แสงอาทิตย์ยามสายของเดือนอ้ายช่างอบอุ่น
ฟ้าใสสีครามละมุนทาบทับด้วยเมฆขาวขุ่นมองไปคล้ายมวยมุ่นผมของหญิงชราวางซ้อนกัน...
ลานประลองยามนี้ว่างเปล่า แต่ผู้คนบนอัฒจันทร์ต่างเบียดเสียดกันแน่นขนัดด้วยความตื่นเต้นคึกคักต่างพากันพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ถึงฝีมือผู้เข้าแข่งขันแต่ละรายว่าจะยิงป้ายนักษัตรได้มากน้อยเพียงไร
ป้ายนักษัตรวงกลมขนาด ๕ นิ้วจำนวน๑๒ ป้ายปักแขวนรายรอบลานประลองทั้ง ๑๒ ทิศ ใกล้ผนังเชิงเทิน แต่ละป้ายผูกห้อยลอยอยู่สูงราว๑ วากับ ๒ ศอก (๓ เมตร) อยู่ในระนาบเดียวกับพื้นทางเดินของเชิงเทิน
ผนังเชิงเทินซึ่งตีกั้นล้อมลานประลองทำด้วยปีกไม้ซีกหน้ากว้างั้แ่หนึ่งคืบถึงสองคืบปักชิดติดกันสูง ๒ วา อยู่พ้นระดับพื้นทางเดินไปครึ่งวา เมื่อพลแม่นธนูขึ้นยืนประจำตำแหน่งทั้ง๑๒ จุดกระจายไปตามป้ายนักษัตร จึงเห็นร่างเพียงระดับอกโผล่พ้นผนังเชิงเทิน
ผนังด้านทิศใต้เว้นช่องเป็ประตูเข้าออกลานประลองอยู่ใต้พื้นทางเดินของเชิงเทิน นอกจากนี้ยังตั้งกลองสัญญาณไว้ด้วย
ไม่นานเสียงรัวกลองก็ดังขึ้นกึกก้องเป็สัญญาณเรียกผู้เข้าแข่งขันเข้าสู่สนาม เมื่อเสียงกลองหยุดลงปรากฏร่างผู้เข้าแข่งขันคนที่หนึ่งเดินถือคันธนูออกมาพร้อมลูกธนู ๒๐ดอกในซองหนังที่คาดเฉียงบ่า เสียงฝูงชนปรบมือโห่ร้องต้อนรับด้วยความตื่นเต้นผู้เข้าแข่งขันสวมเกราะหนังอ่อนคลุมร่าง ส่วนหัวสวมหน้ากากหวายที่เปิดช่องตานอกจากดวงตาที่ปรากฏแล้วแทรกลงไปในช่องหวายจะเห็นเพียงผ้าไหมสีดำคลุมส่วนศีรษะและใบหน้ามิดชิดส่วนตามช่องข้อต่อเกราะหนังบนร่างกาย ก็เห็นเป็ชุดผ้าไหมสีดำปกคลุมอยู่ภายในไม่สามารถจำแนกออกว่าคือผู้ใด..
