๑
ความรักเป็สิ่งที่มีอยู่มากมายบนโลกบนนี้ราวกับว่าจะไม่มีวันหมด ความรักเป็เพียงเยื่อบาง ๆ ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความผูกพัน ใกล้ชิด สนิท รวมถึงความห่วงใย ห่วงหา จนกลายเป็เชือกเส้นหนาใหญ่ ที่ผูกติด ยึดคนสองคนเข้าไว้ด้วยกันเพื่อไม่ให้พรากออกจากกัน
แต่ไม่มีใครที่จะสมหวังกับความปรารถนาจากรักได้ทั้งหมดทุกครั้ง เรามักมองว่าความรักเป็สิ่งสวยงามความรักเป็สิ่งที่เข้ามาเติมเต็มให้กับชีวิต แต่บ่อยครั้งที่ความรักมักทำให้เราเจ็บเจ็บจนไม่อยากรักใคร เจ็บจนไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้วแล้ว คิดสั้น ๆแบบว่าไม่มีเขาเราอยู่ไม่ได้
ด้วยพลังและอำนาจแห่งความรักทำให้เราทำอะไรลงไปได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เขาเกลียดเราก็เพราะรักทำให้เขารักเราก็เพราะรัก อย่างที่เขาว่าความรักทำให้คนตาบอดยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ซึ่งรักนั้นมา จนหลงลืมคิดไปว่า...
สิ่งที่ทำอยู่มันเรียกว่ารักหรือแค่ความ้า !
วันนั้นผมต้องทำงานที่คลั่งค้างอยู่บนโต๊ะให้เสร็จก่อนการประชุมเช้าวันพรุ่งนี้ผมเป็พนักงานบริษัทตามแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป เป็มนุษย์เงินเดือน ชีวิตผมก็วนเวียนอยู่กับงานแบบนี้มาตลอดระยะเวลาหลังจากที่ผมเรียนจบมาได้๕ ปี งานบัญชีเป็งานที่ผมรักเป็งานที่ผมถนัดและผูกพัน เพราะที่บ้านผมเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ เล็กมาก ๆเพื่อเลี้ยงชีพเอาตัวรอดไปวัน ๆ
ครอบครัวผมเป็คนไทยเชื้อสายจีนผมอาศัยอยู่กับแม่สองคน พ่อผมทิ้งแม่ผมไปั้แ่รู้ว่าแม่ผมท้อง เพราะครอบครัวของพ่อรับไม่ได้ที่แม่ผมจนแม่เลี้ยงผมมาโดยลำพัง ชีวิตที่ผ่านมาของผมไม่ได้ลำบากแต่ก็ไม่ได้สบาย ผมจึงตั้งใจเรียนและสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้และเมื่อจบมาผมจะหางานดี ๆ ที่ได้เงินเดือนเยอะ ๆ เลี้ยงแม่
แต่แล้วก็เหมือนถูกฟ้ากลั่นแกล้งเหมือนชีวิตผมต้องอาญาจาก์เมื่อทุกอย่างกำลังจะไปได้ด้วยดี แม่ผมเกิดล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งสมองระยะสุดท้ายเมื่อได้ยินคำว่ามะเร็งก็ทำให้ผมแทบล้มทั้งยืน สิ่งที่ผมทำมันกำลังจะสูญเปล่าผมตั้งใจเรียนจนเรียนได้เกียรตินิยมคณะบัญชี จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐบาล ที่เป็ที่ใฝ่ฝันของใครหลายคน
ผมได้งานที่ดีทำจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็ของมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ผมเป็คนขยันทำงานผมเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ และผมกำลังจะซื้อบ้าน ซื้อรถให้แม่ เพราะแม่ผมเหนื่อยมามากพอแล้วแม่ผมกำลังจะสบาย แต่แล้ว์ก็ขีดเขียนให้เป็แบบนี้
ทำไม...ทำไมฟ้าช่างใจร้ายกับผมเหลือเกิน !
