“เ้าคิดจะไปที่ใดต่อ” ไป่หยางถามแม่สาววานรน้อย หลังจากหมอทำแผลให้นางเสร็จ “” ข้าไม่รู้” นางตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ติดตามข้าขึ้นเขาเถอะ” เฟิงอี้เดินมากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทำให้ทุกคนหันไปมองหน้าอย่างงุนงง ถึงอย่างไรเสียนางก็เป็มาร บนเขามีแต่นักพรตจากสำนักเซียนมากหน้าหลายตา หากพานางขึ้นไป เกรงว่าอาจเกิดความโกลาหลขึ้นได้ “บนเขามีสถานที่ลี้ภัยที่เ้าสำนักสร้างไว้ ไม่ว่าคนธรรมดา หรือ มารใดๆ ที่ไม่เป็ภัยต่อผู้อื่นย่อมสามารถเข้าไปพักอาศัยได้ตามความเมตตาของท่านอาจารย์” เฟิงอี้อธิบายให้ทุกคนฟัง ไป่หยางและิ่หลางพยักหน้าเข้าใจ “งั้น วันนี้เราเข้าไปพักในเมืองก่อนดีกว่า ใกล้ค่ำแล้ว ดีหรือไม่ท่านพี่เฟิง” ไป่หยางเดินเข้าไปกอดคอเฟิงอี้ยิ้มๆ โดยไม่สนใจสายตาเ็าของอีกฝ่าย เฟิงอี้ขยับตัวออกห่างจากไป่หยาง และพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย “ไป” เฟิงอี้ออกคำสั่งให้เหล่าศิษย์เก็บของเตรียมเข้าเมือง หาที่พัก “อ๋า...แล้วอาซุนล่ะ” ิ่หลางทักท้วงเพราะกลัวว่าเข้าเมืองไปนางอาจถูกจับได้และอาจเกิดความวุ่นวายในเมืองได้ เฟิงอี้ยื่นกระบี่ให้ไป่หยางถือ ไป่หยางรับมาอย่างรู้งาน “กระบี่เจียวซิ่น...เหมาะกับท่านยิ่งนัก” ไป่หยางอ่านชื่อกระบี่ของเฟิงอี้ยิ้มๆ ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเห็นความเข้ากันของชื่อกระบี่กับตัวบุคคลสักเท่าไหร่ (เจียวซิ่น ความศรัทธาอันอ่อนโยน) “เ้าจะทำอะไร” ิ่หลางเอ่ยถามเฟิงอี้ เขาไม่ตอบแต่หลับตาลงร่ายคาถาอำพรางกาย (เป็คาถาที่ใช้สำหรับอำพรางาแ หรือร่องรอยต่างๆ แต่ไม่สามารถอำพรางกายได้) “หากเ้าไม่ใช้พลัง ตัวตนของเ้าจะไม่ถูกเปิดเผย” เฟิงอี้กล่าวบอกอาซุน นางพยักหน้าเข้าใจและเดินตามคนอื่นๆ ไปอย่างสงบ ...อย่างน้อยก็ยังมีคนเมตตา...
เมืองเฟิงหลิน...
