี้คือจุดเซ็กซี่ของตัวเองอย่างที่สุด
"ลุงจอร์น เล่าต่อเถอะครับ" ไลค์เหมือนไม่สนใจถึงเสียงแทรกนั้นเลย ทั้งยังไม่หันไปมองที่จอโปร่งใสนั้นด้วย ชายชราเหมือนจะรู้ตัวและละสายตาจากจอที่มีสาวใส่ชุดวาบหวิวกำลังสัมภาษณ์เสมือนเวทีนางงามอะไรซักอย่าง
"มีวันนึงเกิดากลางเมืองขึ้นในประเทศขั้วอำนาจใหญ่ๆพร้อมกัน อเมริกา จีน เกาหลีเหนือ ฝรั่งเศส อังกฤษ อินเดีย รายละเอียดข้าเองก็ไม่แน่ใจแต่ที่แน่ๆจากการเกิดาครั้งนั้นทำให้ประชากรในประเทศเ่าั้ล้มตายเป็จำนวนมากส่วนทางรัฐบาลแต่ล่ะประเทศก็ไม่สามารถต่อกรได้ เพราะอาวุธที่พวกก่อการปฎิวัตินั้นใช้มันมีเทคโนโลยีมากกว่ามาก ไม่ว่าจะพลังการทำลายหรือแม้แต่โล่พลังงาน ที่มีให้เห็นในทุกวันนี้"
"จบกันไปแล้วนะครับกับคำถามเจาะลึกของคุณนิสา คราวนี้มาพูดคุยกับผู้สมัครคนแต่ไปอย่าง คุณเนเน่ กันบ้างนะครับ"และด้วยเสียงนั้น ชายชราก็หันไปยังจอสีใสอีกรอบทั้งยังยิ้มกริบอย่างบอกไม่ถูก
"แหม น้องเนเน่คนนี้หุ่นใช้ได้เลยแหะ"สิ้งคำ เด็กชายรู้สึกเหมือนเส้นอะไรซักอย่างขาดดัง เปราะ มือเล็กๆ ขว้างซ้อมปลายแหลมไปยัง เครื่องทรงยาวบางอย่างที่ติดอยู่ตรงกำแพง จนมีเสียงดัง ปุ๊ ตามมาติดๆ เครื่องนั้นคือเครื่องฉายทีวีโฮโลแกรมนั้นเอง
"ไอ้หนู เอ็งทำบ้าอะไรฟ่ะ"
"เดี๋ยวผมหาใช้คืนให้ครับ รบกวนเล่าต่อทีนะ ^^" เด็กชายส่งยิ้ม สำหรับชายชรามันทำให้เขารู้สึกหนาวอย่างบอกไม่ถูก แต่หากนึกดูดีๆ เครื่องทีวีนี้ก็เป็รุ่นเก่ามากที่เขาเก็บมาได้ในห้องยังมีอีก 4 เครื่องที่ใหม่กว่า ดังนั้นชายชราจึงเล่าต่อ ทั้งยังเหมือนไม่ใส่ใจกับเหตุการณ์ชั่วครู่แม้แต่น้อย
" เออๆ ต่อก็ต่อ ถึงใหนแล้วนะ อ่อ.. มีวันนึงเกิดากลางเมืองในประเทศขั้วอำนาจ.."
"เล่าผ่านไปนานแล้วโว้ยลุง!!!"เหมือนว่าความอดทนของไลค์จะเข้าสู่จุดขาดในที่สุด แต่คำพูดของเด็กน้อยไม่เพียงแต่เขาไม่โกรธ กลับสร้างเสียงหัวเราะคิกๆดังมาติดๆ เหมือนจงใจแหย่เด็กน้อยคนนี้อย่างตั้งใจ
แหม่ข้าก็แหย่เอ็งเล่น อยากรู้ว่าตั้งใจฟังอยู่รึเปล่าแค่นั้นแหละ"
"เอาดีๆ ลุง ไอ้เราก็อุตส่าห์ตั้งใจฟัง"
"เออๆ เล่าดีๆแล้ว ข้าไม่มีญาติพี่น้องนี่หว่า นานๆทีจะมีเด็กให้ข้าแกล้งเล่นถึงบ้านซักที... อะแอ่ม.. และแล้วประเทศเ่าั้ก็เกิดการก่อปฎิวัติจนสำเร็จเพียงเวลาแค่ครึ่งปีจากการทำาในครั้งนั้น"สิ้นคำ ดูเหมือนว่าเื่จะจบลงทำให้ไลค์ รู้สึกมีสีหน้าแปลกๆพร้อมยังมองไปที่หน้าของชายชรา
"แค่เนี่ย!!!!"ชายชราหัวเราะก่อนจะยกน้ำในแก้วโลหะขึ้นมาดื่ม
" ใจคอเอ็งจะให้ข้าเล่าอย่างเดียวเลยรึไง ข้ากินน้ำแปปนึงสิ ใจร้อนเป็วัยรุ่ยเลย มาต่อ เื่ราวนะไม่จบแค่นั้นน่ะสิ เพราะที่แย่น่ะจริงๆน่ะมันต่อจากนั้นนั้นคือ านิวเคลียร์ครั้งใหญ่ เรียกว่าาโลกครั้งที่ 3 ก็ได้นะรอบนั้น"
"ห้ะ าโลกเลยหรอ เพียงแค่ขั้วอำนาจเกิดการปฏิวัติก็น่าจะเกิดรัฐบาลยุคใหม่สิ ไม่น่าจะถึงกับมีาขึ้นนะ"ลุงจอร์นกลับส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย ทั้งยังมีสีหน้าจริงจังมากขึ้น