ผู้เข้าแข่งขันคนที่หนึ่งเดินเข้าไปยืนภายในพื้นที่เส้นวงกลมกลางลานซึ่งมีระยะรัศมี๒ วา โรยด้วยปูนขาวเป็แนวเส้น จากนั้นได้ยินเสียงของขุนพลธรณินผู้ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่บนเชิงเทินข้างกลองสัญญาณประกาศดังขึ้น
“ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขหนึ่งพร้อมอยู่ในเขตวงกลม..พลแม่นธนูทั้ง ๑๒ คนพร้อมประจำที่.. ลูกธนูทั้งหมดให้เก็บอยู่ในซอง..เมื่อสัญญานกลองตีรัวขึ้น และย่ำกลองครบ ๑๒ ครั้งให้เริ่มการประลองได้..เมื่อผู้เข้าแข่งขันใช้ธนู ๒๐ ดอกยิงออกไปจนหมดสิ้น หรือเป็ฝ่ายถูกธนูยิงโดนร่างหรือผู้เข้าแข่งขันออกนอกเส้นวงกลม ให้ถือเป็อันยุติ ห้ามยิงธนูอีกเป็อันขาดและเสียงกลองจะดังขึ้นให้เป็ที่รู้กัน”
ระยะห่างจากจุดกึ่งกลางสนามถึงผนังเชิงเทินคือ๒๕ วา ถ้าผู้เข้าแข่งขันไปยืนริมเส้นวงกลมสีขาวจะทำให้ระยะยิงไปยังป้ายนักษัตรในทิศนั้นไม่ไกลเกิน๒๓ วา แต่ก็ยังเป็ระยะที่ท้าทายมากสำหรับยอดนักยิงธนูซึ่งต้องเคลื่อนไหวหลบหลีกห่าธนูจาก๑๒ แหล่งไปพร้อมกัน
เสียงย่ำกลองเริ่มตีดังช้าๆก่อนจะกลายเป็เร่งรัวจังหวะแล้วหยุดลง จากนั้นจึงตีลงเน้นน้ำหนัก ครั้งที่หนึ่งครั้งที่สอง ครั้งที่สาม.. จนเสียงตีครั้งที่สิบสองดังขึ้น
ผู้เข้าแข่งขันยืนอยู่ริมขอบเส้นวงกลมด้านหน้าปะรำที่ประทับทางทิศเหนือพลันฉวยดอกธนูออกจากซองหนังที่สะพายไขว้บ่า วางทาบกับคันธนูและสายหนังเหนี่ยวยิงออกไป เป็จังหวะเดียวกับที่พลแม่นธนูทั้ง ๑๒คนบนเชิงเทินเหนี่ยวยิงธนูลงมา
ธนูทั้ง ๑๓ ดอกพุ่งออกจากแหล่งหนึ่งดอกพุ่งเข้าหาป้ายนักษัตรทางทิศเหนือ อีก ๑๒ดอกพุ่งลงมายังเบื้องล่างเป็รูปแนววงกลมขนาดใหญ่ที่บีบรัดวงกระชับเข้าหาผู้แข่งขันที่อยู่กลางลานประลอง
ผู้เข้าแข่งขันหมุนตัวคว้างไปทางด้านหลังแล้วบ่ายหน้าไปทางทิศใต้อย่างรวดเร็วใช้คันธนูปัดลูกธนูจากทิศใต้ที่พุ่งมาตรงหน้า และโยกตัวเฉียงหลบอีกหลายดอกที่ติดตามมาทำให้ลูกธนูทั้ง ๑๑ ดอกปักเฉียงล้อมวงลงกับพื้น ดูไปคล้ายกลีบวงดอกไม้ขนาดใหญ่กลางลานประลองเพียงขาดหายไปหนึ่งกลีบ.. คือลูกธนูจากทางทิศใต้ที่ถูกปัดป่ายกระเด็นไป
ผู้เข้าแข่งขันยิงธนูออกไปอีกคราพร้อมหมุนตัวฝ่าหลบห่าธนูที่โปรยลงมาอีกระลอกแต่คราวนี้ไม่ใช่พลแม่นธนูทุกคนจะยิงธนูออกมา บางคนก็หยุดรอจังหวะยิงอยู่เมื่อผู้เข้าแข่งขันขึ้นธนูในจังหวะต่อไปพลันมีลูกธนูทยอยพุ่งเข้าหาจนต้องหมุนวนไปอีกหลายคราจึงสามารถส่งลูกธนูออกจากคันได้
ยิ่งนานออกไปการยิงธนูเข้าหาป้ายนักษัตรยิ่งกระทำได้ยาก ต้องวิ่งวนหลบเลี่ยงมากรอบขึ้น