ในวันที่ผมกำลังหาหนทางรักษาแม่ทั้งๆ ที่รู้ว่า ที่รักษาอยู่ตอนนี้หมอก็ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว แม่ผมนอนอยู่ในห้อง ไอซียูเกือบสามอาทิตย์ หมออนุญาตให้เข้าเยี่ยมเป็เวลา ผมต้องกลั้นน้ำตาทุกครั้งที่เข้าเยี่ยมแม่เพราะภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ไม่เหมือนแม่ผมเลยแม้แต่น้อยหน้าบวมจากการผ่าตัดสมอง บนศีรษะมีผ้าสีขาวพันไว้จนไม่เห็นศีรษะมีสายระโยงระยางไปทั่ว
ผมมาทำงานทุกวันและทำเป็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนหลายคนมองว่าผมเป็คนเข้มแข็ง แต่ความจริงแล้วเปล่าเลย...เปล่าเลยแม้แต่น้อย แท้ที่จริงแล้วผมก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่งแค่ผมไม่้าแสดงให้ใครเห็นเท่านั้นเอง แล้ว จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น
“สวัสดีครับ ตะวันพูดพูดสาย”
“ดิฉันโทรมาจากโรงพยาบาลตอนนี้แม่ของคุณตะวัน...”เสียงปลายสายแ่เบา ก่อนจะพูดขึ้นอีก “อาการแย่แล้วค่ะ”
เมื่อเสียงนั้นพูดเสร็จผมรีบขับรถไปโรงพยาบาลทันทีสภาพที่ผมมาเห็นแม่ตอนนี้ แม่ผมนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เครื่องวัดระดับการเต้นของหัวใจต่ำลงเรื่อย ๆต่ำลงเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วเครื่องนั้นก็ไม่สามารถวัดระดับการเต้นของหัวใจได้อีกเลย
“แม่ ! แม่ ! อย่าทิ้งผมไปอย่าทิ้งผมไป”
ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใครเพราะแม่เป็ทุกอย่างในชีวิตผม
“ถ้าไม่มีแม่ผมจะอยู่อย่างไรแม่เลี้ยงผมมาอย่างลำบาก เราอดมื้อกินมื้อด้วยกัน แต่วันนี้เรากำลังจะสบายเรากำลังจะมีบ้าน มีรถ ทำไมแม่ไม่อยู่กับผมแม่ทิ้งผมให้อยู่คนเดียวทำไม”
น้ำตาที่มันไหลออกมาเป็สาย เป็น้ำตาแห่งความเสียใจเป็น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาทำไมฟ้าข้างบนต้องบัญชาให้เป็อย่างนี้ด้วย
“เดี๋ยวญาติคนไข้ออกไปรอข้างนอกก่อนนะคะ”
“ผมขออยู่กับแม่ผมอีกสักพักได้ไหมครับ”
พยาบาลพยักหน้ารับคำที่ผมร้องขอ เธอจึงเดินออกไปและอีก ๒๐ นาทีต่อมาเธอก็เดินข้ามาทำหน้าที่ของเธอ
ผมได้แต่คิดว่าหรือนี่คือสิ่งที่สบายที่สุดของชีวิตเพราะคนที่ตายไปแล้วเหลือแต่ร่างที่ไร้ิญญา ไม่มีความรู้สึกอะไร...แต่คนที่มีร่างและมีิญญาอย่างเราๆ นี่สิ ต้องดำเดินชีวิตอยู่ไปด้วยความสุขและปะปนไปด้วยความทุกข์
หลังจากเสร็จสิ้นงานศพแม่ไปได้เจ็ดวันสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในหัวใจผมตอนนี้ก็คือความเศร้า ความเหงา ความปวดร้าวหัวใจทั้งความเหงาและความเศร้าที่ผมมีอยู่ตอนนี้ มันไม่มีตัวตน แต่มันบั่นทอนและทำลายจิตใจของผมมากเสียยิ่งกว่าการกินยาฆ่าตัวตายเพราะกิยาฆ่าตัวตายทรมานแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไม่รู้สึกอะไรแล้วแต่ความเศร้าความเหงานิสิ มันกัดกินหัวใจผมไม่เลิก มันทรมานยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
ระหว่างที่ผมกำลังเศร้าและหาหนทางออกของชีวิตยังไม่เจอนั้นก็มีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาปลอบผมใช่แล้วครับ...มีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาปลอบผมในวันที่ผมไม่เหลือใครเขาทำให้ผมกลับมาสดใสขึ้นบ้าง เขาทำให้ผมหัวเราะ มีความสุขเวลาที่ผมอยู่ใกล้เขา เขาเป็เพื่อนที่ทำงานของผม
ผมกับนภาเราเข้ามาทำงานที่บริษัทนี้พร้อมๆ กัน และผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอนอกจากเพื่อร่วมงาน จนกระทั่งวันที่ผมเสียแม่ผมไปเธอก็เข้ามาเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตผม
ผมกับนภาคบหาดูใจกันได้ ๓ ปีนับจากวันที่แม่ผมเสีย เราตกลงที่จะแต่งงานกัน โดยผมวางแผนงานทุกอย่างไว้หมดแล้วและผมตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่กับนภาตลอดไป แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดและผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น...มันก็เกิดขึ้นกับชีวิตผมจนได้
วันนั้นเป็วันที่ผมต้องเคลียร์งานทั้งหมดให้เสร็จเพราะพรุ่งนี้มีสรุปบัญชีประจำปีและต้องเข้าประชุมแต่เช้า ผมเลยบอกให้นภากลับบ้านไปก่อนและวันนี้คงกลับดึกประมาณเที่ยงคืนเห็นจะได้ อันที่จริงผมก็รู้ว่า่หลัง ๆมานี้นภาแปลกไปไม่เหมือนตอนแรก ๆ ที่เราคบกันแต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าคงเป็เื่ปกติของคนที่อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจกัน ผมนั่งเคลียร์งานจนถึงสามทุ่มเศษงานเสร็จไวกว่าที่ผมคาดคิดไว้ ผมจึงรีบกลับบ้านเพราะกลัวนภารอ
เมื่อผมเปิดประตูเข้ามาในบ้าน...ในบ้านนั้นมืดสนิทเหลือเพียงไฟห้องนอนด้านร่างที่สาดส่องเล็ดลอดผ่านประตูออกมาเพราะว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นปิดประตูไม่สนิท ปกติห้องนี้เอาไว้รับแขกแต่ทำไมวันนี้ถึงมีคนอยู่เพราะปกตินภาก็ไม่นอนห้องนี้อยู่แล้ว เมื่อผมเดินเข้าไปแล้วค่อย ๆผลักประเปิดประตูให้เปิดออกอย่างช้า ๆ สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาผมแทบล้มทั้งยืน
นภาผู้หญิงที่เข้ามาทำให้ชีวิตผมหายเหงาหายเศร้า หายเสียใจ หลังจากที่ผมเสียแม่ไป นภาผู้หญิงที่ทำให้ผมหัวเราะ ทำให้ผมมีความสุขเวลาอยู่กับเขาแต่วันนี้ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้ามันลบล้างสิ่งที่เขาทำไว้ทั้งหมดโดยสิ้นเชิงภาพที่ผมเห็นเป็ภาพที่เขากำลังนอนเปลือยกาย ร่างเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงกับผู้ชาย ที่ซึ่งผมไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็ใคร
“นภา”
ผมพูดออกไปเบา ๆ มือผมกำหมัดแน่นตอนนั้นถ้าผมฆ่าเธอได้ผมคงฆ่าเธอไปแล้ว แต่ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าถ้าผมทำอย่างนั้นผมได้อะไรระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว เธอก็ลืมตาขึ้นมา แล้วใเข้าอย่างจังเพราะเธอไม่คิดว่าผมจะกลับมาเร็วกว่าปกติ เพราะผมบอกเธอว่าจะกลับบ้านตอนเที่ยงคืน