“มนุษย์วานรอาละวาด เกิดอาเพศ ผู้คนเจ็บป่วย ล้มตายนับสิบ...นี่มันเื่บ้าอะไร” ิ่หลางเบ้ปากชูกระดาษที่ดึงออกมาจากป้ายประกาศของผู้นำหมู่บ้าน ให้เฟิงอี้กับไป่หยางดู เฟิงอี้หันไปมองอาซุนที่เดินตามหลังมา “พวกเ้า นำคนเข้าไปตรวจสุขภาพของชาวบ้าน หาสาเหตุของการเจ็บป่วยอย่างแน่ชัดแล้วประกาศให้ชาวบ้านทราบ” เหล่าศิษย์น้องน้อมรับคำสั่งแล้วเดินแยกออกไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายทันที “อย่าได้ใส่ใจเลย” ไป่หยางเดินเข้ามาตบไหล่อาซุนด้วยความเป็ห่วงความรู้สึก นางเหมือนเด็กสาวทั่วไปแท้ๆ ต้องมาเจอเื่ราวหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ น่าเวทนานัก อาซุนพยักหน้ายิ้มเล็กน้อย ชีวิตนี้พบคนเมตตาเพียงกลุ่มเล็กๆ ก็นับว่าเป็บุญแล้ว “หาที่พักเถอะ นางจะได้พักเดินทางมาระยะหนึ่งาแอาจได้รับการกระทบกระเทือน” ิ่หลางกล่าว เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับและเดินนำไปยังโรงเตี๊ยมเฟิงหลิน โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองเฟิงหลิน “เสี่ยวเอ้อร์ ขอห้องพักอย่างดีสี่ห้อง” เฟิงอี้กล่าวกลับพนักงานในโรงเตี๊ยม “อ๋า...สิ้นเปลืองทำไมกัน ท่านกับข้าพักด้วยกันก็ได้นี่” ไป่หยางกล่าวเล่นๆ กับเฟิงอี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจนน่าหมั่นไส้ “น่ารำคาญ” เฟิงอี้กล่าวเสร็จก็เดินขึ้นไปตามที่เสี่ยวเอ้อร์ได้จัดห้องพักไว้ให้ ไป่หยางยิ้มซนหันหน้าเจื่อนๆ ไปหาิ่หลาง ิ่หลางยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้เดินไปห้องพักของตนอย่างไม่สนใจใบหน้าซนๆ ของไป่หยางเลยแม้แต่น้อย “อาซุน เ้าไม่กลับห้องพักหรือ” เมื่อไม่มีใครสนใจ ไป่หยางจึงหันไปหาเด็กสาวเพียงคนเดียวที่ยังยืนมึนงงอยู่กับที่ “เอ่อ...ข้าหิว” อาซุนกล่าวเบาๆ เธอรู้ว่าตนไม่ควรเรียกร้อง ก่อความวุ่นวายอันใดให้เซียนกลุ่มนี้เพราะกลัวว่าจะเป็การรบกวนจนเกินไป แค่ได้รับการไว้ชีวิตก็มากเกินพอแล้ว ไป่หยางหัวเราะเอ็นดูนางก่อนเดินเข้าไปตบไหล่เบาๆ “ไปกับข้า มา” อาซุนเดินตามไป่หยางไปอย่างสงบเสงี่ยม “เสี่ยวเอ้อร์ มีอะไรอร่อยบ้าง” ไป่หยางเดินมานั่งโต๊ะ และเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาแนะนำอาหารยอดนิยมของโรงเตี๊ยม อาซุนเดินตามมานั่งแบบเก้อๆ กังๆ เธอเป็มนุษย์มารที่วันๆ หมกตัวอยู่แต่ในป่า เมื่อพบเจอผู้คนเยอะๆ แบบนี้ย่อมไม่เคยชินเป็เื่ปกติ “นายท่าน เชิญดื่มชาก่อนขอรับ อาหารขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมเราคือไก่อบสมุนไพร ผู้ใดผ่านมาจำต้องลิ้มรสสักคราจึงจะเรียกว่ามาถึงเมืองเฟิงหลินจริงๆ” เสี่ยวเอ้อร์วางชาลงบนโต๊ะก่อนแนะนำเมนูอาหารขึ้นชื่อประจำโรงเตี๊ยม “เอามา ขอข้าวสวยกับผลไม้ให้แม่นางผู้นี้ด้วย แล้วก็สุราหนึ่งไห” เสี่ยวเอ้อร์ก้มหัวรับสั่งก่อนเดินไปจัดเตรียมอาหารให้แขกตามคำสั่ง “เชิญเ้ากินได้เต็มที่” ไป่หยางบอกอาซุนยิ้มๆ เด็กสาวพยักหน้ายิ้มตอบอย่างร่าเริง
ก๊อกๆๆๆ
“ใคร” ิ่หลางะโถามบุคคลหน้าประตู “ข้าเอง” ิ่หลางเดินไปเปิดประตูเมื่อเห็นว่าเป็เสียงของเฟิงอี้ “มีอะไร” ิ่หลางถาม เฟิงอี้ไม่ตอบแต่ยืนมองหน้าเขาแทน เชิงบอกว่าเป็เื่สำคัญไม่วสามารถพูดโจ่งแจ้งได้ เขาหลีกทางให้เฟิงอี้เข้ามาแล้วปิดประตูเดินตามเข้ามานั่งที่โต๊ะรินชาให้ชายหนุ่ม “ขอบใจ” เฟิงอี้กล่าว “ตกลงว่าเ้ามีเื่อะไร” เฟิงอี้วางแก้วชาลงเงยหน้าสบตากับิ่หลาง “เื่ที่เ้าได้กลิ่นมาร” ิ่หลางพยักหน้าเข้าใจ หยิบชาขึ้นมาดื่มก่อนจะเริ่มเล่าเื่ของตน “ตอนเด็กๆ ข้าเคยหลงเข้าไปในป่าต้องห้ามของเมืองอินทรีย์ จนถูกิญญาร้ายสิงร่าง จิตของข้าถูกพวกมันควบคุม ท่านพ่อนำคนเข้าไปช่วยข้าไว้ได้แต่ข้ากลับไร้สติ วันดีคืนดีก็อาละวาดทำร้ายพวกทหารรับใช้ จนท่านพ่อต้องใช้วิชาเรียกจิติญญาของข้ากลับมา ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนกว่าข้าจะหายดี หลังจากนั้นข้าก็ได้กลิ่นแปลกๆ ทุกครั้งที่ได้กลิ่นของมันมักจะมีเื่แปลกๆ เกิดขึ้น” เขาหยุดเล่าเพียงเท่านั้น เงยหน้าขึ้นสบตากับเฟิงอี้ น้ำตาคลอ ราวกับว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ราวกับว่ามันเ็ปเกินกว่าที่เขาจะรับไหว เฟิงอี้ยื่นมือไปจับไหล่ของิ่หลาง ราวกับกำลังปลอบประโลมเด็กหนุ่มตรงหน้า คนๆ นี้อายุน้อยกว่าเขาถึงสองปี แต่จิตใจเข้มแข็ง แถมยังมีวิชาแกร่งกล้าฝีมือดีไม่แพ้เขากับไป่หยางเลยแม้แต่น้อย น่าชื่นชมยิ่งนัก “มันผ่านไปแล้ว” ิ่หลางเงยหน้าขึ้นมองเ้าของคำพูด ไม่น่าเชื่อว่าคนตรงหน้าจะปลอบประโลมคนอื่นเป็ เขาหัวเราะเล็กน้อย น้ำตาลูกผู้ชายหยดลงมาอย่างลืมอาย เขาพยักหน้าตอบรับเบาๆ รอยยิ้มอ่อนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟิงอี้ แต่เพียงครู่เดียวมันก็หายไป ราวกับว่าเขาตาฝาด เฟิงอี้ลุกขึ้นเตรียมเดินกลับห้องพักของตนก่อนจะเปิดประตู เขาหันมาบอกกับิ่หลางเบาๆ “ข้าให้เสี่ยวเอ้อร์นำอาหารขึ้นมาให้เ้าแล้ว กินแล้วพักผ่อนเสีย” ิ่หลางยิ้มเบาๆ พยักหน้าตอบรับ “ขอบคุณ” หลังจากเฟิงอี้ออกไปเขาก็หยิบกระบี่ของตนเองออกมาดู ‘ิยู่ (ชัยชนะ) ’ เป็สมบัติตกทอดรุ่นสู่รุ่นของพ่อเขาที่ทิ้งเอาไว้ให้เขาก่อนตาย น่าเสียดายที่แม้แต่หน้าพ่อแม่แท้ๆ ของตนก็ไม่มีโอกาสได้เห็น