เสียงฝูงชนซึ่งเดิมเงียบกริบด้วยใจระทึกต่างเริ่มส่งเสียงเป่าปากด้วยความหวาดเสียว เห็นลูกธนูที่โปรยสู่ลานประลองเริ่มแปรรูปจากกลุ่มใหญ่กลายเป็ชุดเล็กๆไล่ติดตามตัวผู้เข้าแข่งขันจนกระชั้นสั้น สุดท้ายไม่มีโอกาสน้าวคันขึ้นธนูได้แต่วิ่งวนหลบเลี่ยงพัลวัน กระทั่งทิ้งตัวลงกลิ้งกับพื้นเพื่อหลบเลี่ยงลูกธนูที่ยิงมาขณะหมุนดันกายขึ้นจากพื้นมีลูกธนูพุ่งเข้าใส่เกราะอ่อนบริเวณสีข้างทันที
“ยุติ” เสียงขุนพลธรณินดังก้องพร้อมกับเสียงกลองที่รัวสนั่น
พลแม่นธนูทั้ง ๑๒ คนต่างหยุดยิงธนูทันทีแต่ละคนต่างมองสำรวจดูป้ายนักษัตรตรงหน้าของตนเมื่อเห็นป้ายที่ตนเฝ้าประจำมีดอกธนูปักตรึงอยู่ก็ยกชูคันธนูขึ้นเป็สัญญาณมีทั้งหมด ๔ คนที่ชูคันธนูขึ้นมา
“ผู้เข้าแข่งขันคนที่หนึ่งยิงได้ทั้งหมด ๔ ป้าย” ขุนพลธรณินประกาศผลออกมา
บนเชิงเทินนอกจากพลแม่นธนูแล้วยังมีกรรมการอีก๖ คนที่ยืนกระจายกันไป โดยกรรมการหนึ่งคนทำหน้าที่กำกับพลแม่นธนู ๒ คน มีกรรมการคนหนึ่งเดินไปยืนข้างศิระพลแม่นธนูที่ประจำอยู่ทางทิศใต้ พร้อมชูธงสีฟ้าขึ้น
“พลแม่นธนูผู้สามารถยิงผู้เข้าแข่งขันคนที่๑ คือศิระ” ขุนพลธรณินประกาศต่อมา
เสียงผู้ชมรอบสนามต่างปรบมือกันเกรียวกราวให้กับผู้เข้าแข่งขันและพลแม่นธนูผู้ยิงสกัด
ทหารกลุ่มหนึ่งวิ่งกรูเข้าไปเก็บกวาดลานประลองโดยเฉพาะลูกธนูที่ปักเกลื่อนพื้นในขณะที่ผู้เข้าแข่งขันคนแรกเดินออกจากสนามด้วยความเงียบสงบ ตามกฎซึ่งเข้มงวดห้ามส่งเสียงหรือแสดงอาการใดให้ผู้คนจดจำได้ไม่ว่าก่อนหรือหลังการแข่งขัน
“ท่านว่าผู้เข้าแข่งขันคนแรกคือองค์ชายอัศวเมฆหรือไม่”
“หม่อมฉันว่าคงไม่ใช่ ด้วยฝีมือขององค์ชายน่าจะยิงป้ายนักษัตรได้ไม่ต่ำกว่าครึ่งเป็แน่”พระเ้าฤทธิเทวารับสั่งตอบพระเ้าศรีมหาราช พร้อมรอยแย้มพระสรวล
“ผู้เข้าแข่งขันคนแรกมีฝีมือไม่ธรรมดา..นี่หลานเรามีฝีมือสูงกว่าอีกหรือ” รับสั่งพร้อมทรงพระสรวลด้วยพระทัยยินดี
--------------------------------------------------
ลำดับการประลองใช้วิธีจับสลากผู้เข้าแข่งขันในลำดับต้นแม้ได้สิทธิ์เลือกคันธนูก่อน แต่ต้องเผชิญกับพละกำลังของพลแม่นธนูที่ยังเข้มแข็งส่วนผู้เข้าแข็งขันในลำดับท้ายกลับต้องพบกับความจัดเจนสนามที่มากขึ้นของพลแม่นธนู
ไม่นานนักการประลองธนูก็ผ่านไปอีก ๓รอบ ๓ คน บางคนก็ได้รับาเ็จากลูกธนูที่ยิงชำแรกเข้าถึงชุดไหมสีดำข้างในต้องยุติการแข่งขันด้วยเื บางคนแม้จะไม่ได้ถูกธนูยิงแต่ก็ยิ่งขายหน้ากว่าเมื่อทิ้งตัวเกลือกกลิ้งทุลักทุเลออกไปนอกเส้นวงกลมเพื่อขอยุติการแข่งขันตามกติกา
มีเพียงคนเดียวที่เรียกเสียงชื่นชมจากผู้คนทั่วสนามเมื่อสามารถยืนหยัดหลบหลีกวิถีของธนูได้เนิ่นนานและยิงป้ายนักษัตรได้ถึง ๘ ป้าย...