"ที่ประเทศขั้วอำนาจเสียสมดุลน่ะข้าไม่รู้รายละเอียดนักหรอกนะว่าภายในประเทศพวกนั้นมันยังไงกัน เพราะประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็มีการปฎิบัติขึ้นเล็กน้อยในกรุงเทพ เมืองหลวงในตอนนั้นแต่ก็ไม่ได้สำเร็จอะไรที่ สำเร็จดูเหมือนจะมีแค่พวกประเทศขั้วอำนาจเท่านั้นแหละ และไม่นานพวกต่างประเทศที่มีการปฏิบัตินั้นก็เกิดการทำานิวเคลียร์ขึ้นโดยการยิงกันไปมาระหว่างประเทศพวกนั้น และดูเหมือนว่ามันจะยิ่งใหญ่กว่าากลางเมืองเสียอีก เพราะหลังจบานั้น คนในโลกต่างล้มตายไปกว่า 70% ของประชากรในโลก อีกส่วนอีก 30% ที่รอดก็เป็คนในตอนนี้แหละ ปัจจุบันก็เป็พวกรุ่นต่อรุ่น"
"70%!!! ทำไมกันล่ะในเมื่อมันมีแค่าในประเทศขั้วอำนาจไม่น่ามีผลอะไรกับประเทศอื่นๆในตอนนั้นนี้"
จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ได้หรอก เพราะการยิงนิวเคลียร์มากกว่า 500 ลูกนั้น ทำให้แม่น้ำ ทะเล บนโลกหรือแม้แต่บนพื้นดินต่างก็มีสารเคมีกัมมันตรังสีที่หลงเหลืออยู่จากนิวเคลียร์นั้น จนไม่สามารถที่จะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์บนพื้นดินได้เลย จากนั้นไม่นานก็มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการในแต่ล่ะประเทศที่ยังเหลือรอดจากาครั้งนั้นร่วมกันสร้างนครลอยฟ้าขึ้นบนโลกมีเพียง 10 แห่งเท่านั้นในโลกร่วมถึงตอนนี้ด้วย และคนที่เข้าไปคือพวกที่จ่ายภาษีให้พวกนั้นได้ บางพวกก็เป็พวกที่สำหรับใช้แรงงานถึงจะได้ขึ้นไป ดังนั้นรุ่นปู่ข้าถึงไม่สามารถขึ้นได้ยังไงล่ะเพราะตระกูลข้าก็คงไม่ได้ร่ำรวยอะไร เป็เพียงตระกูลที่สนใจแต่เพียงวิชาดาบ น่าตลกมั้ยล่ะ แต่ถ้าข้าขึ้นไปตอนนี้ก็คงต้องไปเป็แรงงาน ข้าไม่เอาหรอก ฮ่าๆๆ สู้ยอมอยู่อดตายอยู่ที่นี้จะดีกว่าไปเป็ขี้ข้าให้พวกมัน" เสียงหัวเราะร่าดังลั่นหลังสิ้นคำ แม้จะปนไปด้วยน้ำตาก็เถอะ
"ทำไมล่ะลุง ถ้าขึ้นไปก็มีอาหารกินนี่ ไม่ดีกว่าหรอ"ไลค์ถามสิ่งที่เขาสงสัย แต่นั้นทำให้ลุงจอร์นกับส่ายหน้าอีกครั้ง
"เอ็งคงไม่รู้อะไรสินะ ข้าเคยคุยกับคนที่หนีออกมาจากนครนั้นแล้วแม้จะด้วยความบังเอิญก็เถอะ มันเล่าให้ฟังว่า ถูกใช้แรงงานอย่างกับทาส เวลาอาหารก็ให้กินแค่ขนมปังเพียงก้อนเดียวกับน้ำเปล่าเพียงเท่านั้น ทั้งๆที่พวกชาวเมืองหรือพวกผู้นำที่ครองเมืองมีอาหารดีๆกิน มันเลยะโลงมาจากข้างบน แต่โชคดันเข้าข้างไอ้บ้านั้นน่ะสิ เพราะตอนนี้มันะโลงมาดันมาลงหลังคาบ้านข้าแล้วลงเตียงพอดีอย่างกับเบาะรองพื้นทำให้มันเฉียดตายได้อย่างหวุดหวิด แต่ดวงซวยคนเป็ข้านี้แหละที่กลับมาจากหาของเก่าแล้วเจอมันนอนอยู่ในห้องนอนข้าพร้อมยังสร้างรูให้หลังคาข้าอีก มันนอนอวดครวญเพราะซี่โครงหักตั้ง 4 ชม. ฮ่าๆ "คำเล่านั้นทำให้ชายชรารู้สึกยิ้มอย่างมีความสุขเป็อย่างมาก
"แล้วเขาคนนั้นตายมั้ยครับ"ไลค์จึงถามต่อกลับไป
"หึ มันรอดนะสิ ข้าก็ดันไปเจอเครื่องที่สมานกระดูกกลับมาพอดีวันนั้น ดวงมันดีจริงๆนั้นแหละ ทุกวันนี้มันก็เดินหาของเก่าอยู่แถวนี้แหละ บางวันมันก็หิ้วนั้นนี้มาฝากอยู่บ่อยๆ"ไลค์กับลุงจอร์นต่างพูดคุยกันไปมาอีกหลายเื่ จนเวลาผ่านไปนับชั่วโมง