“ตะ...ตะวัน คุณกลับมาั้แ่เมื่อไหร่”
เธอถามผมออกมาด้วยความใน้ำเสียงสั้นเครือ ใบหน้าซีดเผือด ก่อนที่คู่นอน ที่นอนอยู่เคียงข้างกายเธอจะตื่นขึ้นมาแต่ทว่าเขาไม่ได้เกรงกลัวต่อผมที่เป็สามีของนภาเลยแม้แต่น้อย
“อ้าวนี่เหรอสามีคุณ”
เขาชี้มาทางผมพร้อมกับหันไปมองหน้านภาผมได้แต่ยืนนิ่งเฉยไม่พูดอะไรแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป ตอนนี้นภารีบใส่เสื้อผ้าแล้วเดินตามผมมา
“ตะวันคะคือ...เื่ทั้งหมดฉันอธิบายได้นะคะ”
“ผมรักคุณมากนะนภา แต่คุณกลับทำลายความรักความซื่อสัตย์ที่ผมมีให้คุณ”
“ตะวันคะนภาไม่ได้ตั้งใจค่ะนภารักคุณคนเดียวนะคะ”
เธอพูดพร้อมเข้ามากอดตัวผมไว้แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเครื่องสำอางเลอะเต็มหน้าเธอไปหมด แต่ผมกลับไม่เห็นใจหรือสงสารต่อคำแก้ตัวของเธอแม้แต่น้อย
“คนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อความรัก คุณคิดว่าเขาสมควรได้รับการให้อภัยใช่ ไหม ?”
ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบในแววตาและใบหน้าของผมนั้นมีแต่ความโกรธ ความเกลียดและเธอเองก็รู้ว่าผมเป็คนที่พูดคำไหนคำนั้น
“ได้โปรดให้ฉันแก้ตัวอีกสักครั้งนะคะตะวัน”
เธอพูดขอร้องอ้อนวอน ขอความเห็นใจจากผมเธอร้องไห้ตาบวมแดง แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไร...ราวกับตอนนี้หัวใจมันด้านชาจนไม่รู้สึกว่าเ็ป มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกในตอนนี้คือ ผมเสียเวลากับที่ผู้หญิงไม่รู้จักพอที่อยู่ตรงหน้าผมนี้เท่านั้น
“คนอย่างคุณไม่มีค่าพอที่จะได้รับความเห็นใจจากผมต่อให้คุณคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนก็ย่าหวังว่าผมจะสงสารหรือให้โอกาสคุณ ผู้หญิงอย่างคุณ ไม่สมควรได้รับการให้โอกาสจากผมหัวใจผมมีดวงเดียว ความเชื่อใจ ความไว้ใจผมก็มีให้แค่ครั้งเดียวและให้ได้คนละครั้งเท่านั้น คุณออกจากบ้านผมไปเถอะก่อนที่ผมจะเกลียดคุณไปมากกว่านี้”
“ไม่นะคะ นภาไม่ไปจากคุณ นภารักคุณ”
“สิ่งที่คุณทำเขาเรียกว่าความรักแล้วหรือคุณมันเห็นแก่ตัว คุณมันก็แค่ผู้หญิงไม่รู้จัก...” ผมทอดเสียงต่ำลงกดความรู้สึกโกรธทั้งหมดเอาไว้ “เก็บข้าวเก็บของ แล้วออกจากบ้านผมซะ !”
“แต่เรากำลังจะแต่งงานกันนะคะ”
“ยกเลิกได้”
อันที่จริงแล้วผมไม่ได้ใจเข็งเหมือนที่ปากผมพูดเลยแต่เมื่อคนเราอยู่ด้วยด้วยกันแล้ว เราก็ควรรักและซื่อสัตย์ต่อความรักนั้นถ้าผมให้อภัยนภา แล้วคิดหรือว่านภาจะไม่ทำครั้งต่อไปฉะนั้นผู้หญิงอย่างนี้ไม่สมควรได้รับการให้อภัยเหตุผลข้อเดียวที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่ซื่อสัตย์ต่อผม และไม่ให้เกียรติผม ทั้ง ๆที่ผมเป็สามีเขาและเรากำลังจะแต่งงาน
“ตะวันคะ”
“ผมบอกให้ออกไป”
ผมตวาดเสียงและหันหลังให้เธอเพราะน้ำตาลูกผู้ชายอย่างผมเริ่มไหลรินออกมา...
ก็เพราะผมรักเธอจนสุดหัวใจมันยากที่จะทำใจได้เหมือนกัน
“ภาไม่ออกไปค่ะภาจะอยู่ที่นี่ อยู่กับคุณ ภาขอโทษนะคะตะวัน”
เธอเข้ามาสวดกอดผมจากด้านหลัง
“คุณคิดว่าผู้หญิงที่นอนกับชายอื่นที่ไม่ใช่สามีตัวเองสมควรที่จะเป็แม่ที่ดีของลูกอย่างนั้นหรือนภาลูกของผม้าแม่ที่ดีไม่ใช่แม่ที่...”
ผมทอดเสียงต่ำลงอีกครั้งเพราะไม่อยากจะพูดคำๆ นี้ออกไป เพราะอย่างไรนภาก็เป็ผู้หญิง มันก็คงจะแรงเกินไปถ้าผมจะพูด
“ออกไปจากบ้านผมได้แล้วขอให้เื่ของเราจบแค่นี้ เราเลิกกัน”
สิ้นเสียงพูดผมก็เข้าห้องไปส่วนนภาก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าห้อง
นภาเป็ผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดลองลงมาจากแม่บังเกิดเกล้าของผมเพราะเธอเข้ามาในชีวิตผมในวันที่ผมกำลังมีความทุกข์อย่างที่สุดเพราะมีเธอผมจึงมีความสุขได้อีกครั้งเธอแสนดีกับผมทุกอย่างจนผมหลงเชื่ออย่างลงรักปักใจว่าเธอรักผมจริง ๆ
โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ดูเหมือนเป็สถานที่ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด เพราะมันหมุนเคลื่อนไหวไปอย่างงดงามด้วยตัวของมันเองมันทำให้เรารู้ว่าชีวิตเราไม่ได้ด้อยค่าเพราะด้วยเหตุผลที่ว่า…
“มันหมุนเคลื่อนไปรอบ ๆ ตัวเธอ”
แต่เพราะว่าบางครั้ง เรามองว่าโลกมันสวยงามเกินไปหากความจริงแล้วมันแฝงไว้ด้วยความโหดร้ายที่พร้อมจะพรากชีวิตเราเมื่อไหร่ก็ได้
ผมตัดสินใจเลิกกับนภาอย่างเด็ดขาดเราไม่มีอะไรต้องข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป เพราะผมมีอุดมการณ์เื่ความรักอย่างแรงกล้าถ้าคิดจะมีใหม่ก็ควรที่จะเลิก ไม่ใช้คบซ้อนกันไป มันดูเห็นแก่ตัว ไม่ให้เกียรติและเหยียดหยามกันเกินไป
ผมเสียใจอยู่นานพอสมควรกว่าจะลืมเื่ราวที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดแต่แล้วเมื่อเลิกรัก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรักใหม่ไม่ได้ตราบใดที่ฟ้ายังไม่สิ้นไร้แสงตะวันมนุษย์อย่างเรา ๆ ก็มีรักใหม่ได้เสมอ
ความรักก็เหมือนกับการรอรถเมล์รอบนี้เต็มเดี๋ยวรอบต่อ ๆ ไปก็มา เมื่อขึ้นผิดสายก็กลับลงมาตั้งหลักขึ้นใหม่เท่านั้นเองแต่ไม่ควรที่จะตั้งหลักนานเกินไปเพราะคานมันรอเราอยู่...
ผมไม่ถึงขั้นมองโลกในแง่ดีแต่ผมก็ไม่เคยเก็บเื่ร้าย ๆ มาคิดให้หนักหัว มันบั่นทอดสุขภาพจิตเปล่า ๆ