“ท่านพี่เฟิง” เสียงะโเรียกจากด้านหลังทำให้เฟิงอี้หยุดเดินหันไปมองเ้าของเสียง “เ้ามาทำอะไร” เฟิงอี้กล่าวถามไป่หยางเพราะเห็นเขาเดินมาจากทางห้องพักของอาซุน “ข้าพาอาซุนไปกินข้าวมาน่ะ เลยมาส่งนางที่ห้องพักสักหน่อยกลัวว่านางจะหลงทาง” เฟิงอี้พยักหน้าเข้าใจ “ท่านไม่ลงไปกินข้าวข้างล่างรึไง” ไป่หยางถามเพราะเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าก็ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันเลยเหมือนกัน “ตามข้าเข้ามา” เฟิงอี้กล่าวสั้นๆ ก่อนเดินนำไปยังห้องพักของตน ไป่หยางพยักหน้าเดินตามไปแต่โดยดี “เ้าดื่มเหล้ามา?” เฟิงอี้ถามเพราะบนตัวของไป่หยางมีกลิ่นสุราตลบอบอวลไปหมด ไป่หยางพยักหน้ายิ้มเจื่อนๆ เฟิงอี้ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ “นี่อะไร” ไป่หยางถาม ลักษณะคล้ายก้อนหินธรรมดา แต่เฟิงอี้ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ เช่นนี้เกรงว่าจะมีอะไรมากกว่านี้เป็แน่ “เ้าจำเื่ที่ิ่หลางเคยพูดเื่ที่ตนได้กลิ่นมารได้หรือไม่” ไป่หยางพยักหน้าตอบรับ “ิ่หลางบอกว่าเมื่อวัยเยาว์เคยถูกิญญาร้ายควบคุมจิต เมื่อหายดีก็มักได้กลิ่นแปลกๆ ทุกครั้งที่ได้กลิ่นของมันมักมีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จึงสรุปได้ว่าเป็กลิ่นมาร” ไป่หยางพยักหน้าเข้าใจ แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับหินประหลาดก้อนนี้อยู่ดี “นี่คือหินปราบมาร เป็วัตถุวิเศษของท่านอาจารย์เฟิง” เฟิงอี้อธิบายต่อถึงวัตถุที่เขานำออกมาให้ไป่หยางดู “แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน” ไป่หยางหยิบก้อนหินขึ้นมาสำรวจดูรอบๆ ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ “ตอนข้าพูดคุยกับิ่หลางในห้องนั้น ดวงตาของิ่หลางเปลี่ยนเป็สีแดงอยู่ครู่หนึ่ง แต่เพียงชั่วพริบตาก็หายไป เป็จังหวะเดียวกันกับที่หินปราบมารก้อนนี้สั่นไหว ราวกับว่ามันเจอสิ่งผิดปกติบริเวณใกล้ๆ นี้” เขาอธิบายเรียบๆ แต่บนใบหน้าแฝงไปด้วยความหนักใจเล็กน้อยจนแทบจะมองไม่ออก “ท่านกำลังจะบอกว่า...” ยังเอ่ยไม่ทันจบเฟิงอี้ก็พยักหน้าตอบรับ “ในร่างของิ่หลางยังมีมารแฝงอยู่” ไป่หยางทำหน้าตกตะลึงเล็กน้อย “อันตรายหรือไม่” เฟิงอี้ส่ายหัวเบาๆ “ไม่แน่ใจ ข้าััไม่ได้เลยถึงพลังของมัน ราวกับว่ามีอะไรอำพรางััของข้าอยู่ จึงไม่สามารถรับรู้ถึงพลังของมันได้” ไป่หยางเหมือนคิดอะไรออกบางอย่าง ผลุนผลันลุกขึ้น “ท่านรอข้าสักครู่เดี๋ยวข้ากลับมา” พูดจบก็วิ่งออกไปทิ้งให้เฟิงอี้นั่งทำหน้าตายงุนงงกับท่าทีของเขา “มาแล้ว...” เขาวิ่งกลับมาพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่ง “นั่นอะไร” เฟิงอี้ถาม “อ้อเป็ตำราเก่าแก่ของพ่อข้าน่ะ ข้านำติดตัวมาด้วยก่อนฝากตัวเข้ารับการฝึกที่สำนักเฟิง ในนี้มีตำนานของมารเกือบทุกชนิดที่พ่อข้าศึกษารวบรวมเอาไว้ให้ศิษย์รุ่นหลังอย่างพวกข้าได้ศึกษา” เขาอธิบายไปเปิดตำราไป “อ่า ข้าว่าท่านหาเองน่าจะรวดเร็วกว่าข้า ข้าดูตำราพวกนี้ไม่ค่อยออก เขียนภาษาคนหน่อยก็ไม่ได้” ว่าจบเขาก็ยื่นตำราส่งให้เฟิงอี้ ไม่ใช่ว่าเขาอ่านหนังสือไม่ออก แต่เป็เพราะอักษรที่เขียนอยู่บนตำราเป็แบบเฉพาะที่ผู้บรรลุเซียนเท่านั้นถึงจะอ่านเข้าใจ ซี่งเขาคิดว่าเฟิงอี้น่าจะศึกษามามากกว่าตนอาจจะรู้เื่มากกว่าตน เฟิงอี้รับตำรามาเปิดอ่านไปเรื่อยๆ อยู่นานสองนาน จนไป่หยางเริ่มสับหงกเนื่องจากเริ่มดึกแล้วเขาเองเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เริ่มจะง่วงนอนแล้วเหมือนกัน “เจอแล้ว” ไป่หยางสะดุ้งตื่นรีบย้ายตัวมานั่งฝั่งเดียวกับเฟิงอี้เพื่อดูเนื้อหาในตำรา “มารแฝงร่าง อิทธิฤทธิ์ร้ายแรง กลืนิญญา กลืนจิต ยากขจัด” เฟิงอี้อ่านเนื้อหาในตำราให้ไป่หยางฟัง เพราะดูท่าทางเ้าตัวคงอ่านไม่รู้ความ “หมายความว่าอะไร” ไป่หยางเบ้ปากไม่เข้าใจ “หน้านี้มีชนิดของมาร หากปล่อยไว้นานวันผู้ถูกแฝงจะค่อยๆ กลายเป็พวกเดียวกับมัน ยากควบคุ่มและสูญเสียจิตในที่สุด หน้านี้ไม่มีวิธีกำจัดเขียนไว้เหมือนหน้าอื่นๆ อาจจะหมายความว่ายังไม่มีผู้ใดค้นพบวิธีกำจัดมัน” ไป่หยางแย่งตำราในมือของเฟิงอี้มาดู แม้เขาจะดูไม่รู้เื่แต่ในหน้านี้มีอักษรเพียงไม่กี่ตัวต่างจากหน้าอื่นๆ คงจริงอย่างที่เฟิงอี้บอก มารแฝงร่างนี้ไม่ได้บันทึกวิธีกำจัดเอาไว้ “หมายความว่าิ่หลางจะต้องกลายเป็พวกมันไม่ช้าก็เร็วงั้นหรือ” เฟิงอี้พยักหน้าหนักใจ “แล้วท่านอาจารย์เฟิงล่ะ เ้าเคยบอกว่าท่านอาจารย์เป็มิตรกับมารมากมาย ไม่แน่อาจรู้วิธีกำจัด” เฟิงอี้ส่ายหน้าเล็กน้อยลุกขึ้นไปมองพระจันทร์ที่ริมหน้าต่าง “ท่านอาจารย์เป็มิตรกับมารมากมายจริง แต่ล้วนแต่เป็มารกลุ่มเล็กๆ ไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไร คงไม่มีผู้ใดรู้วิธีเป็แน่” เฟิงอี้กล่าวสั้นๆ น้ำเสียงแ่เบา “เราไม่มีทางช่วยิ่หลางได้เลยหรอ เป็ไปไม่ได้ว่ามีสาเหตุ จะไม่มีวิธีจบเหตุ” เฟิงอี้หันมามองหน้าที่วิตกกังวลของไป่หยาง “อาจมีวิธี แต่เราจะค้นพบหรือไม่คงยากจะกล่าว อย่าพึ่งให้ิ่หลางรู้เื่นี้ ขึ้นเขาไปข้าจะหาโอกาสถามกับท่านอาจารย์ อาจจะพอได้อะไรมาบ้าง” ไป่หยางพยักหน้าเบาๆ ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวคำใดๆ เฟิงอี้มองตามแผ่นหลังของไป่หยางไป แม้จะไม่ได้ผูกพันกันแต่ก็อดเป็ห่วงไม่ได้ ไป่หยางเองก้คงหนักใจไม่น้อยคนผู้นี้มักเป็ห่วงผู้อื่นก่อนตนเองเสมอ เขาจะต้องกังวลเื่ิ่หลางมากแน่ๆ เฟิงอี้ก้มหน้าลงค่อยๆ หลับตาลง ชั่วชีวิตของเขา ไม่เคยมีสหาย นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ออกล่าภูตผีกับศิษย์นอกสำนักเช่นนี้ เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกหนักใจในเื่ของคนอื่นมากขนาดนี้ ‘มารแฝงร่าง ข้าอยากช่วยสหายข้า’ ข้อความบนกระดาษค่อยๆ จางหายไปกับวิชาส่งสารของตระกูลลู่ “หวังว่าพ่อข้าจะพอมีวิธีช่วยเ้า แม้เล็กน้อย ข้าก็จะหาวิธีกำจัดมันออกไปให้ได้ ิ่หลาง...” ไป่หยางบ่นพึมพำ แม้เขาจะไม่ค่อยถูกกับเด็กหนุ่มผู้นั้นสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หากจะนิ่งนอนใจไม่ช่วยคงจะเป็การเห็นแก่ตัวไปหน่อย...
อิ๋งอี๋...
“นายท่านขอรับ” เสียงจากศิษย์ในสำนักเรียกทำให้ลู่ ฟาหยางตื่นจากภวังค์ พลันหันไปตามมือของศิษย์ที่ชี้ไปยังกระดาษส่งสารของลู่ ไป่หยาง “มารแฝงร่าง...” ฟาหยางหลับตาลงหวนนึกถึงอดีต เขาพบมารชนิดนี้ครั้งแรกบนตัวลูกชายคนโตของเขา ลู่ จื้อโหยว พี่ชายของไป่หยาง เขาอายุได้เพียวสิบขวบก็สิ้นชีพเพราะมารชนิดนี้ ฟาหยางพยายามคิดหาวิธีรักษามากมาย เดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อจะรักษาลูกชายของตนในเวลานั้น ไป่หยางอายุเพียงสองขวบยังไม่รู้ความใดๆ มารแฝงร่างในตัวบุคคลนั้นเกิดขึ้นยากมาก และเขาเองก็จนปัญญาจะรักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ เขาไม่อยากเห็นลูกชายเ็ปทรมาน จึงตัดสินใจปลิดชีพลูกชายของตนในตอนที่เขากำลังจะกลายเป็พวกเดียวกับมัน เื่นี้ฝังใจเขามาตลอด16ปีที่ผ่านมา เขาเก็บเป็ความลับไม่ให้ไป่หยางรับรู้มาตลอด เพราะกลัวว่าไป่หยางจะอยากรู้อยากเห็นและเข้าไปพัวพันกับมันตามนิสัยชอบแสวงหาของไป่หยางแล้วไม่ว่าเื่ใดที่เขาอยากรู้ ก็จะต้องได้รู้ในที่สุด ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะห้ามไป่หยางไม่ทันแล้ว ฟาหยางลืมตาขึ้นถอนหายใจอีกครั้ง “พวกเ้าออกไปก่อน” เขาสั่งเหล่าศิษย์ทั้งหลาย เวลานี้สิ่งที่เขา้ามากที่สุดคือสมาธิ เมื่อไป่หยางลูกชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขากำลังจะเข้าไปพัวพันกับอันตรายที่ไม่เคยมีผู้ใดหลุดพ้นออกมาได้ คนเป็พ่ออย่างเขาคงทำได้เพียงคอยให้ความช่วยเหลือ ในเมื่อห้ามไม่ได้ก็ย่อมต้องเป็เช่นนั้น “จื้อโหยว คุ้มครองน้องชายของเ้าด้วย” เขาอธิษฐานถึงลูกชายคนโตของเขาที่ตายจากไปเมื่อ16ปีก่อน ‘ฝึกสมาธิ ตั้งจิตให้มั่นคง ช่วยยืดเวลาให้มันครอบงำได้ช้าลง’ ตัวหนังสือเลือนรางไปกับวิชาส่งสาร เขาเพียงหวังว่าลูกชายคนเล็กของเขาจะทำสำเร็จ ไม่ผิดพลาดเหมือนเขาในอดีต
‘ฝึกสมาธิ ตั้งจิตให้มั่นคง ช่วยยืดเวลาให้มันครอบงำได้ช้าลง’ ไป่หยางยืนมองข้อความบนกระดาษส่งสารอย่างจนปัญญา “ถึงจะว่างั้นก็เถอะ ข้าบอกเ้าเด็กบ้านนั่นตรงๆ ไม่ได้นี่ จะไปบังคับฝึกสมาธิได้อย่างไร” ไป่หยางถอนหายใจ เก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับขึ้นเขา เหมือนเขานึกอะไรออก รีบวิ่งไปยังห้องของเฟิงอี้ “ท่านพี่เฟิง ข้าเอง” เฟิงอี้ตื่นจากสมาธิ ลุกขึ้นไปเปิดประตู “แอ๊ะ” เสียงไป่หยางอุทานเพราะเมื่อครู่เขายืนหันหลังพิงประตู เพราะนึกว่าเฟิงอี้จะมาให้สุ้มให้เสียงมากกว่านี้ ...คนหรือแมว... เขาคิดในใจพลันส่ายหัวเล็กน้อย “เมื่อเช้าข้าส่งสารไปยังพ่อข้า ท่านชี้แนะมาว่าให้เ้าเด็กนั่นฝึกจิตให้มั่นคง จะสามารถยืดเวลาออกไปได้” เฟิงอี้เดินตามมานั่งตรงข้ามกับไป่หยางที่โต๊ะดื่มชา เฟิงอี้ถอนหายใจเบาๆ พยักหน้าตอบ “ทำไมท่านไม่พูดอะไรเลยล่ะ” ไป่หยางสงสัย อย่างน้อยเขาควรจะตอบอะไรเขาบ้าง “อาซุนบอกว่าเคยพบมารชนิดนี้โดยบังเอิญ คนที่สามารถสร้างมารชนิดนี้ได้คือ...” เขาหยุดพูด ถอนหายใจแ่เบาราวกับว่าเป็เื่ที่น่าลำบากใจมาก “ตาเฒ่ากินคน แห่งเผ่าผีสิง” ไป่หยางเบิกตาเล็กน้อยเขาจำได้ว่า เคยได้ยินผู้คนในเมืองเล่ากันว่าตาเฒ่าผู้นี้คือผู้ที่สังหารพ่อของิ่หลางนี่ “ทำไปเพื่ออะไร” เฟิงอี้ส่ายหัวไร้คำตอบ อย่าว่าแต่เขาไม่รู้เลย คนในเมืองอินทรีย์ หรือแม้กระทั่งคนในตระกูลิ่เองก้ไม่มีใครรู้สาเหตุของการลอบสังหารครั้งนั้น ทั้งที่พ่อของิ่หลางช่วยชีวิตเขา ปฏิบัติต่อเขาอย่างดีมาโดยตลอด แต่อยู่ๆ ก็เกิดการสังหารผู้มีพระคุณขึ้น ในปีนั้นผู้คนต่างใและมึนงงกับเหตุการณ์นั้น ซับซ้อนยากจะหาคำตอบ................